บริษัท เฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย เปิดมุมมองต่อทิศทางอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียน โดยระบุว่า “การบูรณาการขนส่งแบบผสมผสาน” (Multimodal Integration) ซึ่งเชื่อมต่อการขนส่งทางอากาศ ทางบก และทางน้ำเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย และผลักดันประเทศสู่บทบาทศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค
นายศศธร ภาสภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟดเอ็กซ์ ประเทศไทย กล่าวว่า ห่วงโซ่อุปทานในอาเซียนกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากการกระจายฐานการผลิตไปยังหลายประเทศ และการค้าในภูมิภาคที่มีความหลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงเป็นปัจจัยท้าทายต่อภาคธุรกิจ ภายใต้บริบทดังกล่าว การแข่งขันด้านโลจิสติกส์จึงไม่ได้วัดเพียงขนาดของท่าเรือหรือสนามบินอีกต่อไป แต่ต้องอาศัยความรวดเร็ว ความคล่องตัว และความโปร่งใสของระบบการขนส่งและการจัดการข้อมูล เพื่อรองรับพลวัตทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญในการขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค ได้แก่ ฐานอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลาย ตลาดการค้าข้ามพรมแดนที่เติบโตต่อเนื่อง และตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ช่วยส่งเสริมให้ไทยมีบทบาทในการบริหารจัดการเส้นทางการค้า การรวบรวมและกระจายสินค้า รวมถึงการเชื่อมโยงศูนย์กลางโลจิสติกส์กับฐานการผลิตใหม่ในภูมิภาค
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มูลค่าการค้าข้ามพรมแดนของไทยในปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท และมีเป้าหมายเพิ่มขึ้นแตะระดับ 2 ล้านล้านบาทภายในปี 2570 สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวไม่ได้มาจากการส่งออกระยะไกลเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากการไหลเวียนของสินค้าหลากหลายทิศทาง ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมต่อระบบขนส่งหลายรูปแบบอย่างมีประสิทธิภาพ
ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการอำนวยความสะดวกทางการค้าจากการนำระบบ National Single Window มาใช้ ซึ่งช่วยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ลดขั้นตอนเอกสารและเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการทางการค้า อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายในการประสานงานระหว่างหน่วยงานสำหรับสินค้าบางประเภท เช่น อาหาร สินค้าเพื่อสุขภาพ ชิ้นส่วนอากาศยาน เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งความคลาดเคลื่อนของเอกสารเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการขนส่งได้
นายศศธร กล่าวว่า การบูรณาการเชิงระบบ (System-level Integration) จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน โดยผู้ให้บริการโลจิสติกส์จำเป็นต้องพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลได้อย่างไร้รอยต่อ ไม่ต่างจากการขนส่งสินค้า พร้อมทั้งสามารถตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดในกระบวนการดำเนินงาน
เฟดเอ็กซ์ได้นำแนวทางดังกล่าวมาใช้ในการดำเนินงานในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านระบบเอกสารการค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือช่วยจำแนกพิกัดศุลกากร (HS Code) และแพลตฟอร์มติดตามสถานะการจัดส่งแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้ผู้ส่งสินค้าสามารถยื่นเอกสารได้อย่างถูกต้องและแม่นยำล่วงหน้า ลดความจำเป็นในการยื่นเอกสารด้วยตนเอง และช่วยคาดการณ์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก่อนส่งผลกระทบต่อการจัดส่งสินค้า
นอกจากนี้ ศูนย์ปฏิบัติการของเฟดเอ็กซ์ในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังได้มีการบูรณาการระบบคัดแยกสินค้าอัตโนมัติเข้ากับแพลตฟอร์มเอกสารดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำพิธีการศุลกากร และรองรับการขนส่งที่เชื่อมต่อระหว่างทางอากาศ ทางทะเล และทางบกอย่างราบรื่น
อย่างไรก็ตาม การยกระดับระบบโลจิสติกส์ของประเทศยังจำเป็นต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือ สนามบิน และเส้นทางเศรษฐกิจ รวมถึงการปรับปรุงนโยบายด้านการค้าข้ามพรมแดน และการเชื่อมโยงระบบดิจิทัลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในอุตสาหกรรม
“ในยุคที่ภาคธุรกิจกำลังปรับกลยุทธ์สู่การจัดหาสินค้าจากหลายประเทศ ความเสถียร ความโปร่งใส และความสามารถในการเข้าถึงตลาดที่หลากหลายกลายเป็นปัจจัยสำคัญ หากประเทศไทยสามารถยกระดับการบูรณาการขนส่งแบบผสมผสานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยให้ไทยก้าวจากการเป็นเพียงประเทศทางผ่าน สู่การเป็นแพลตฟอร์มโลจิสติกส์ที่น่าเชื่อถือของภูมิภาค” นายศศธร กล่าว
ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญในการกำหนดบทบาทใหม่ในห่วงโซ่อุปทานของอาเซียน โดยการพัฒนาโครงข่ายการขนส่ง การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการบูรณาการข้อมูลระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และผู้ออกแบบระบบนิเวศของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคอย่างแท้จริง.