“บอร์ด รฟท.” อนุมัติจ้างก่อสร้างสายสีแดงอ่อน “ศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา” วงเงิน 1.4 หมื่นล้าน พร้อมสายสีแดงเข้ม “รังสิต–มธ.ศูนย์รังสิต” 6 พันล้าน เดินหน้ากู้เงินรอ ครม.เคาะ คาดเซ็นสัญญา ก.พ. 69 เริ่มสร้างปีนี้ ใช้เวลา 3 ปี เสร็จพร้อมเปิดใช้ปี 72 ย้ำเข้มความปลอดภัย เพิ่มประกันบุคคลที่ 3 เป็นรายบุคคล
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการรถไฟฯ (บอร์ด) ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวานนี้ (29 ม.ค. 2569) มีมติอนุมัติสั่งจ้างก่อสร้างโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา และสถานีเพิ่มเติม 3 สถานี ได้แก่ สถานีสะพานพระราม 6 สถานีบางกรวย-กฟผ. และสถานีบ้านฉิมพลี โดยมีกิจการร่วมค้า ยูที (UT Joint Venture) ประกอบด้วย 1.บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) (Lead Firm) และ 2.บริษัท ทรัสตี้ คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างโครงการฯ วงเงินค่าจ้างรวม 14,720 ล้านบาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ซึ่งต่ำกว่าราคากลาง 9,700 ล้านบาท

ทั้งนี้ คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ได้ดำเนินการคัดเลือก ซึ่งกิจการร่วมค้า ยูที เป็นบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณสมบัติ และด้านเทคนิคครบถ้วน ถูกต้อง ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด สำหรับโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา มีระยะทาง 20.50 กิโลเมตร (กม.) แบ่งเป็น โครงสร้างทางเป็นทางระดับดิน 13.83 กม. ทางยกระดับ 6.67 กม. มีสถานีจำนวน 9 แห่ง ประกอบด้วย สถานีศิริราช บางขุนนนท์ ตลาดน้ำตลิ่งชัน สะพานพระราม 6 บางกรวย-กฟผ. บ้านฉิมพลี กาญจนาภิเษก ศาลาธรรมสพน์ และศาลายา พื้นที่ก่อสร้างด้านซ้ายทางรถไฟ ใช้ที่ดินรถไฟเป็นหลัก และไม่มีเวนคืนที่ดิน
สำหรับโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา การรถไฟฯ ได้ออกประกาศเชิญชวนประกวดราคาจ้างในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา โดยมีผู้สนใจเข้ายื่นเอกสารประกวดราคาและเสนอราคาจำนวนทั้งสิ้น 4 ราย ได้แก่ 1.กิจการร่วมค้า ยูที (UT Joint Venture) 2.บริษัท ชิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) และ 4.บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมบอร์ด รฟท. ยังมีมติอนุมัติสั่งจ้างโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยมีบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างโครงการฯ วงเงินค่าจ้างรวม 6,057 ล้านบาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ซึ่งต่ำกว่าราคากลาง 7,960 ล้านบาท สำหรับโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มีระยะทาง 8.84 กม. โครงสร้างทางเป็นทางระดับดิน มีสถานี จำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย สถานีคลองหนึ่ง ม.กรุงเทพ เชียงราก และ มธ.ศูนย์รังสิต ซึ่งพื้นที่ก่อสร้างด้านขวาทางรถไฟ ใช้ที่ดินรถไฟเป็นหลัก และมีพื้นที่เวนคืนบางส่วนประมาณ 14 ไร่ เพื่อใช้ก่อสร้างสถานีและถนนเข้าออกบริเวณ
สำหรับโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต การรถไฟฯ ได้ออกประกาศเชิญชวนประกวดราคาจ้างในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา โดยมีผู้สนใจเข้ายื่นเอกสารประกวดราคาและเสนอราคาจำนวนทั้งสิ้น 5 ราย ได้แก่ 1.บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ชิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และ 5.บริษัท เอ.เอส.แอสโซซิเอท เอนยิเนียริ่ง (1964) จำกัด

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนต่อไป การรถไฟฯ จะดำเนินการตรวจสอบร่างเอกสารสัญญาของทั้ง 2 โครงการ เมื่อครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว การรถไฟฯ จะทำการลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างกับผู้รับจ้าง อย่างไรก็ตามเนื่องจากโครงการดังกล่าว จะต้องใช้เงินกู้ ซึ่ง รฟท. ได้ประสานไปยังสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) แล้ว เพื่อพิจารณาว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดรักษาการอนุมัติเงินกู้ได้หรือไม่ หากไม่ได้ก็ต้องรอเสนอ ครม.ชุดใหม่ แต่หากเสนอ ครม.ชุดรักษาการได้ คาดว่าจะสามารถลงนามสัญญาทั้ง 2 โครงการได้ประมาณ ก.พ. 2569 เริ่มก่อสร้างภายในปี 2569 ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 36 เดือน หรือ 3 ปี และเปิดให้บริการปี 2572
นายอนันต์ กล่าวอีกว่า บอร์ด รฟท. ได้กำชับว่าในการจัดทำร่างสัญญาฯ ทั้ง 2 โครงการ ให้ รฟท. ทบทวน และปรับปรุงมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกัน และเพิ่มความเข้มงวดในมาตรการความปลอดภัยในการก่อสร้างให้มากขึ้น โดยให้เพิ่มเติมข้อเสนอแนะของสภาวิศวกร และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ (วสท.) ด้วย อาทิ การติดตั้งเซ็นเซอร์เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยต่างๆ นอกจากนี้ให้เพิ่มความคุ้มครองประกันภัยบุคคลที่ 3 ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะมีข้อกำหนดในสัญญา แต่ทำแบบกลุ่มลักษณะวงเงินรวม แต่ครั้งนี้จะให้ระบุจำนวนเงินคุ้มครองเป็นรายบุคคล โดยเรื่องนี้ รฟท. จะไปหารือกับกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือน มี.ค. 2569 ด้วย ถือเป็น 2 สัญญาแรกที่จะมีประกันภัยบุคคลที่ 3 เป็นรายบุคคล
