SCGD เปิดแผนธุรกิจ ปี 2569 รุกเร่งขยายเวียดนาม–อาเซียน สู่การเป็นผู้เล่นวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ระดับภูมิภาคครบวงจร

บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD เผยจากการประเมินแนวโน้มธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ในภูมิภาคอาเซียนที่ยังมีศักยภาพเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความสามารถในการบริหารต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน จึงประกาศเปิดแผนธุรกิจประจำปี 2569 เดินหน้าสู่การเป็น Integrated ASEAN Player อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยจุดแข็งด้านความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง (Deep Customer Insight) ควบคู่กับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ (Production Intelligence) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจ และคงความเป็นผู้นำในตลาดอาเซียนในระยะยาว

นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCG Decor (SCGD)  เปิดเผยว่า “SCGD มุ่งขับเคลื่อนการเติบโตในอาเซียนควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย โดยตั้งเป้าหมายสู่การเป็น Integrated ASEAN Player ผ่านการเชื่อมโยงฐานการผลิต
การบริหารซัพพลายเชน และเครือข่ายการจัดจำหน่ายในภูมิภาคให้ทำงานสอดประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างผลการดำเนินงานที่ยั่งยืน ทั้งนี้ เวียดนามถือเป็นฐานกลยุทธ์สำคัญของภูมิภาค ทั้งด้านการผลิตและการส่งออก จากการเติบโตของ GDP ที่อยู่ในระดับสูง ต้นทุนการผลิตที่สามารถแข่งขันได้ และโอกาสในการขยายสู่ตลาดอาเซียนที่ยังมีศักยภาพสูง

ขณะเดียวกัน จากแนวโน้มราคาน้ำมันและพลังงานที่อาจเผชิญความผันผวน SCGD ได้วางรากฐานการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและลดความเสี่ยงด้านราคาพลังงาน มาตั้งแต่ปี 2566 ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้ยังคงเดินหน้าต่อยอดเป้าหมายดังกล่าว เพื่อเสริมความสามารถในการบริหารต้นทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ โดยในปี 2568 สามารถใช้เชื้อเพลิงชีวมวลทดแทนก๊าซธรรมชาติและถ่านหินได้มากกว่า 23.5% และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 34.5% ในปี 2569 ขณะเดียวกัน การใช้พลังงานแสงอาทิตย์คิดเป็น 13.6% ของการใช้ไฟฟ้ารวม และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 14% ซึ่งสะท้อนแนวทางการบริหารต้นทุนควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าลดต้นทุนเพิ่มอีกปีละ 80 ล้านบาท

สำหรับปี 2569 SCGD กำหนดงบลงทุน (Capex) กว่า 2,500 ล้านบาท โดยเน้นการลงทุนในเวียดนามเป็นหลัก เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน (Glazed Porcelain) อีก 6.6 ล้านตารางเมตร รองรับความต้องการของตลาดที่มีความต้องการจากกระเบื้องเซรามิกทั่วไป สู่สินค้าที่มีคุณภาพและดีไซน์ทันสมัยมากขึ้น พร้อมขยายตลาดส่งออกในภูมิภาค ภายใต้แนวทางพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ (Production Intelligence) ที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยระบบอัตโนมัติ ลดต้นทุน ควบคุมคุณภาพอย่างแม่นยำ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าบริหารฐานผลิตร่วมในระดับภูมิภาค (Regional Optimization) เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาฐานการผลิตใดฐานหนึ่ง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรในภาพรวม อีกทั้งยังยกระดับความสามารถแข่งขันในระยะยาวผ่านการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลทดแทนถ่านหิน และการดำเนินโครงการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับธุรกิจสุขภัณฑ์ SCGD เดินหน้าขยายส่วนแบ่งตลาดในไทย ผ่านการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยต่อยอดจากความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ทั้งกลุ่มที่มองหานวัตกรรมและความสะดวกสบายผ่านสุขภัณฑ์ Smart ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ และกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า
ผ่านผลิตภัณฑ์คุณภาพมาตรฐานในราคาที่เข้าถึงได้ 
(Smart Value Products: SVP) อาทิ สุขภัณฑ์แบรนด์ sosuco ก๊อกน้ำแบรนด์ Prema เพื่อรองรับกำลังซื้อที่หลากหลายในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะเดียวกันมีแผนการเพิ่มประสิทธิภาพโรงงานผลิตสุขภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระดับโลก และเพิ่มยอดขายในตลาดต่างประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม SCGD มีแผนขยายกลุ่มสินค้าใหม่และสินค้าเกี่ยวเนื่องในตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิวเช่น SPC กาวซีเมนต์และยาแนว ท็อปเคาน์เตอร์ครัว ประตู–หน้าต่าง และเฟอร์นิเจอร์ห้องน้ำ โดยตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายกว่า 40% ในปีนี้

ณ สิ้นปี 2568 SCGD มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ด้วยเงินสดกว่า 9,000 ล้านบาท ประกอบกับโครงการควบรวมกิจการ(Merger & Partnership) ที่อยู่ระหว่างดำเนินการหลายโครงการ ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น

SCGD ยังคงมุ่งสร้างการเติบโตควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย โดยเดินหน้าขยายธุรกิจ สอดคล้องกับการขยายตัวของอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม พร้อมยกระดับความสามารถแข่งขันผ่านการพัฒนานวัตกรรมสินค้า การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพสูง เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด ครองใจผู้บริโภคในทุกประเทศที่เราดำเนินธุรกิจ และสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น” นายนำพล กล่าวปิดท้าย