FedEx เผยผลสำรวจ APAC ชี้ “ความยั่งยืน” คือปัจจัยชี้ขาดซัพพลายเชนยุคใหม่ ธุรกิจ 80% ปรับกลยุทธ์รับแรงกดดันสิ่งแวดล้อม

เฟดเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น (Federal Express Corporation) หนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการขนส่งสินค้าด่วนที่ใหญ่ที่สุดของโลก เปิดเผยผลสำรวจล่าสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) โดยศึกษามุมมองของผู้บริโภคและภาคธุรกิจต่อประเด็นด้านความยั่งยืนและการค้าข้ามพรมแดน ซึ่งชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญสำหรับธุรกิจทั่วทั้งภูมิภาค

ผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในเอเชียแปซิฟิกถึง 80% ต่างคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเมื่อทำการค้ากับยุโรป โดยประเด็น “ความยั่งยืน” มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ ขณะเดียวกัน ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังถือเป็นกลุ่มผู้นำของแนวโน้มดังกล่าว โดยผู้ประกอบการ SMEs ในมาเลเซียและอินโดนีเซียกว่า 55% ระบุว่า ความยั่งยืนเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเรื่องการจัดการซัพพลายเชน สะท้อนถึงความตื่นตัวและการลงมือปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในภาคธุรกิจและผู้บริโภคในภูมิภาค

ผู้บริโภคเป็นแรงผลักสำคัญให้ธุรกิจนำความยั่งยืนไปใช้ในการดำเนินงาน

ผลสำรวจยังพบว่า ผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกกำลังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนแปลง โดย 84% ของผู้บริโภคระบุว่าต้องการให้ภาคธุรกิจเปิดโอกาสให้มีทางเลือกในการซื้อสินค้าออนไลน์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมจึงกลายมาเป็นปัจจัยใหม่ในการสร้างความโดดเด่นของธุรกิจที่อาจส่งอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญนอกจากนี้ 81% ของผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกยังระบุว่า พวกเขามีแนวโน้มที่จะเลือกแบรนด์ที่มีการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าคู่แข่งที่จำหน่ายสินค้าที่คล้ายกันแต่ขาดการบูรณาการด้านสิ่งแวดล้อม

และแม้ว่าคุณภาพของสินค้าและราคาจะยังคงเป็นปัจจัยหลักในการซื้อสินค้าออนไลน์ แต่ผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกเกือบ 40% ยินดีจะจ่ายในราคาที่สูงขึ้นเพื่อบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

จากแนวโน้มดังกล่าว ธุรกิจจำนวนมากจึงเริ่มตระหนักว่าความยั่งยืนไม่ใช่เพียง “ทางเลือก” อีกต่อไป แต่มันได้กลายมาเป็นความจำเป็นในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในตลาดดิจิทัล เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มนำประเด็นสิ่งแวดล้อมมาเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจใช้จ่าย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลประกอบการของธุรกิจ

“ความยั่งยืนในวันนี้ไม่ได้เป็นแค่ข้อกำหนดกฎเกณฑ์อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโต เสริมความยืดหยุ่น และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับธุรกิจในระบบการค้าโลก” ซาลิล ชารี ประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เฟดเอ็กซ์ กล่าว “เฟดเอ็กซ์ มุ่งมั่นสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนี้ โดยตั้งเป้าหมายสู่การดำเนินงานที่เป็นกลางทางคาร์บอนทั่วโลกภายในปี 2583 เราพร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรม ยกระดับเครือข่าย และส่งมอบเครื่องมือดิจิทัลอัจฉริยะ เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถแปรเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนให้กลายเป็นการลงมือทำ เรายังร่วมสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถตัดสินใจเลือกการขนส่งที่ปล่อยคาร์บอนต่ำได้มากขึ้น พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม”

พลิกโฉมการดำเนินงาน สู่ระบบโลจิสติกส์ที่ยั่งยืนกว่าเดิม

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านโลจิสติกส์ที่ยั่งยืนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฟดเอ็กซ์ จึงเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานขั้นสูง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานไปพร้อมกัน

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ เครื่องมือจัดลำดับจุดส่งพัสดุด้วยปัญญาประดิษฐ์(AI powered Stops Sequencing) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยวางแผนเส้นทางการจัดส่งแบบเรียลไทม์ตามปริมาณพัสดุและความต้องการของลูกค้า เครื่องมือนี้ช่วยลดระยะทางที่ไม่จำเป็น เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่ง และมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในกระบวนการขนส่ง[1]

นอกจากนี้ เฟดเอ็กซ์ยังสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจด้านความยั่งยืนบนพื้นฐานของข้อมูล ผ่านแพลตฟอร์ม FedEx® Sustainability Insightsซึ่งเป็นระบบคลาวด์ที่ช่วยเพิ่มความโปร่งใสด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยข้อมูลจากเครือข่ายของเฟดเอ็กซ์แบบเกือบเรียลไทม์ เพื่อประเมินการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ทั้งในแบบรายชิ้นและแบบทั้งบัญชีการจัดส่ง ลูกค้ายังสามารถเข้าถึงข้อมูลการปล่อยก๊าซย้อนหลังและค้นหาข้อมูลตามหมายเลขติดตามพัสดุได้ผ่านบัญชีFedEx.com

ในด้านการขนส่งทางอากาศ เฟดเอ็กซ์ ได้ริเริ่มในการนำเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) มาใช้ในสนามบินนานาชาติชิคาโก โอแฮร์ และไมอามี อินเตอร์เนชันแนล นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเครือข่ายการบินทั่วโลก ขณะเดียวกัน ในการจัดส่งช่วงปลายทาง (Last mile delivery) เฟดเอ็กซ์ เดินหน้าปรับเปลี่ยนระบบการจัดส่งในเขตเมืองด้วยการหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มมีการนำมาใช้งานแล้วในหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เช่น ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และประเทศไทย และในประเทศจีน สัดส่วนของยานยนต์ไฟฟ้ามีจำนวนมากกว่า 20% ของกองยานพาหนะจัดส่งทั้งหมด ขณะที่ในไต้หวัน เฟดเอ็กซ์ ได้นำรถสามล้อไฟฟ้ามาใช้ในการจัดส่ง เพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของเมืองที่มีความหนาแน่น ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่ง

“ธุรกิจในภูมิภาคของเราได้ก้าวข้ามการถกเถียงว่าควรริเริ่มการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ไปสู่การให้ความสำคัญกับการติดตามผลกระทบ การแสวงหาตัวเลือกใหม่ที่ดีกว่า และการสื่อสารการดำเนินงานด้านความยั่งยืนเพื่อสร้างความเชื่อมั่น” นายศศธร ภาสภิญโญ กรรมการผู้จัดการ เฟดเอ็กซ์ ประเทศไทย กล่าว “หัวใจสำคัญของการตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว จึงอยู่ที่การมองหาพันธมิตรผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่สามารถมอบทั้งความยืดหยุ่นในการดำเนินงานและข้อมูลที่โปร่งใสให้แก่ธุรกิจได้ ที่ เฟดเอ็กซ์ เราจึงมุ่งเน้นสนับสนุนธุรกิจไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง พร้อมเข้าถึงโซลูชันโลจิสติกส์ที่ช่วยตอบโจทย์เป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยยังคงรักษาความรวดเร็วและความเชื่อมั่นของลูกค้าเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง”

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของการค้าข้ามพรมแดน เฟดเอ็กซ์ ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาโซลูชันการขนส่งที่รวดเร็ว ชาญฉลาด และยั่งยืนยิ่งขึ้น เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมร่วมขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

[1] https://newsroom.fedex.com/newsroom/amea/fedex-advances-sustainability-initiatives-in-apac-through-operational-enhancements-and-community-engagement