SCGD ผู้นำวัสดุตกแต่งพื้นผิวอาเซียน วางเวียดนามเป็นเสาหลักที่ 2 เติบโตอย่างยั่งยืนบนฐานความเข้าใจผู้บริโภค
บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD ต่อยอดความเป็นผู้นำตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิวในภูมิภาคอาเซียน วางกลยุทธ์ให้เวียดนามเป็นเสาหลักที่ 2 รองจากประเทศไทย ท่ามกลางการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างภายในประเทศ ผสานจุดแข็งด้านแบรนด์ การออกแบบ และนวัตกรรมจากไทย เข้ากับศักยภาพด้านการผลิตและโครงสร้างต้นทุนจากเวียดนาม ด้วยฐานการผลิตที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงของภูมิภาค รับดีมานด์ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว เสริมความยืดหยุ่นในการทำตลาดอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มวัสดุตกแต่งพื้นผิวที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ดีไซน์ทันสมัยตอบโจทย์การใช้งาน และฟังก์ชันต่างๆที่อำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้อยู่อาศัย

นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “SCGD ให้ความสำคัญกับการเข้าใจผู้บริโภคในแต่ละตลาดอย่างลึกซึ้ง ผ่านการทำงานร่วมกับพันธมิตรในพื้นที่ เพื่อนำมุมมองด้านการอยู่อาศัย การใช้งานและความคุ้มค่า มาต่อยอดพัฒนาสินค้า บริการและโซลูชันต่างๆ ด้วยการผสานจุดแข็งของไทยและเวียดนาม เพื่อสนับสนุนคู่ค้าให้สามารถตอบโจทย์ตลาดและเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืนในระยะยาวสำหรับ PRIME GROUP ผู้นำตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิวอันดับหนึ่งในเวียดนาม จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ SCGD ในการเป็นผู้นำอาเซียนด้วยกระเบื้องเกรซ พอร์ซเลน (GP) กว่า 19 ล้านตารางเมตรในปี 2568 จากกำลังการผลิตทั้งหมด 80 ล้านตารางเมตร ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการเติบโต PRIME GROUP ได้ลงทุนขยายกำลังการผลิต GP เป็น 25.6 ล้านตารางเมตรในปี 2569 พร้อมตั้งเป้าขยายถึง 45 ล้านตารางเมตร พร้อมรักษาต้นทุนให้แข่งขันกับผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกได้”

เข้าใจผู้บริโภคอาเซียน เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้าดีไซน์สวย ตอบโจทย์
พฤติกรรมผู้บริโภคในอาเซียน โดยเฉพาะในไทยและเวียดนาม มองหาวัสดุตกแต่งพื้นผิวที่ไม่เพียงมีดีไซน์สวย ทันสมัย แต่ต้องตอบโจทย์การใช้งานจริง ทั้งความทนทาน ความคุ้มค่าในระยะยาว สอดคล้องกับการขยายตัวของเมือง การอยู่อาศัยในอาคารชุด หรือการตอบโจทย์ด้านสุขอนามัย และความปลอดภัย ที่สอดคล้องกับโครงสร้างสังคมผู้สูงอายุเป็นต้น จากโจทย์สำคัญดังกล่าว SCGD จึงนำมาใช้ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาสินค้าในแต่ละตลาด โดยพัฒนาสินค้าและโซลูชันที่ตอบโจทย์บริบทการอยู่อาศัยของผู้บริโภคอาเซียนในหลากหลายรูปแบบ พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรมและคุณภาพสินค้า และเสริมศักยภาพให้คู่ค้าสามารถนำเสนอสินค้าได้ตรงกับความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น
ผสานทั้ง 2 เสาหลัก เสริมความได้เปรียบทางการแข่งขัน
เสาหลักแรก ฐานการผลิตที่ไทยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาแบรนด์ การออกแบบ และนวัตกรรมสินค้าของ SCGD เพื่อยกระดับคุณค่าและตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคในภูมิภาคอาเซียน ตัวอย่างเช่น แบรนด์ COTTO ที่มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ห้องน้ำซึ่งผสานดีไซน์ ฟังก์ชันด้านสุขภาพ และความปลอดภัย ให้เหมาะกับการใช้งานของผู้บริโภคในทุกช่วงวัย ขณะที่เสาหลักที่ 2 เวียดนาม โดย PRIME Group บริษัทย่อยในเครือ SCGD รับหน้าที่เป็นฐานการผลิตและกลไกสำคัญในการรองรับความต้องการของตลาดอาเซียนและการส่งออก ด้วยศักยภาพด้านการผลิตและโครงสร้างต้นทุนที่มีความสามารถแข่งขันสูง

ขับเคลื่อน ESG ควบคู่การเติบโตทางธุรกิจ
SCGD สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ปี 2593 ผ่านการดำเนินงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อย่างเป็นรูปธรรม อาทิการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ การเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล ด้วยระบบ Biomass Gasifier ที่ PRIME รวมถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในกระบวนการผลิต ซึ่งช่วยทั้งลดต้นทุนพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
“ความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของ SCGD และบริษัทในเครือ สะท้อนผ่านรางวัลและการยอมรับจากหน่วยงานภายนอกอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประเมินการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับสูงสุด 5 ดาว (CGR) และรางวัล ESG Rating ระดับ AA จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตอกย้ำแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืน เศรษฐกิจหมุนเวียน การดูแลพนักงาน และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ระดับสากล เสริมความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน” นายนำพล กล่าวทิ้งท้าย