บทความพิเศษ – transportjournal newspaper https://www.trjournalnews.com เว็บไซต์ข่าวสารด้านโลจิสติกส์ Mon, 15 Jun 2020 04:08:30 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.5.1 อลิอันซ์ รายงานระบบบำนาญทั่วโลกปี 63 ชี้ระบบบำนาญไทยความยั่งยืน-พอเพียงต่ำอันดับที่ 52 ของโลก https://www.trjournalnews.com/19580 Mon, 15 Jun 2020 04:07:09 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=19580 อลิอันซ์ เปิดเผยรายงานระบบบำนาญทั่วโลกฉบับแรก (Global P […]]]>

อลิอันซ์ เปิดเผยรายงานระบบบำนาญทั่วโลกฉบับแรก (Global Pension Report) มุ่งวิเคราะห์เรื่องความยั่งยืนของระบบบำนาญ และความพอเพียงของผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเปรียบเทียบกับค่าครองชีพของแต่ละประเทศ สวีเดน เบลเยี่ยม และเดนมาร์ก มีระบบบำนาญที่ดีที่สุดในโลก ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 52 โดยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเทียบกับในในภูมิภาคเดียวกัน อัตราการพึ่งพิงในวัยสูงอายุจะเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าในอีกสามทศวรรษข้างหน้า แต่ระบบบำนาญยังไม่พร้อมรับโครงสร้างประชากรวัยเกษียณ

ลูโดวิค เซอร์บราน หัวหน้านักเศรษศาสตร์ กลุ่มอลิอันซ์ เปิดเผยว่า “ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ นโยบายด้านประชากรศาสตร์และบำนาญถูกบดบังความสำคัญด้วยนโยบายด้านอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบัน นโยบายด้านการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและการต่อสู้กับโรคไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม หลายประเทศกำลังเพิกเฉยต่อข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศนั้นๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์จะส่งผลในไม่ช้า อย่างไรก็ตามการแก้ไขวิกฤติบำนาญที่กำลังจะเกิดขึ้น การรักษาความเท่าเทียมให้กับประชากรในแต่ละช่วงอายุ เป็นกุญแจสู่การสร้างสังคมที่ทุกคนมีส่วนร่วมและปรับตัวได้ดี

เรามองเห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญด้านประชากรศาสตร์ได้อย่างดีที่สุดจากการเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนของอัตราการพึ่งพิงของวัยสูงอายุของโลก1 เมื่อถึงปีพ.ศ. 2593 อัตรานี้จะเพิ่มขึ้นมากถึง 77% ไปเป็น 25% โดยเพิ่มเร็วกว่า 70 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ปีพ.ศ.2493 ในหลายเขตเศรษฐกิจเกิดใหม่ อัตราส่วนจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า ในอีกสามทศวรรษข้างหน้า โดยเฉพาะในยุโรปและทวีปอเมริกาเหนือที่อัตราการพึ่งพิงของวัยสูงอายุจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่า ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ได้แก่ ประเทศจีนที่จะมีอัตราการพึ่งพิงของวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นจาก 17% เป็น 44% แต่สำหรับประเทศอุตสาหกรรม อัตราการพึ่งพิงของวัยสูงอายุเป็นที่น่ากังวลอย่างมาก เช่น บางประเทศในยุโรปตะวันตกที่มีอัตราการพึ่งพิงของวัยสูงอายุถึง 51%

จากผลวิจัย ประเทศที่มีระบบบำนาญดีที่สุดในโลก คือ สวีเดน เบลเยี่ยม และเดนมาร์ก ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 52 โดยเป็นหนึ่งในประเทศในภูมิภาคที่มี จำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อัตราการพึ่งพิงในวัยสูงอายุจะเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าในอีกสามทศวรรษข้างหน้า ไปเป็นจำนวนที่มากกว่า 50% ระบบบำนาญของไทยอยู่ในอันดับที่ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยของโลกทั้งในด้านของความเพียงพอ และความยั่งยืน อีกทั้งยังมีหลายตัวแปรที่สามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาระบบ ไม่ว่าจะเป็น อัตราส่วนของการจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ ไปจนถึงระดับการออมในภาคเอกชน นอกจากนี้ อายุเกษียณยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับอายุขัยเฉลี่ยที่เพิ่มมากขึ้น ท่ามกลางความกดดันสูงด้านประชากรศาสตร์ ประเทศไทยจึงต้องรีบเร่งทำให้ระบบบำนาญของประเทศมีความสอดคล้องกับโครงสร้างของประชากร

ทั้งนี้ ภายใต้รายงานฉบับนี้ อลิอันซ์ได้จัดทำตัวชี้วัดระบบบำนาญที่เรียกว่า  Allianz Pension Indicator หรือ API ซึ่งเป็นตัวชี้วัดระบบบำนาญที่ใช้ตรรกะที่เข้าใจง่าย โดยวิเคราะห์ตัวแปรสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านประชากรศาสตร์และการคลัง (2) ความยั่งยืนของระบบ และ (3) ความเพียงพอของเงินบำนาญเมื่อเปรียบเทียบกับค่าครองชีพ รายงานฉบับนี้มีพื้นฐานอยู่บนสามแกนหลักและใช้ตัวแปรในการวัดทั้งหมด 30 ตัวแปร โดยให้คะแนนตั้งแต่ 1 ถึง 7 โดย 1 หมายถึงคะแนนที่ดีที่สุด เพื่อชี้ให้เข้าใจถึงสถานะของระบบบำนาญในแต่ละประเทศได้ง่ายขึ้น

การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์และสถานการณ์ด้านการคลังของภาครัฐ ไม่น่าแปลกใจที่หลายประเทศกำลังพัฒนา ในทวีปแอฟริกา ได้รับคะแนนที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่มีอายุน้อย การขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะอยู่ในระดับที่ต่ำ ในทางกลับกัน หลายประเทศในยุโรป เช่น อิตาลี หรือโปรตุเกส อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีคะแนนน้อยที่สุด เนื่องจากมี ประชากรสูงอายุจำนวนมาก มีหนี้ในระดับสูง

ด้านความยั่งยืน ซึ่งดูว่าระบบตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร มีอะไรที่ช่วยสร้างความมั่นคงในตัวเองหรือไม่ หรือระบบจะล่มหรือไม่หากจำนวนของผู้จ่ายเงินสมทบลดลง ในขณะที่จำนวนของผู้ได้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้น ในบริบทเช่นนี้ ตัวแปรที่สำคัญ ได้แก่ อายุเกษียณ ในทศวรรษที่ 1950 ผู้ชายอายุเฉลี่ย 65 ปีที่อาศัยอยู่ในเอเชีย มีแนวโน้มใช้ชีวิตหลังเกษียณ 8.9 ปี (ผู้หญิงใช้เวลา 10.3 ปี) ปัจจุบัน ผู้หญิงอายุ 65 ปีใช้ชีวิตหลังเกษียณโดยเฉลี่ย 17.8 ปี และผู้ชาย 15.2 ปี ระยะเวลาหลังเกษียณนี้จะเพิ่มเป็น 19.9 ปี (สำหรับผู้หญิง) และ 17.5 ปี (สำหรับผู้ชาย) ในปีพ.ศ. 2593 ผลที่จะตามมาคือ อัตราส่วนของอายุทำงานกับอายุหลังเกษียณจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศที่ปรับอายุเกษียณหรือเพิ่มผลประโยชน์เกษียณ ให้เข้ากับอายุขัยเฉลี่ยที่สูงขึ้นอย่างประเทศเนเธอร์แลนด์ จึงจะมีระบบบำนาญที่มีความยั่งยืนมากกว่าประเทศที่ยังคงเชื่อว่าการยืดระยะเวลาเกษียณออกไปเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ

ความพอเพียงของระบบบำนาญ โดยตั้งคำถามว่าระบบบำนาญช่วยให้เกิดคุณภาพชีวิตที่เพียงพอสำหรับผู้สูงอายุแล้วหรือยัง โดยมีตัวแปรที่สำคัญ ได้แก่ อัตราส่วนของเงินสมทบ เช่น จำนวน ประชากรในวัยทำงานและประชากรวัยเกษียณที่อยู่ในระบบบำนาญ อัตราส่วนของผลประโยชน์ เช่น จำนวนเงิน (เทียบกับรายได้เฉลี่ย) ของผู้ที่รับบำนาญ และสุดท้ายคือ เงินในกองทุนสะสมและแหล่งรายได้อื่นๆ ในภาพรวม คะแนนเฉลี่ยในแกนด้านความเพียงพอ (3.7) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยในแกนด้านความยั่งยืน (4.0) เล็กน้อย ซึ่งเป็นสัญญาณว่าระบบบำนาญส่วนใหญ่ให้น้ำหนักกับความอยู่ดีกินดีของผู้รับบำนาญในปัจจุบัน มากกว่าผู้ที่จ่ายภาษีและสมทบกองทุนประกันสังคมในอนาคต ประเทศที่มีอับดับความเพียงพอสูงมีบำนาญจากภาครัฐค่อนข้างสูง เช่น ออสเตรียหรืออิตาลี หรือมีแกนที่ 2 และ 3 ที่แข็งแกร่ง เช่น นิวซีแลนด์หรือเนเธอร์แลนด์

คาเมรอน โจวาโนวิค หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์เกี่ยวกับการเกษียณ กลุ่มอลิอันซ์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินสมทบเพื่อการเกษียณอายุ ยังต้องเผชิญกับความกดดันที่เพิ่มมากขึ้นภายใต้สภาวะดอกเบี้ยต่ำที่เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลานานแล้ว การระบาดของโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ทำให้สภาวะเช่นนี้แย่ลงโดยทำให้ผลตอบแทนลดน้อยลง ซึ่งบังคับให้กองทุนบำนาญและบริษัทประกันชีวิตหันมาพิจารณาสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ”

“สภาวะเช่นนี้ทำให้จัดการกองทุนบำนาญต่างๆหันไปใช้ทางเลือกอื่นๆ เพื่อปรับสภาพคล่องให้เหมาะสมกับระยะเวลาของพอร์ตโฟลิโอ อีกหนึ่งกลยุทธ์ คือ การขจัดความเสี่ยงมากกว่าการไล่ล่าผลตอบแทน เนื่องจากอายุขัยเฉลี่ยที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายโอนความเสี่ยงจากบำนาญและการประกันภัยรูปแบบใหม่ กลายมาเป็นสิ่งที่จะช่วยเหลือกองทุนบำนาญและบริษัทประกัน”

]]> แกร็บ ชูแคมเปญ “แกร็บ โพรเท็ค มั่นใจไปกับแกร็บ” ผนึกเดทตอล-ปั๊มพีที ยกระดับความปลอดภัยการเดินทาง https://www.trjournalnews.com/19470 Wed, 10 Jun 2020 04:18:39 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=19470 แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปร […]]]>

แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยของบริการการเดินทาง ขานรับนโยบายรัฐหลังเตรียมคลายล็อกดาวน์ระยะที่ 4 ส่งแคมเปญ “แกร็บ โพรเท็ค : มั่นใจไปกับแกร็บ” (GrabProtect) ชู 3 ไฮไลท์เด่น คือ พัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อป้องกันและควบคุมมาตรฐานของพาร์ทเนอร์คนขับ ผนึกพันธมิตรสถานีบริการ “ปั๊มน้ำมันพีที” และผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรค “เดทตอล” เพื่อเตรียมความพร้อมด้านยานพาหนะและอุปกรณ์เสริมเพื่อป้องกันและทำความสะอาด และปรับมาตรการด้านความปลอดภัย เพื่อมุ่งสร้างความมั่นใจให้ทั้งกับผู้โดยสารและพาร์ทเนอร์คนขับ

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด แกร็บ ประเทศไทย เผยว่า “สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อคนทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ไม่เพียงเฉพาะแต่ด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิต แต่ยังรวมถึงด้านเศรษฐกิจด้วย หนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อันเป็นผลจากการประกาศนโยบายล็อกดาวน์และการเว้นระยะห่างทางสังคม รวมถึงการปิดรับนักท่องเที่ยวและผู้เดินทางที่มาจากต่างประเทศ คือภาคขนส่งสาธารณะ ซึ่งรวมถึงบริการการเดินทางของแกร็บด้วย ไม่ว่าจะเป็น บริการเรียกรถยนต์ผ่านแอปพลิเคชันอย่างอย่างแกร็บแท็กซี่หรือแกร็บคาร์ หรือบริการเรียกรถรถจักรยานยนต์อย่างแกร็บไบค์ (วิน) ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้บริการลดลงอย่างมากในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี เราได้เริ่มเห็นสัญญาณบวกจากสถานการณ์ในประเทศที่ดีขึ้นตามลำดับ โดยภายหลังการประกาศมาตรการผ่อนปรนการล็อกดาวน์ของรัฐบาลจนถึงปัจจุบันซึ่งอยู่ในระยะที่ 3 ทำให้มีผู้คนเริ่มออกจากบ้านและหันกลับมาใช้บริการขนส่งสาธารณะมากขึ้น”
ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความมั่นใจของผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะคือ ความสะอาดและความปลอดภัย โดยเมื่อเร็วๆ นี้ แกร็บได้ทำแบบสำรวจความคิดเห็นของผู้ใช้บริการซึ่งพบว่า 3 ประเด็นสำคัญที่ผู้โดยสารให้ความสำคัญสูงสุดคือ การสวมใส่หน้ากากของคนขับ (75%) การแจกเจลล้างมือให้กับผู้ใช้บริการ (69%) และการทำความสะอาดยานพาหนะ (66%) ทั้งนี้ ล่าสุด แกร็บจึงได้เปิดตัวแคมเปญ “แกร็บ โพรเท็ค มั่นใจไปกับแกร็บ” (GrabProtect) เพื่อตอกย้ำและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสุขอนามัยของบริการการเดินทางอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน โดยมุ่งเน้นไปที่กิจกรรมหลักใน 3 ด้าน อันได้แก่

1) การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อป้องกันและควบคุมมาตรฐานของทั้งพาร์ทเนอร์คนขับและผู้โดยสาร

แกร็บได้พัฒนาฟีเจอร์ใหม่สำหรับพาร์ทเนอร์คนขับ นั่นคือ ระบบคัดกรองด้านสุขภาพและสุขอนามัยผ่านแอปพลิเคชัน (Health and Hygiene Declaration Feature) โดยพาร์ทเนอร์คนขับทุกคนจะต้องทำแบบประเมินเพื่อยืนยันว่าไม่มีอาการป่วยจากโรคโควิด-19 รวมถึงต้องปฏิบัติตามแนวทางด้านความปลอดภัยที่แกร็บกำหนดอย่างเคร่งครัดก่อนการให้บริการในทุกวัน ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นอกจากนี้ หลังทำแบบประเมินดังกล่าวแล้ว พาร์ทเนอร์คนขับจะต้องถ่ายภาพเซลฟี่ของตนเองขณะสวมใส่หน้ากาก พร้อมอัปโหลดภาพผ่านระบบ (Mask Selfie Feature) เพื่อยืนยันก่อนการรับงาน โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่สิ้นเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ในขณะเดียวกัน ผู้โดยสารที่ใช้บริการแกร็บต้องทำแบบประเมินด้านสุขอนามัยผ่านแอปพลิเคชันและสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดการเดินทาง

2) การเตรียมความพร้อมด้านยานพาหนะ รวมถึงอุปกรณ์เสริมเพื่อป้องกันและทำความสะอาด
เพื่อสร้างความมั่นใจในด้านความสะอาดและความปลอดภัยของยานพาหนะให้กับผู้ใช้บริการ แกร็บ ประเทศไทย ได้จับมือกับ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจน้ำมันครบวงจรในประเทศไทย มอบสิทธิประโยชน์ให้กับพาร์ทเนอร์คนขับและพาร์ทเนอร์ผู้จัดส่งอาหารของแกร็บในการเข้ารับบริการพ่นฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ฟรี ที่สถานีบริการปั๊มน้ำมันพีทีกว่า 330 สาขาทั่วประเทศไทยตลอดเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งครอบคลุมทั้งการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทั้งภายในและภายนอกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รวมไปถึงกล่องใส่อาหาร โดยพาร์ทเนอร์ที่เข้ารับบริการดังกล่าวจะได้รับสติ๊กเกอร์เพื่อยืนยันว่าได้ผ่านการรับรองเรียบร้อยแล้ว

นอกจากการแจกหน้ากากผ้าเพิ่มเติมอีกจำนวน 50,000 ชิ้นให้กับพาร์ทเนอร์คนขับในช่วงที่ผ่านมา แกร็บยังได้ร่วมมือกับ บริษัท เรกคิทท์ เบนคีเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด มอบเจลล้างมืออนามัย พร้อมสเปรย์ทำความสะอาด “เดทตอล” สำหรับฆ่าเชื้อภายในรถยนต์ 10,000 เซ็ทให้กับพาร์ทเนอร์คนขับแกร็บแท็กซี่และแกร็บคาร์

ไม่เพียงเท่านั้น แกร็บยังได้ออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์เพื่อกั้นระหว่างพาร์ทเนอร์คนขับและผู้โดยสารที่ทำจากแผ่นพลาสติกใส (Anti-Coronavirus Plastic Partition) ซึ่งได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อโรค โดยในช่วงแรกนี้ แกร็บได้แจกอุปกรณ์ต้นแบบเพื่อป้องกันโควิด-19 ภายในรถยนต์ไปแล้วจำนวน 200 ชิ้นเพื่อให้พาร์ทเนอร์คนขับในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้ทดลองใช้

สำหรับบริการเรียกรถจักรยานยนต์หรือแกร็บไบค์ (วิน) แกร็บได้จัดทำหมวกคลุมผมจำนวน 100,000 ชิ้นเพื่อมอบให้กับผู้โดยสารที่ใช้บริการ โดยส่งเสริมให้สวมใส่ทุกครั้งก่อนสวมหมวกกันน็อคเพื่อป้องกันเชื้อโรค พร้อมแจกเจลล้างมือและสเปรย์ฆ่าเชื้ออีกจำนวน 20,000 ชุดให้กับพาร์ทเนอร์คนขับกลุ่มนี้ โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

3) การปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้โดยสาร
ที่ผ่านมา แกร็บได้ส่งเสริมให้ทั้งพาร์ทเนอร์คนขับและผู้โดยสารสวมหน้ากากทุกครั้งเมื่อใช้หรือให้บริการ ทั้งนี้ ล่าสุด แกร็บได้เพิ่มอีกหนึ่งมาตรการสำคัญคือ หากผู้โดยสารพบว่าพาร์ทเนอร์คนขับ “ไม่สวมหน้ากาก” หรือ “มีอาการป่วยหรือไม่สบาย” สามารถยกเลิกบริการได้ทันทีโดยไม่มีค่าธรรมเนียมการยกเลิก ในขณะเดียวกันพาร์ทเนอร์คนขับก็สามารถยกเลิกการรับงานได้เช่นกันหากพบว่าผู้โดยสารไม่สวมหน้ากากหรือมีอาการป่วย ทั้งนี้ เพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับทั้งสองฝ่าย โดยแกร็บจะเริ่มใช้มาตรการดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายนเป็นต้นไป

“นอกจากนี้ เรายังได้ส่งเสริมให้ผู้โดยสารชำระค่าบริการด้วย GrabPay หรือ GrabPay Wallet เพื่อลดความเสี่ยงจากการสัมผัสเงินสด พร้อมปล่อยแคมเปญสื่อสารเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการผ่าน 5 มาตรการหลัก ทั้งนี้ แกร็บจะพยายามปรับปรุงมาตรฐานการให้บริการ โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย พร้อมพัฒนาและยกระดับบริการการเดินทางของเราให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง โดยเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กิจกรรมและมาตรการต่างๆ ภายใต้แคมเปญ ‘แกร็บ โพรเท็ค’ (GrabProtect) จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการภายในประเทศ และเลือกใช้บริการแกร็บในทุกครั้งที่ต้องการเดินทาง” นางสาวจันต์สุดา กล่าวเสริม

 

]]>
ม.อ.รวมพลังนักวิจัย ร่วมกับภาคเอกชน พัฒนาชุดตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัส (PSU COVID-19) https://www.trjournalnews.com/19257 Sat, 30 May 2020 04:30:46 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=19257 ครั้งแรกของไทย ม.อ.รวมพลังนักวิจัย ร่วมกับภาคเอกชน พัฒน […]]]>

ครั้งแรกของไทย ม.อ.รวมพลังนักวิจัย ร่วมกับภาคเอกชน พัฒนาชุดตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัส (PSU COVID-19) รู้ผลได้อย่างรวดเร็ว

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ เครือข่ายภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัทโสมาภา อินฟอเมชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน), บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), การบินลาว และบริษัท พิโซน่า กรุ๊ป จำกัด พัฒนาชุดทดสอบเพื่อตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 นำโดย ผศ.ดร.ธีรกมล เพ็งสกุล, ดร.จิดาภา เซคเคย์, ดร.ปิยะวุฒิ แสวงผล, ดร.ธีรภัทร นวลน้อย, ดร.ท่าท่าณัฏฐาภรณ์ ณ นคร และ ดร.ปวีณา วงศ์วิทย์วิโชติ จากคณะเทคนิคการแพทย์ และคณะเภสัชศาสตร์

โดยชุดตรวจนี้ใช้สำหรับตรวจคัดกรองผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาตรวจประมาณ 15 นาที โลกพบการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เมื่อธันวาคม 2562 ที่เมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน และระบาดไปทั่วโลก การวินิจฉัยการติดเชื้อก่อโรคโควิด-19 ที่ถือเป็นวิธีมาตรฐาน คือ การตรวจหาสารพันธุกรรม (RNA) ของไวรัส โดยตรวจจากสิ่งส่งตรวจที่เป็นสารคัดหลั่งบริเวณทางเดินหายใจ ซึ่งต้องใช้บุคลากรทางการแพทย์ที่มีความชำนาญในการปฏิบัติงานและแปลผลการตรวจ การตรวจใช้เวลานานประมาณ 2-3 ชั่วโมง เครื่องมือมีราคาสูง ไม่เหมาะกับงานภาคสนาม อีกทั้งบุคลากรที่ทำหน้าที่เก็บตัวอย่างจะมีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อไวรัส

 

ผศ.นพ.สุนทร วงษ์ศิริ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัย มีความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ฝ่าวิกฤตโควิด-19 เราเฟ้นหาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทั้งนักเทคนิคการแพทย์ และเภสัชกร การพัฒนาชุดตรวจ PSU COVID-19 ครั้งนี้ สามารถช่วยคัดกรองเบื้องต้น ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่จะสัมผัสกับเชื้อ ซึ่งสามารถระบุเบื้องต้นได้ว่า ผู้ป่วยอยู่ในระยะใดของการติดเชื้อ หากเคยได้รับเชื้อและหายแล้วก็ยังตรวจได้ ขอขอบคุณในความมุ่งมั่น ความอดทน ความเสียสละ ของผู้วิจัยทุกท่าน และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เป็นกำลังยิ่งใหญ่ในการดูแลสังคม ให้หายจากโรคระบาดโควิด-19 เพื่อให้เราผ่านวิกฤตไปด้วยกัน

ผศ.ดร.ธีรกมล เพ็งสกุล คณะเทคนิคการแพทย์ หัวหน้าโครงการชุดทดสอบเพื่อตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 เปิดเผยว่า “โครงการพัฒนาชุดทดสอบเพื่อตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ชุดตรวจนี้ ใช้สำหรับตรวจคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว โดยการตรวจหา immunoglobulin ทั้งชนิด IgM และ IgG ที่จำเพาะต่อโปรตีนของเชื้อ COVID-19 เป็นประโยชน์ต่อทั้งการตรวจการติดเชื้อในเบื้องต้นและตรวจติดตามการพัฒนาภูมิคุ้มกันของร่างกาย ชุดตรวจนี้ใช้หลักการ immunochromatography (อิมมูโนโชมาโตกราฟฟี) (ICT) เป็นวิธีที่นิยมใช้ในการตรวจ ใช้เวลาในการตรวจเพียง 15 นาที ชุดตรวจมีความไวและความจำเพาะสูง มีความคงตัวสูง สามารถเก็บรักษาได้ที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลาหลายเดือน อีกทั้งตัวอย่างที่ใช้ในการตรวจมีปริมาตรน้อย ประมาณ 15-20 ไมโครลิตร (1-2 หยด) ใช้ได้กับตัวอย่างเลือดที่เจาะจากปลายนิ้ว พลาสมาหรือซีรัม ซึ่งตัวอย่างเหล่านี้มีปริมาณของเชื้อไวรัสที่น้อยมาก ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของบุคลากรจากผู้ป่วย”

คุณ อมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จํากัด (มหาชน) ผู้แทนเครือข่ายกลุ่มช่วยกันและหนึ่งในผู้สนับสนุนโครงการ กล่าวว่า ทางบริษัทมีความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนชาวไทย โดยได้ชักชวนพันธมิตรเพื่อมาร่วมมือกันในชื่อ “กลุ่มช่วยกัน” ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา รวมพลังสมอง เทคโนโลยี เงินทุน รวมถึงกำลังคน เพื่อร่วมมือกันแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยไม่หวังผลประโยชน์ใด ขณะเดียวกันทางบริษัทมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เป็นผู้ร่วมสนับสนุนโครงการนี้ตั้งแต่เริ่มต้น จนสามารถผลิตชุดตรวจ PSU COVID-19 ที่มีคุณภาพเทียบเท่าระดับสากลสำเร็จได้ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจยืนยันโรคได้มากขึ้น ด้วยต้นทุนการตรวจที่ต่ำลง แต่รวดเร็ว ถูกต้องและแม่นยำ

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทิพยประกันภัย หนึ่งในองค์กรภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุน โครงการวิจัยและพัฒนา ชุดทดสอบเพื่อตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กล่าวว่า ทิพยประกันภัย ได้เห็นถึงประโยชน์ของเครื่องมือนี้ที่จะสามารถตรวจคัดกรองเบื้องต้นของผู้มีความเสี่ยงหรือมีประวัติใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อ หากสามารถตรวจพบได้เร็ว โอกาสในการได้รับการรักษาก็จะเร็วขึ้น การแพร่ระบาดของเชื้อก็จะน้อยลง จำนวนผู้ติดเชื้อก็จะลดลง ซึ่งก็เป็นผลดีในขณะที่ทั่วโลกกำลังพยายามคิดค้นวัคซีนเพื่อต่อสู้กับโควิด-19 อยู่ เราก็ควรช่วยกันควบคุมลดจำนวนของผู้ที่จะติดเชื้อใหม่และช่วยหยุดการแพร่ระบาดในวงกว้าง เพราะไวรัสโควิด-19 นอกจากจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว ยังได้ได้ส่งผลกระทบกับวิถีชีวิต รวมทั้งเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ของคนทั้งโลกอีกด้วย

ชมคลิป https://youtu.be/XqRY7jw7OyE

]]>
สื่อไทยปรับตัวไวรับการทำงานยุควิกฤตโควิด-19 https://www.trjournalnews.com/19132 Fri, 22 May 2020 01:38:58 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=19132 สื่อไทยปรับตัวไวรับการทำงานยุควิกฤตโควิด-19 ทำข่าวแบบมี […]]]>

สื่อไทยปรับตัวไวรับการทำงานยุควิกฤตโควิด-19 ทำข่าวแบบมีระยะห่างไม่ใช่ปัญหา ทำงานออนไลน์-ร่วมไลฟ์สตรีมมิ่งคึกคัก

เอ พับลิซิสท์ เผยผลสำรวจการปรับตัวของสื่อมวลชนไทยในการทำงานข่าวช่วงวิกฤตโควิด-19 พบสื่อไทยปรับตัวรับการทำงานแบบมีระยะห่างได้ไว แนวโน้มร่วมงานแถลงข่าวแบบไลฟ์สตรีมมิ่งสูงขึ้น ชี้ประเด็นฮอตหลังจากนี้ไม่ใช่แค่ผลกระทบโควิด-19 แต่ต้องชูกลยุทธ์ปรับชีวิตและธุรกิจรับ New Normal

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวิกฤตการณ์โควิด-19 (COVID-19) ทำให้ทุกอย่างรอบตัวแทบจะหยุดนิ่ง ภาคอุตสาหกรรมแทบจะหยุดสายการผลิต ภาคธุรกิจหลายแห่งหยุดชะงัก นอกเหนือจากบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา ภาครัฐที่ต้องเฝ้าระวังเพื่อกำหนดนโยบายแล้ว “สื่อมวลชน” คือหนึ่งในกลุ่มบุคคลที่ยังคงต้องทำงานหนักทุกวัน เพราะดูเหมือนว่าความกระหายในข้อมูลข่าวสารทั้งจากภาครัฐ และภาคธุรกิจช่วงวิกฤต ดูจะยิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ แต่การออกไปทำงานข่าว สัมภาษณ์แหล่งข่าว ล้วงลึกหาข้อมูลอย่างที่เคยนั้นทำได้ยากขึ้น เนื่องจากต้องมีระยะห่างทางกายภาพ (Physical Distancing) ให้กับแหล่งข่าว และยังต้องระแวดระวังไม่ให้ตัวเองสัมผัสเชื้อแล้วแพร่กระจายไปสู่เพื่อนร่วมงานและครอบครัวอีกด้วย สื่อมวลชนไทยปรับตัวรับสถานการณ์นี้อย่างไร ขณะเดียวกันพีอาร์หรือฝ่ายสื่อสารองค์กรต่าง ๆ จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการทำงานข่าวของสื่อมวลชนได้อย่างไรบ้าง

เอ พับลิซิสท์ บริษัทที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้จัดทำแบบสำรวจ “การปรับตัวของสื่อมวลชนไทยในการทำงานข่าวช่วงวิกฤตโควิด-19” เพื่อร่วมหาแนวทางการทำงานระหว่างพีอาร์และสื่อมวลชนในช่วงวิกฤตโควิด-19 และสร้าง New Normal ฐานวิถีการทำงานใหม่ ทั้งในด้านนโยบายการทำงาน คอนเทนต์ที่สื่อต้องการสำหรับการทำงานในห้วงเวลาวิกฤตในอนาคต เพื่อเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจประชาสัมพันธ์ในภาพรวม โดยมีกลุ่มตัวอย่างสื่อมวลชนทั้งกระแสหลัก และกระแสรอง จากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร โทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง และสื่อออนไลน์ ร่วมทำแบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 60 ท่าน

ท่ามกลางการแพร่ระบาด แต่สื่อไม่หยุดบทบาท

จากผลสำรวจพบว่า นโยบายด้านการนำเสนอข่าวสารขององค์กรสื่อต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ร้อยละ 50 ยังคงให้น้ำหนักการเสนอข่าวทั่วไปเป็นปกติ ในขณะที่ร้อยละ 47 นำเสนอข่าวเกี่ยวกับโควิด-19 มากกว่าข่าวอื่น ๆ

ส่วนนโยบายด้านสถานที่ทำงาน องค์กรสื่อส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 43 ให้ความสำคัญกับการเว้นระยะทางสังคม โดยอนุญาตให้พนักงานหรือผู้สื่อข่าวทำงานแบบ Work-From-Home ในขณะที่บางองค์กร หรือร้อยละ 32 มีพนักงานบางส่วนคงทำงานที่สำนักงาน และมีเพียงร้อยละ 8 ที่ให้พนักงานทุกคนทำงานที่สำนักงานตามปกติ และส่วนสื่อมวลชนร้อยละ 17 มีการเข้าสำนักงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย หรือตามความสะดวกของพนักงาน

ช่วงวิกฤต – แบรนด์สื่อสารน้อยลง แต่สื่อยังคงต้องการคอนเทนต์
นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 สื่อมวลชนกว่าร้อยละ 43 ยอมรับว่าได้รับชิ้นข่าวประชาสัมพันธ์จากแบรนด์และพีอาร์น้อยลง ในขณะที่สื่อมวลชนหรือฝ่ายผลิตคอนเทนต์ก็มีความต้องการเนื้อหา ประเด็นข่าวเพื่อนำเสนอและเติมเต็มพื้นที่สื่อของตนเองในช่วงการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าร้อยละ 85 ต้องการเนื้อหาข่าวสารที่มีความเกี่ยวข้องกับโควิด-19 ตามมาด้วยต้องการข่าวความเคลื่อนไหวของธุรกิจทั่วไปร้อยละ 75 รวมถึงเนื้อหาข่าวสารที่ไม่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 เลยร้อยละ 53 และอีกร้อยละ 28 ยังเป็นการต้องการข่าวบันเทิง หรือวาไรตี้
ทั้งนี้ ช่องทางการรับข่าวสารที่สื่อมวลชนสะดวกมากที่สุดในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 อันดับแรก หรือร้อยละ 93 ยังคงเป็นอีเมล รองลงมาคือแอปพลิเคชันไลน์ (LINE) ร้อยละ 78 และเฟซบุ๊ก เมสเซนเจอร์ (Facebook Messenger) ร้อยละ 27

ทำงานแบบออนไลน์ – ไลฟ์สตรีมมิ่งคึกคัก
ด้วยมาตรการระยะห่างทางกายภาพ (Physical Distancing) ทำให้รูปแบบการจัดกิจกรรมเพื่อการประชาสัมพันธ์ หรือเผยแพร่ข่าวสาร โดยเฉพาะในลักษณะ Face-to-Face รวมทั้งการรวมกลุ่มคนจำนวนมากนั้นทำได้ยากขึ้น ดังนั้นรูปแบบของการรับข่าวสาร หรือการเข้าถึงข่าวสารและแหล่งข่าวของสื่อมวลชนในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 83 ยังคงมาจากข่าวประชาสัมพันธ์ที่แบรนด์หรือพีอาร์ส่งให้ รองลองมาร้อยละ 77 เป็นการเข้าร่วมงานแถลงข่าวหรือการจัดกิจกรรมแบบออนไลน์ (Live Streaming) สัมภาษณ์แหล่งข่าวทางโทรศัพท์ร้อยละ 69 และสัมภาษณ์แหล่งข่าวผ่านสื่อออนไลน์ร้อยละ 60 โดยมีเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น ที่ยังคงเข้าร่วมงานอีเว้นท์หรือแถลงข่าวทั่วไปเป็นปกติ

เนื่องจากการรักษาระยะห่างและการเข้าถึงแหล่งข่าวที่ยากขึ้น ทำให้สื่อมวลชนเปิดกว้างในการเข้าร่วมกิจกรรมในลักษณะ Live streaming / Virtual Event หรือการแถลงข่าวแบบออนไลน์มากยิ่งขึ้น แม้จะเป็นรูปแบบใหม่ของการจัดงาน แต่ก็มีสื่อมวลชนตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมรูปแบบนี้มากถึงร้อยละ 78 โดยจากการสอบถามจำนวนครั้งของการร่วมงาน ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พบว่ามีการเข้าร่วมงานในรูปแบบ Live streaming มากกว่า 6 ครั้ง และ เข้าร่วม 4-6 ครั้ง ในอัตราส่วนที่เท่ากันคือร้อยละ 36 เข้าร่วม 2 – 3 ครั้ง จำนวนร้อยละ 24

แถลงข่าว Live Streaming ไม่ใช่ปัญหา แต่ผู้บริหารและพีอาร์ต้องเตรียมพร้อมเสมอ

จากผลสำรวจ พบว่า รูปแบบการจัดงาน Live streaming มีแนวโน้มได้รับการตอบรับจากสื่อมวลชนมากยิ่งขึ้น ด้วยปัจจัยด้านการเว้นระยะห่าง แต่อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนได้ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของ ผู้บริหาร พีอาร์ หรือฝ่ายสื่อสารองค์กรในการทำงาน สำหรับการเตรียมความพร้อมในการจัดงานลักษณะ Live Streaming ในอนาคต โดยมีมุมมองที่น่าสนใจ ได้แก่
• ข้อมูลเอกสาร (Press Kit) อาทิ ข่าวประชาสัมพันธ์ ภาพประกอบที่ช่วยสนับสนุนเนื้อหา ควรจัดส่งให้แก่สื่อมวลชนก่อนเริ่มงาน หรือจัดทำระบบสแกน QR Code เพื่อรับเอกสาร ระหว่างการแถลงข่าวได้
• เนื่องจากบางแพลตฟอร์มของการ Live Streaming หรือประชุมออนไลน์ อาจมีข้อกัดด้านเวลา ดังนั้น พีอาร์ควรมีการซักซ้อมประเด็นในการแถลงข่าวให้กับผู้บริหาร ควรจัดทำเนื้อหาให้เข้าใจง่าย สั้นกระชับ และตรงประเด็น
• ระหว่างการ Live Streaming ภาพที่ถ่ายทอดออกไปไม่ควรเป็นภาพผู้แถลงข่าวเพียงมุมเดียว ควรแสดงให้เห็นภาพบรรยากาศ หรือมีสไลด์เนื้อหาประกอบระหว่างการแถลงข่าวด้วย
• ควรเผื่อเวลาให้สำหรับช่วงถาม-ตอบ (Q & A) อย่างน้อย 15-30 นาที
• ในบางแพลตฟอร์มที่แก้ปัญหาเรื่องเสียงรบกวนได้ยาก ผู้จัดงานควรรวบรวมแนวคำถามจากสื่อมวลชน พร้อมคัดกรองก่อนล่วงหน้า และส่งให้ผู้ดำเนินรายการเป็นผู้ถามเพียงท่านเดียว เพื่อความกระชับในการตอบคำถาม

ประเด็นดีไม่ได้มีแค่เรื่องโควิด-19 แต่ต้องมีเรื่องปรับชีวิตและปรับธุรกิจรับ New Normal

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะจากสื่อมวลชนที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นข่าว เพื่อให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์หรือสื่อสารองค์กรได้นำไปสร้างสรรค์ให้ตรงกับความต้องการ ได้แก่

• บทความหรือเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับโควิด-19 ยังเป็นประเด็นที่นักข่าวให้ความสนใจ ทั้งในปัจจุบันหรือการพัฒนาไปจนถึงยุคหลังโควิด-19 จะได้รับการพิจารณานำเสนอได้เร็วกว่าข่าวทั่วไป แต่ควรมีแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ อาทิ จากแพทย์ หรือนักวิชาการ และควรมีการแนบคำแปลศัพท์เฉพาะทางไปด้วยทุกครั้ง

• ประเด็นเกี่ยวกับ New Normal ของแต่ละธุรกิจ ควรนำเสนอเนื้อหาข้อมูล หรือความคิดเห็นของผู้บริหารเกี่ยวกับการฝ่าวิกฤต แผนฟื้นฟู กลยุทธ์เชิงปฏิบัติเพื่อปรับตัวสู้กับสถานการณ์โควิด-19 ตลอดจนความเคลื่อนไหว แนวทางการรับมือ และมุมมองในการหาโอกาสใหม่ ๆ ผู้ประกอบการ มากกว่าการเสนอขายสินค้าเพียงอย่างเดียว

• บางครั้งเนื้อหาไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องโควิด-19 อย่างเดียว สามารถนำเสนอเนื้อหาเรื่องอื่นที่สร้างสรรค์ มุมมองในเชิงบวก และเป็นประโยชน์ต่อสังคมในสถานการณ์ปัจจุบันได้ หากเป็นไปได้ ควรสร้างสรรค์ประเด็นข่าวที่แตกต่างกันระหว่างสื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์ เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อน
นอกจากนี้ ในภาพรวมสื่อมวลชนส่วนใหญ่ยังมองว่าฝ่ายสื่อสารองค์กร หรือพีอาร์ มีการปรับการทำงานเพื่อรองรับสถานการณ์โควิด-19 ได้ดี

]]>
พาณิชย์ชี้โอกาสเครื่องปรุงรสไทยยุคโควิด-19 หลัง Stay at Home Economy พลิกพฤติกรรมผู้บริโภคจีน https://www.trjournalnews.com/18723 Fri, 08 May 2020 03:49:56 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=18723 เทรนด์ สเตย์ แอท โฮม อีโคโนมี (Stay at Home Economy) โต […]]]>

เทรนด์ สเตย์ แอท โฮม อีโคโนมี (Stay at Home Economy) โตแรงในจีนหลังจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ตลาดเครื่องปรุงรสสำหรับการบริโภคในครัวเรือนขยายตัวมากขึ้น พาณิชย์แนะผู้ประกอบการติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคจีนอย่างใกล้ชิด เน้นพัฒนาช่องทางออนไลน์ และนำบิ๊ก ดาต้า มาใช้กำหนดทิศทางและกลยุทธ์เจาะตลาด

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สินค้าเครื่องปรุงรสอาหารไทยได้รับความต้องการในตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว จากสถิติการส่งออก 3 เดือนแรกของปี 2563 ไทยส่งออกเครื่องปรุงรสอาหารเป็นมูลค่าสูงถึง 207.64 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 12.05 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยมีเอเชียเป็นตลาดส่งออกหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีน ซึ่งอุตสาหกรรมเครื่องปรุงรสเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สำคัญ จึงเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการไทยต้องเฝ้าจับตามองและเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

“ตลาดจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก กำลังซื้อสูง ซอสและเครื่องปรุงรสจากไทยได้รับความนิยมอย่างมาก อีกทั้งจีนเป็นประเทศที่อยู่ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีหรือ FTA ที่ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเครื่องปรุงรสอาหารจากไทย จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยหนุนให้สินค้าเครื่องปรุงรสอาหารของไทยเติบโต โดยเฉพาะเมื่อเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ทำให้เกิดรูปแบบทางเศรษฐกิจที่ใหม่อย่าง Stay at Home Economy ตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป หันมาบริโภคที่บ้าน นอกจากการทำงานและการเสพความบันเทิงแล้ว การประกอบอาหารรับประทานเองในครัวเรือนยังเป็นกิจวัตรประจำวันที่เพิ่มมากขึ้น และคาดว่าจะยังคงมีแนวโน้มเช่นนี้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง ส่งผลให้เครื่องปรุงรส อย่าง ซอสพริก ซอสถั่วเหลือง น้ำปลา เครื่องแกง และผงปรุงรส ได้รับความนิยมมากขึ้นตามไปด้วย” นายสมเด็จ กล่าว

ทั้งนี้ เครื่องปรุงรสเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคจีนเป็นต้องใช้ทุกวัน วันละ 3 เวลา ถือเป็นจิตวิญญาณของรสชาติอาหารจีนที่ทุกครัวเรือนต้องมี หลายปีที่ผ่านมานี้ อุตสาหกรรมเครื่องปรุงรสมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการในการแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับประทานอาหารที่มีรสชาติอร่อย จนกลายเป็นไอเทมที่สำคัญในชีวิตประจำวัน ส่งผลดีต่อภาคธุรกิจและกลายเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุนรายใหม่ๆ ที่ต้องการขยายธุรกิจมากขึ้นตามไปด้วย

ข้อมูลจาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ ชิงต่าว ประเทศจีน แสดงให้เห็นแม้ว่าการระบาดของโรคโควิด 19 จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมเครื่องปรุงรสอยู่บ้าง เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาร้านอาหารและธุรกิจท่องเที่ยว แต่อีกนัยหนึ่งก็ถือเป็นโอกาสของธุรกิจเครื่องปรุงรส เนื่องจากผู้บริโภคที่ไม่สามารถออกจากบ้าน เริ่มหันมาประกอบอาหารรับประทานเอง ทำให้ความต้องการในการบริโภคเครื่องปรุงรสในครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลให้ช่องทางการจับจ่ายของผู้บริโภคผ่านทางออนไลน์ขยายตัวได้มากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งแนวโน้มพฤติกรรมดังกล่าวจะยังคงติดตัวผู้บริโภคไปตลอดแม้ว่าสถานการณ์ของการระบาดจะสงบลง

side view beef noodle stir fry with grilled bell pepper carrot spring onion and beef

จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ไม่ควรมองข้ามพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคชาวจีนภายใต้สถานการณ์เหล่านี้ โดยควรวิเคราะห์และเจาะตลาด Stay at Home Economy เชิงลึก เพื่อพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภค ยกระดับรูปแบบการจำหน่ายทางออนไลน์ให้มีความหลากหลาย เพราะพฤติกรรมการเลือกซื้อและความนิยมบริโภคผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสในช่วงเวลาเหล่านี้ มีแนวโน้มจะกลายเป็นความเคยชินของลูกค้าบางกลุ่ม รวมทั้งติดตามรูปแบบเทคโนโลยีที่ช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะเรื่องการนำบิ๊ก ดาต้า (Big Data) ที่เกิดขึ้นจากการซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ในช่วงนี้ มาวิเคราะห์ทิศทางและแนวโน้มของตลาด ความนิยม และพฤติกรรมในการเลือกซื้อสินค้า ตลอดจนนำมาสร้างกลยุทธ์ในการพัฒนาองค์กรควบคู่กันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การยกระดับผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสของไทยสู่ตลาดโลก และสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป

นายสมเด็จ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณภาพของสินค้าที่จะต้องรักษามาตรฐาน และการมีจุดยืนของผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นรากฐานของการสร้างความแตกต่าง อาทิ ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคระดับสูง กลาง และระดับล่าง หรือผลิตภัณฑ์ที่ขายในท้องถิ่นกับผลิตภัณฑ์ที่ถูกพัฒนาให้เข้าสู่ช่องทางอีคอมเมิร์ซก็ย่อมมีความแตกต่างทั้งรูปลักษณ์และราคาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน”

]]>
‘รักษาคุณภาพและใส่ใจลูกค้า’ คาถารอดทุกวิกฤติ จากประสบการณ์พ่อลูกร้านหมูแดงสีมรกต https://www.trjournalnews.com/18556 Thu, 30 Apr 2020 08:19:59 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=18556 ประเทศไทย ได้พบเจอกับวิกฤติต่าง ๆ ที่มาทั้งในรูปแบบของภ […]]]>

ประเทศไทย ได้พบเจอกับวิกฤติต่าง ๆ ที่มาทั้งในรูปแบบของภัยธรรมชาติ อย่าง มหาอุทกภัยปี 2554 หรือแม้แต่ปัญหาด้านความไม่สงบทางการเมือง รวมถึงเหตุการณ์ล่าสุดอย่าง สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ทำให้ทุกคนต่างต้องปรับตัวทั้งในแง่การใช้ชีวิต และการหาทางออกเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของทั้งตัวเองและครอบครัว

ธุรกิจร้านอาหาร ก็เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากสถานกาณ์โควิด-19 ด้วยเช่นกัน จากที่ลูกค้าเคยออกมารับประทานอาหารที่ร้านได้ในแต่ละวัน บรรดาร้านค้าก็ต้องปรับตัวเพื่อรองรับการสั่งอาหารกลับไปรับประทานที่บ้านแทน สำหรับ คุณพ่อเปี๊ยก หรือ นายวัลลภ แก้วสีมรกต เจ้าของร้านหมูแดงสีมรกต ที่เปิดร้านมากว่า 60 ปีและผ่านวิกฤติน้อยใหญ่มานับไม่ถ้วนแล้วนั้น การจะรอดผ่านวิกฤติต่าง ๆ ไปได้ อาจไม่ได้อาศัยเพียงแค่ดวง หรือการปรับตัวเพียงอย่างเดียว หากแต่มาจากหลักสำคัญของการทำธุรกิจอย่าง ‘การรักษาคุณภาพ’ และ ‘ความใส่ใจลูกค้า’ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ๆ ก็ตาม

ข้าวหมูแดงครองใจมหาชนตั้งแต่รุ่นพ่อ

หากพูดถึงซอยสุกร 1 ย่านตลาดน้อย ที่เหล่าคนรักการกินจะต้องรู้จักกันดีในชื่อ ‘ตรอกโรงหมู’ ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านหมูแดงสีมรกตที่เปิดมาแล้วกว่า 60 ปี คุณพ่อเปี๊ยก เจ้าของร้าน คือผู้สานต่อปณิธานของพ่อ จากข้าวหมูแดงหาบเร่-แผงลอยสู่ห้องแถว แต่ยังคงตั้งราคาอาหารตามมาตรฐานตลาด ที่มาพร้อมคุณภาพอาหารคับจาน ซึ่งเสน่ห์ของร้านหมูแดงสีมรกต มาจากรสชาติหมูแดงที่ผ่านการหมักด้วยสมุนไพรย่างด้วยไฟกำลังพอดีทำให้มีความหอมและรสชาติอมหวานซึมเข้าไปตามเนื้อหมูแดง กับหมูกรอบเนื้อแน่นมันน้อยหนังกรอบแฝงได้ด้วยรสเค็มอ่อน ๆ และน้ำราดสูตรเด็ดประจำตระกูลที่ตรึงใจลูกค้ามาหลายยุคหลายสมัย

“ปกติที่ร้านส่วนใหญ่ จะเป็นลูกค้าขาประจำที่มาทานตลอด ก็จะมีลูกค้าใหม่ ๆ ที่แวะเวียนมาบ้างเพราะเคยได้ยินชื่อของร้านจากการบอกปากต่อปาก หลัก ๆ ก็จะมีทั้งมานั่งกินร้าน โทรมาสั่งค่อยมารับกลับ อย่างช่วงโควิด-19 ลูกค้ากินที่ร้านจะไม่มี เพราะรัฐบาลประกาศงดไว้ หรืองานรับจ้างนอกสถานที่จะหายไป แต่ก็ยังมีคนสั่งแบบกลับเวียนมาตลอดทั้งวัน แน่นอนว่ารายได้ของเราหายไปบางส่วน แต่ก็ยังสามารถทำธุรกิจต่อไปได้ไม่ถึงกับกระทบมาก ส่วนหนึ่งอาจเพราะข้าวหมูแดง เป็นอาหารที่กินง่าย และเข้าถึงทุกคน และลูกค้าก็ติดใจกับเสน่ห์ของสีมรกต อย่างรสชาติของหมูที่ไม่เหมือนใครเพราะจะย้ำเรื่องคุณภาพและความพิถีพิถันตอนปรุงตลอดว่าสูตรต้องแม่นห้ามผิดเพี้ยน เพื่อที่ลูกค้าจะได้กินของดีและอร่อยเหมือมเดิม ยิ่งในช่วงที่ทุกคนลำบาก จะให้ลดคุณภาพกับปริมาณลงก็คงจะทำไม่ได้ เพราะเหมือนเป็นการไปซ้ำเติมลูกค้าที่เชื่อใจเรา เราเลยต้องยิ่งคุมคุณภาพให้ดียิ่งขึ้น คงราคามาตรฐานของเราไว้ เพื่อลูกค้าสีมรกตจะมีความสุขจากการกินข้าวของร้าน”

การต่อยอดความธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลในรุ่นลูก

ด้วยความที่ร้านสีมรกตดั้งเดืมย่านตลาดน้อยนั้น เป็นที่รู้จักอย่างดีของลูกค้าละแวกใกล้เคียงที่ล้วนแวะเวียนกันมาลิ้มลองรสชาติความอร่อย แม้แต่ช่วงโควิด ก็ยังมีการโทรศัพท์มาสั่งอาหาร หรือขับรถผ่านมาฝากออเดอร์กันตลอดวัน แต่เมื่อ บอส หรือ นายยุทธดนัย แก้วสีมรกต ลูกชายของ คุณพ่อเปี๊ยก เข้ามามีบทบาทในการต่อยอดธุรกิจและขยายของครอบครัวมายังสาขาที่ 2 ในซอยเซนต์หลุยส์เมื่อประมาณ 4 ปีก่อน ก็ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคยุคใหม่ที่เริ่มหันมาใช้บริการแพลตฟอร์มส่งอาหารมากขึ้น ขณะที่ยังคงรับประกันคุณภาพอาหาร ความสะอาดและรสชาติแบบดั้งเดิม และยังให้ความใส่ใจลูกค้าอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

“ในขณะที่สาขาแรกของเราเน้นการให้บริการแบบดั้งเดิม คือการโทรมาสั่ง มาสั่งหน้าร้าน และเน้นคนมากินที่ร้านมากกว่า แต่ในสาขาที่ 2 เราได้มีการร่วมกับแพลตฟอร์มส่งอาหารตั้งแต่ช่วงเปิดร้าน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ แกร็บฟู้ด ที่เราเป็นพาร์ทเนอร์อยู่ เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าอีกกลุ่มที่กำลังเพิ่มขึ้น รายได้ของร้านที่ซอยเซนต์หลุยส์ในช่วงเวลาปกติ ครึ่งหนึ่งมาจากลูกค้าที่เดินทางมากินที่ร้าน ส่วนอีกครึ่งมาจากบริการส่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันอย่าง แกร็บฟู้ด พอเกิดโควิด-19 การที่เราอยู่บนแพลตฟอร์มมาตลอด 2 ปี ก็ทำให้ร้านปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ได้ค่อนข้างเร็ว ซึ่งรายได้หลักจะมาจากทางแพลตฟอร์มส่งอาหารกว่า 80% และที่เหลือจะเป็นรายได้จากลูกค้าที่มาสั่งและรับกลับที่ร้านเอง”

คุณบอส พูดต่อว่า ก่อนที่จะมาลงตัวกับสาขาที่ 2 ก็ได้ผ่านการลองผิดลองถูกมาพอสมควร ทั้งการเปิดสาขาย่านทองหล่อ หรือแม้แต่การลองตลาดที่ฟู้ดคอร์ทย่านสาทร จนสุดท้ายมาลงตัวที่สาขาเซนต์หลุยส์ และใช้ประสบการณ์ที่เรียนรู้มาให้การปรับให้ตอบโจทย์ของผู้บริโภคในปัจจุบัน

“รูปแบบการทำธุรกิจของร้านในแต่ละสาขาของเรา ที่แม้จะมีความแตกต่างกัน แต่ก็เป็นการเพิ่มทางเลือกให้การลูกค้า ร้านดั้งเดิมของเราที่ตลาดน้อยเน้นขายลูกค้าเก่าแก่ คนที่พร้อมจะโทรมาสั่งและกลุ่มคนที่พร้อมจะรอมารับเอง และด้วยความที่ไม่ต้องเช่าร้าน ก็ทำให้สามารถขายอาหารที่ราคาถูกลงได้ สาขาในซอยเซนต์หลุยส์อยู่บนทำเลใจกลางเมือง มีความสะดวกสบายที่เพิ่มมากขึ้น แต่ยังคงคุณภาพ ความสะอาดและรสชาติที่มอบให้ลูกค้าไว้เหมือนกับสาขาแรก” คุณบอส กล่าว

ขณะเดียวกัน‘การรักษาคุณภาพและใส่ใจลูกค้า’ จะเป็นกุญแจสำคัญของการทำร้านอาหารให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนและอยู่รอดผ่านทุกวิกฤติอย่างร้านหมูแดงสีมรกต ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการปรับตัวและเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการขยายธุรกิจเพื่อช่องทางการหารายได้รวมไปถึงเพิ่มทางเลือกให้กับกลุ่มลูกค้ายุคใหม่ ซึ่งในอนาคตแพลตฟอร์มส่งอาหาร หรือ Food Delivery อาจไม่ใช่ตัวเลือกของผู้ประกอบการร้านอาหารอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจร้านอาหารไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ประสบความสำเร็จก็เป็นได้

]]>
5 วัคซีน สื่อสารในภาวะวิกฤติ ช่วยองค์กรใช้เป็นวัคซีนป้องกันผลกระทบทางธุรกิจ https://www.trjournalnews.com/17263 Thu, 26 Mar 2020 09:57:03 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=17263 สถานการณ์โควิด 19 เปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่เข้าใกล้พวกเ […]]]>

สถานการณ์โควิด 19 เปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่เข้าใกล้พวกเราชาวไทย และล้อมประเทศเพื่อนบ้านอย่างหนาแน่นในห้วงเวลานี้ เฟลชแมนฮิลลาร์ด ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารระดับโลก และมีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะในเรื่องการสื่อสารในภาวะวิกฤติ ได้มีการตั้งคณะทำงานอันประกอบด้วยผู้นำของบริษัทฯ กว่า 80 สำนักงานทั่วโลก เรียกว่า “คณะทำงานเฉพาะกิจเรื่อง โคโรนาไวรัส” เพื่อสร้างระบบปฏิบัติการในการสื่อสาร และการสร้าง เกณฑ์มาตรฐาน (Benchmarking)

พร้อมได้จัดทำรายงานสถานการณ์รายวันและการสร้างแผนการสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน เพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถใช้เป็นแนวทางหรือวัคซีนป้องกันผลกระทบทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โสพิส เกษมสหสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟลชแมนฮิลลาร์ด ประเทศไทย เสนอแนวทางการสื่อสารแก่ผู้ประกอบการ ผู้บริหารองค์กร ผู้กำกับนโยบายภาครัฐและวิสาหกิจ เกี่ยวกับข้อควรพิจารณา เพื่อการสื่อสารในภาวะวิกฤติที่มีประสิทธิภาพท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโคโรนาไวรัส (COVID-19)

• วัคซีนที่ 1 ดูแลทุกคนในองค์กร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ทั่วถึง การสื่อสารที่สม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อองค์กร โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโรคอย่างต่อเนื่อง บริษัท ห้างร้านต่างๆ ต้องเข้าใจถึงความพลิกผันของสถานการณ์ ที่อาจสร้างความขัดแย้ง ความเห็นและความต้องการที่แตกแยก และแตกต่าง กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่องค์กรต้องดูแลในระดับนี้ ครอบคลุมถึง พนักงานประจำและพนักงานชั่วคราว คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ ชุมชนใกล้เคียงที่องค์กร/บริษัท ดำเนินกิจการในพื้นที่นั้นๆ รวมทั้งการประสานความร่วมมือและบูรณาการทางการสื่อสารกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุขในพื้นที่ กรมควบคุมโรค ผู้นำชุมชน ผู้บริหารนโยบายภาครัฐทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับประเทศ เป็นต้น

• วัคซีนที่ 2 รับฟัง และเตรียมพร้อมในการสื่อสารกับหน่วยงานนอกองค์กรและอย่าประเมินสถานการณ์ในองค์กรต่ำเกินไป ผู้บริหารและบริษัทต่างต้องเข้าใจและพร้อมเผชิญกับความจริง หากพนักงานหรือบริษัทตกอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคภายในองค์กร นั่นคือสิ่งที่ทุกคนในสังคมและในประเทศนี้ ต้องเผชิญความจริงที่น่าตระหนกนี้ไปด้วยกัน และสามารถปฎิบัติการและสื่อสารด้วยข้อมูลที่ถูกต้องจากองค์กรที่รับผิดชอบและเป็นผู้เชี่ยวชาญต่อเรื่องการระบาดวิทยา และการจัดการเรื่องสุขภาพและสาธารณสุขของประชาชน ทั้งจากต่างประเทศ และในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค กองโรคติดต่อทั่วไป มติคณะรัฐมนตรี คณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และการประกาศต่อการปรับยุทธศาสตร์ในการเตรียมความพร้อม ป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ

• วัคซีนที่ 3 ตัดสินใจ และสื่อสารที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเห็นอกเห็นใจ คุณค่าของความเคารพสิทธิส่วนบุคคล เสรีภาพของความเป็นมนุษย์ และบนความรับผิดชอบต่อผู้อื่นและสังคม ในทุกสถานการณ์ที่บีบบังคับให้องค์กรต้องเผชิญกับความเสี่ยง และความกดดันต่างๆ ขอแนะนำให้ผู้บริหารและองค์กรใช้หลักการของมนุษยธรรม และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ในการชี้นำการตัดสินใจในการบริหารความเสี่ยงและการสื่อสารในภาวะวิกฤติที่คับขันเช่นนี้ องค์กรจำเป็นต้องบริหารการสื่อสารบนเป้าหมายที่ต้องการบรรลุในภาวะวิกฤติ (communications with a sense of purpose) ไม่เป็นการสื่อสารบนอารมณ์ ความกดดัน และความรู้สึกในห้วงขณะนั้น การสื่อสารที่อยู่บนการบริหารความต้องการและความสนใจของทุกกลุ่มที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับผู้บริหารและโฆษกขององค์กรควรต้องสื่อสารที่แสดงถึงความเข้าอกเข้าใจในสถานการณ์และรับผิดชอบในข้อความที่ใช้ในการสื่อสารอย่างระมัดระวัง บนความเปราะบางในการรับสารของผู้รับฟังและประชาชน ที่อยู่ภายใต้อารมณ์ความรู้สึกของผู้ตกเป็นเหยื่อโรคระบาด ครอบครัว และผู้คนที่แวดล้อม โดยไม่สร้างความตื่นตระหนกมากเกินไปต่อการดำเนินชีวิตปกติสุขของคน และต่อผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

• วัคซีนที่ 4 ยอมรับ และตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวและชัดเจน แม้ว่าในขณะนั้น อาจไม่มีข้อมูลที่สมบูรณ์แบบทั้งหมดในมือ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งภายในไทย และต่างประเทศ เรามักจะได้รับทราบข้อมูลที่เป็นข่าวลือ ข่าวปลอม ข่าวสารที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ข่าวที่สร้างความตื่นกลัว เผยแพร่อย่างรวดเร็วในสังคมออน์ไลน์ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเสมอในภาวะวิกฤติ อย่ารีรอให้มีข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ จึงจะสื่อสาร เพราะเหตุการณ์ที่สามารถพลิกผันตลอดเวลา อาจทำให้องค์กรและผู้บริหารไม่สามารถทำการสื่อสาร ทำความเข้าใจหรือแสดงจุดยืนได้ทันท่วงที นั่นคือ โอกาสที่ให้บุคคลอื่นฉกฉวยการสื่อสารสร้างข้อมูลเท็จ บิดเบือน และสร้างความสับสน ดังนั้น องค์กรต้องเท่าทันกับข้อมูลจากภาครัฐ และหน่วยงานที่เชื่อถือได้ เพื่อสื่อสารกับพนักงานในกรณีที่ต้องเปลี่ยนแปลง กำหนดการเข้าทำงาน การเดินทาง ความปลอดภัยและสุขอนามัยของสถานประกอบการ ค่าจ้าง และอื่นๆ ที่องค์กรต้องตัดสินใจเรื่องแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan)

• วัคซีนที่ 5 เปิดใจต่อความเห็นที่แตกต่าง และความขัดแย้ง แม้ว่าการเผชิญกับวิกฤติโรคระบาดโควิด 19 เป็นปัญหาและความท้าทายกับพวกเราทุกคนในโลกนี้ ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ฐานะและวรรณะ เราต้องมีความเข้าใจที่จะบริหารจัดการกับกลุ่มคนที่อาจมีวิสัยทัศน์และความเห็นที่แตกต่างและมีปฏิกิริยาต่อต้านบนพื้นฐานของการปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่ม อาทิ สหภาพพนักงานอาจต้องการเสนอข้อเรียกร้องและต้องการสื่อสารกับสื่อมวลชน เพื่อให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง คู่แข่งทางธุรกิจ อาจใช้โอกาสนี้ ในการปล่อยข่าวลือเพื่อดิสเครดิตในเรื่องการให้บริการ หรือคุณภาพของสินค้า พันธมิตรทางธุรกิจ ชุมชน หรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคจากบริษัท ห้างร้านของท่านอาจไม่เห็นด้วย หรือต่อต้านกับวิธีการรับมือและการสื่อสารของท่าน ดังนั้น ขอแนะนำให้บริหารการสื่อสารบนพื้นฐานของการประสานความร่วมมือในทุกภาคส่วน รัดกุมในการออกแบบและเลือกถ้อยคำในการสื่อสารที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวก ชัดเจน ไม่สร้างความคลุมเครือให้มีการตีความที่สร้างความแตกแยก หรือความไม่พอใจในสังคม ภายใต้เงื่อนไขที่พวกเราต้องรวมพลังความร่วมมือและความเป็นเอกภาพในการแก้ปัญหาและผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ด้วยกัน

10 คำถามสำคัญที่องค์กรต้องถามใจตัวเอง

1.องค์กรของคุณตั้งคณะบูรณาการทำงานจากหลายฝ่าย หลายแผนกในการดูแลพนักงาน และดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง หากสถานการณ์โรคระบาดก้าวข้ามสู่ขั้นรุนแรง หรือไม่
2.องค์กรของคุณมีแผนการบริหารการสื่อสารในภาวะวิกฤติ ที่ได้รับการอนุมัติ ในกรณีของการแพร่กระจายโรคระบาด หรือไม่
3.จัดระบบการบริหารกลุ่มงานที่รับผิดชอบและดูแล ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ขององค์กรไว้หรือไม่ ระบุกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนหรือไม่ ว่าคือใครบ้าง
4.ความกังวลของกลุ่มผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียคือสิ่งใดบ้าง
5.องค์กร สามารถจัดระบบการทำงานจากที่บ้านได้หรือไม่
6.มีมาตรการอย่างไร ในการสื่อสารและปฏิบัติต่อพนักงานที่ป่วยด้วยโรคโควิด 19
7.การหยุดชะงักในธุรกิจขององค์กรท่าน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร
8.การหยุดขะงักในการผลิตขององค์กรท่าน ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปสงค์ อุปทานของประเทศหรือไม่ อย่างไร
9.ธุรกิจขององค์กรท่านมีแผนจัดงานประชุม งานพบปะ งานเปิดตัวสินค้า ขนาดใหญ่ทั้งภายใน และภายนอกองค์กร ในอีก 3 เดือนข้างหน้าหรือไม่ จะปรับกลยุทธ์อย่างไร
10.องค์กรมีมาตรการรับมือกับความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นอย่างไร

]]>
เปิดใจ นาย ณภัทร หนุ่มสุดฮอต กับของขวัญวันวาเลนไทน์ที่อยากมอบให้คนพิเศษ https://www.trjournalnews.com/15494 Tue, 11 Feb 2020 03:50:45 +0000 https://www.trjournalnews.com/?p=15494 ใกล้วันแห่งความรักทั้งที คุณเตรียมอะไรไว้เซอร์ไพรส์คนพิ […]]]>

ใกล้วันแห่งความรักทั้งที คุณเตรียมอะไรไว้เซอร์ไพรส์คนพิเศษแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่รู้จะมอบอะไรให้ดี เราลองไปฟังไอเดียจาก นาย ณภัทร เสียงสมบุญ พระเอกหนุ่มสุดฮอตแห่งยุคกันดีกว่า ได้ข่าวแว่วมาว่าหนุ่มเนื้อหอมคนนี้พร้อมเตรียมของขวัญสุดพิเศษไว้สำหรับวาเลนไทน์ปีนี้เรียบร้อยแล้ว แต่ของขวัญที่ว่าจะเป็นอะไรไปเปิดใจคุยกับเขากันเลย

นาย ณภัทร เสียงสมบุญ เล่าว่า “วาเลนไทน์ปีนี้อยากให้ทุกคนมีความสุขกับคนที่คุณรักมากที่สุด ด้วยการมอบของขวัญที่อิ่มเอมทั้งผู้ให้ ผู้รับ โสดก็ยังสามารถซื้อใช้เองได้แบบไม่ต้องเขินอาย กับของขวัญที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากแคมเปญ BLA Happy Gift ส่งต่อความสุขสีเขียวด้วยของขวัญที่ยั่งยืน ที่บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จัดขึ้น เพื่อให้ทุกคนได้มีช่องทางในการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมโลก จากการบริจาคเงินผ่านโครงการเพื่อรับของที่ระลึก อาทิ ถุงผ้า ร่ม กระบอกน้ำรักษาอุณหภูมิ และกล่องใส่อาหารรักษ์โลก โดยนำผ้าขาวม้า ผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบที่ผสมผสานระหว่าง แฟชั่น คุณภาพ และความห่วงใยสิ่งแวดล้อมรวมไว้ด้วยกัน เป็นผลิตภัณฑ์ที่คิดมาแล้วว่าสามารถ ลดขยะ ใช้ซ้ำ ซ่อมแซม และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ไม่มีส่วนใดเหลือทิ้ง(Zero waste) เป็นของขวัญปีใหม่สุดคูลตามแนวคิด Enjoy The Green Life ซึ่งเงินบริจาคผ่านโครงการทั้งหมดมอบให้กับสมาคมร้างสรรค์ไทย(ตาวิเศษ) เพื่อนำไปจัดกิจกรรมรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมต่อไป เรียกได้ว่าของขวัญ BLA Happy Gift จะทำให้วาเลนไทน์ของคุณในปีนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขทั้งคุณและคนพิเศษ พร้อมส่งต่อความรักสู่โลกใบนี้ได้อีกด้วย”

ทั้งนี้ นาย ณภัทร ยังได้บอกไว้ในคลิปวิดีโอโปรโมทแคมเปญ BLA Happy Gift ส่งต่อความสุข สีเขียวด้วยของขวัญที่ยั่งยืนว่า ค่าเฉลี่ยของ 1 คน สร้างขยะพลาสติก 30 ชิ้นต่อวัน หรือเท่ากับคนละ 10,000 ชิ้นต่อปี ซึ่งจะทำลายระบบนิเวศน์จนกว่าจะย่อยสลายในอีกหลายร้อยปีข้างหน้า จึงอยากให้ทุกคนใช้โอกาสในวันวาเลนไทน์ ส่งต่อเทรนด์ความห่วงใยสิ่งแวดล้อม ให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ เพื่อชีวิตที่มีความสุขมากกว่าของตัวคุณเองและคนที่คุณรัก เรียกได้ว่าหัวใจของ นาย ณภัทร เต็มไปด้วยแฟนคลับที่น่ารัก และความห่วงใยที่มีให้สิ่งแวดล้อมจริงๆ

ผู้ที่สนใจ BLA Happy Gift เป็นของขวัญวันวาเลนไทน์สุดรักษ์โลก ใช้งานได้ทุกโอกาส สามารถบริจาคผ่านทางออนไลน์และรับของที่ระลึกส่งถึงบ้านได้ง่ายๆ ที่เว็บไซต์กรุงเทพประกันชีวิต www.bangkoklife.com/blahappygift ตั้งแต่วันนี้ – 29 กุมภาพันธ์ 2563 หรือชมคลิปวีดีโอได้ที่ Youtube : Bangkoklife https://youtu.be/aeJZBwywUls

]]>
นักวิชาการแนะรู้เท่าทันเทคโนโลยีเพื่อความอยู่รอดช่วงรอยต่อ https://www.trjournalnews.com/11846 Mon, 07 Oct 2019 09:40:12 +0000 https://www.trjournalnews.com/?p=11846 เมื่อการเข้ามาของเทคโนโลยี ได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ หร […]]]>

เมื่อการเข้ามาของเทคโนโลยี ได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ หรือหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนอย่างชัดเจน และรุนแรง มันหมายถึงแต่ละองค์กรจะต้องปรับตัว ชาลล์ ดาร์วิน นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง เคยกล่าวไว้ว่า สิ่งมีชีวิตที่จะอยู่รอดจะต้องเป็นสิ่งมีชีวิตที่รู้จักการปรับตัว เพราะฉะนั้นในยุคนี้ถ้ารู้จักการบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อการสร้างขีดความสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ก็จะเป็นผู้อยู่รอด โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสิทธิ์ เกิดศรี นักวิชาการด้านการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม วิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้สะท้อนแนวคิดในเรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจเรียนรู้เพื่อความอยู่รอด

รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสิทธิ์ ชี้ว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุกองค์กร ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด แบบแผนการทำงานเดิมไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ หรือที่ชอบพูดกันในปัจจุบันว่าถูก disrupt ดังนั้นผู้บริหารจึงจำเป็นต้องมีการเรียนรู้วิธีการใหม่เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้พร้อมการเปลี่ยนแปลง คำว่า dynamic กับ disruption เป็น 2 คำ ที่เกิดจาก technological change ตัวอย่างเช่นในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าหลายองค์กรขับเคลื่อนเรื่อง Digital Transformation ให้เป็นหัวใจในการดำเนินงานของบริษัท ทำให้ธุรกิจเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งองค์กร ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงานระดับปฏิบัติการในตำแหน่งล่างสุด ดังนั้นการบริหารจัดการเทคโนโลยีขององค์กร เพื่อนำไปสู่การสร้างขีดความสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต จึงเป็นประเด็นสำคัญโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสิทธิ์ ให้มุมมองต่อการปรับตัวของผู้บริหารองค์กรต่อการสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ และการปรับตัวตามความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อความอยู่รอดขององค์กรในอนาคต ซึ่งประกอบไปด้วย 5 ข้อหลัก คือ
1.ผู้บริหารจะต้องมีความคิดในเชิงบวก เปิดกว้างรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม
2. เมื่อมีทัศนคติในเชิงบวกแล้ว ต้องมีความสามารถในการประเมินโอกาสและผลกระทบ พร้อมทั้งต้องสร้างให้เกิดการยอมรับของบุคลากร เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนองค์กรการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไปสู่อุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ หรือ นิว เอสเคิร์ป (New S-curve)
3. การขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร จำเป็นต้องมีแผนที่นำทางยุทธศาสตร์ (Strategic Roadmap) ที่ชัดเจน เพื่อสื่อสารและนำทางไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้
4. เมื่อมีแผนที่นำทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนแล้ว ต้องสร้างการมีส่วนร่วมของคนในองค์กร เพื่อนำพาไปสู่เจนเนอร์เรชั่นขององค์กรในยุคต่อไป
5. ผู้บริหารต้องสามารถเลือกยุทธวิธีที่เหมาะสมในการขับเคลื่อน เพื่อก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดต่างที่องค์ยังเผชิญอยู่ เช่น ด้านความรู้และประสบการณ์ของบุคคลากร ด้านจำนวนบุคคลากร หรือ ด้านการทดลองนำนวัตกรรมไปใช้ ซึ่งแนวทางใหม่ๆนี้ เราอาจจะเคยได้ยินที่เรียกว่า Open Innovation, Corporate Venture, Sandbox, Ecosystem, Platform เป็นต้น

ในอดีตกระบวนการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมมักจะมองจากภายในองค์กร ใช้คนในองค์กรเป็นหลัก ซึ่งหลายคนเรียกว่าการบริหารนวัตกรรมแบบปิด แต่ปัจจุบันเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยน ผู้บริหารส่วนหนึ่งได้ให้ความสนใจต่อการขับเคลื่อนนวัตกรรมจากภายในและภายนอกองค์กรควบคู่กันไป ซึ่งเรียกว่าการทำนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation)เพื่อก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดต่างที่องค์ยังเผชิญอยู่ ตัวอย่างเช่นการหาไอเดียจากภายนอกมาเสริมโดยการจัดอีเว้นท์อย่างเช่น Ideation หรือ Hackton นอกจากนี้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาบางองค์กรเริ่มทำงานกับสตาร์ทอัพ ผ่านช่องทาง StartUp Funding หรือ Corporate Venturing เพื่อที่จะผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์จากการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆจากภายนอก เข้ามาเสริมในส่วนที่ธุรกิจยังขาดอยู่ รวมทั้งบางครั้งอาจจะมีการออกแบบใช้พื้นที่หรือช่วงเวลาในการทดลองนวัตกรรม (Sandbox) เพื่อทดสอบแนวคิดใหม่ๆเหล่านั้น พร้อมทั้งประเมินผลกระทบ ก่อนจะนำมาดำเนินการวางแผนในรายละเอียด หรือกำหนดเป็นนโยบายต่อไป
ถึงแม้ว่าผู้บริหารจะใช้ช่องทางจากภายนอกในการเติมเต็มดังที่กล่าว แต่นี่ไม่ใช่แนวคิดการ outsourcing การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ดังนั้นผู้บริหารยังคงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมบุคลากร เช่น มีการปรับเสริมสมรรถนะของบุคคลากร (Reskill) และปรับวางกำลังบุคลากรให้เหมาะสม เพราะเป้าหมายของการพัฒนาคือการยกระดับขีดความสามารถขององค์กรให้พร้อมรองรับกับการเปลี่ยนแปลง

บริบทของสังคมและภาครัฐกับการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมรองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสิทธิ์ กล่าวว่า ในบริบทของสังคมก็ต้องเตรียมตัวที่จะรองรับกับการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นที่การรับรู้และเข้าใจ เช่น ทุกวันนี้ถ้าพูดถึงโซเชียลเน็ตเวิร์ค เทรนด์ที่พูดพ่วงไปกับโซเชียลเน็ตเวิร์ค คือ privacy หรือความเป็นส่วนตัว ดังนั้นทางภาคประชาชนจึงต้องเรียนรู้และปรับตัวส่วนหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบทางด้านเทคโนโลยีเองก็เช่นกัน จำเป็นต้องเริ่มปรับวิธีคิดจากเดิมที่เป็นคนคอยควบคุมและกำกับ (Regulator) กลายมาเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ เมื่อ IoT เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ก็จะมีคำพูดที่ว่า Data is the new oil เปรียบเสมือนข้อมูลคือบ่อน้ำมันแห่งใหม่ ทำให้หลายธุรกิจมีการเก็บข้อมูลและพฤติกรรมผู้บริโภค รวมไปถึงเทรนด์ที่เปลี่ยนไปในกลุ่มเจนเนอร์เรชั่นวาย และเจนเนอร์เรชั่นซี ที่ไม่มุ่งหวังที่จะเป็นเจ้าของสินทรัพย์เช่นยานพาหนะหรือที่พักอาศัย เหมือนยุคเบบี้บูมหรือเจนเนอร์เรชั่นเอ็กซ์ พร้อมทั้งยังทัศนคติเชิงบวกต่อการแบ่งปัน หรือที่ทุกวันนี้ที่ทุกคนมักจะพูดถึง แชริ่ง เอคโค่โนมี่ (Sharing Economy) หรือเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน ส่งผลทำให้หน่วยงานภาครัฐจะพิจารณาอำนวยความสะดวกธุรกิจหรือธุรกรรมลักษณะนี้อย่างไร โดยไม่ให้มีผลกระทบต่อมาตราฐานความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพยสินของภาคประชาชนในองค์รวม

ภาคการศึกษาเองก็ต้องปรับตัวเช่นกัน “จากเดิมทุกคนจะคุ้นชินกับการทำงานแบบ Single Job แต่ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่นิยมทำงานหลายอย่าง หรือในรูปแบบ Multiple Job เพราะมีช่องทางการทำงานมากขึ้น เนื่องจากรูปแบบธุรกิจที่ไม่เหมือนเดิม ดังนั้นเมื่องานมีความหลากหลายในการดำเนินการ มันก็ส่งผลกระทบต่อกระบวนการและวิธีคิดของการเรียนรู้ แต่ก่อนอาจจะเน้นเรียนเพื่อมุ่งโฟกัสเรื่องของดีกรี แต่เวลานี้ด้วยลักษณะงานที่เปลี่ยนไป การเรียนรู้แบบคอร์สสั้นๆ เพื่อทำงานที่ได้รับมอบหมายในช่วงๆ หนึ่งก็มีมากขึ้นตามลำดับ”

ดังนั้นเมื่อไม่สามารถหยุดการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ สิ่งที่ควรจะทำ คือ 1. ตระหนักให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง 2. วางแผนรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ในยุคสมัยรอยต่อของแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นอย่าง IoT และ 5G เป็นแรงขับ องค์กรจะมีส่วนร่วมเพื่อปรับตัว และหาโอกาสจากสิ่งที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ??

หาคำตอบได้ในงาน ในงานสัมมนา THE NEXT LEVEL of Thai and Asean Automotive Logistics Forum เปิดมุมมองไปกับผู้เชี่ยวชาญและนักธุรกิจระดับแนวหน้าของเมืองไทย ในหัวข้อ Emerging Logistics Industry with IoTs (เสริมแกร่งโลจิสติกส์ด้วย IoTs) และพบกับนิทรรศการด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีแห่งอนาคต ในวันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม 2562 เวลา 13.00 -16.30 น. ณ อิมแพคเอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ ฮอลล์ 9-10 เมืองทองธานี ลงทะเบียนเข้าร่วมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่ https://www.eventpop.me/e/6863

]]>
“สามมิตร สมาร์ท ไดรฟ์”  ทางเลือกใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวและนักช้อปยุคใหม่ https://www.trjournalnews.com/11473 Wed, 25 Sep 2019 06:59:17 +0000 https://www.trjournalnews.com/?p=11473 ปัจจัยสำคัญของการท่องเที่ยว และการช้อปปิ้ง มีหนึ่งอย่าง […]]]>

ปัจจัยสำคัญของการท่องเที่ยว และการช้อปปิ้ง มีหนึ่งอย่างที่เหมือนกันคือ “ยานพาหนะ”  เพื่อใช้ในการเดินทางและสำหรับใช้ขนของ เพราะในบางครั้ง สิ่งของที่นำติดตัวไปท่องเที่ยวหรือสิ่งของที่ ช้อปมีจำนวนมากเกินที่จะรับไหวสามมิตร ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ยานยนต์เพื่อการขนส่งและโลจิสติกส์ โซลูชั่นครบวงจรระดับประเทศและระดับโลก จึงได้เปิดตัวบริการ “สามมิตร สมาร์ท ไดรฟ์ (SAMMITR  Smart Drive) ธุรกิจบริการ “รถเพื่อการท่องเที่ยว” ที่ให้บริการตอบโจทย์นักท่องเที่ยวและนักช้อปตัวจริง

เริ่มที่กลุ่มแรก นักเที่ยวแบบ Big Family มาเที่ยวเป็นครอบครัว มักจะมีกระเป๋าสัมภาระเยอะอาจต้องใช้รถขนกระเป๋าหลายคันและบางครอบครัวมีคุณปู่ คุณย่า ต้องนั่งรถวีลแชร์ หรือมีเด็กนั่งรถเข็นซึ่งรถสามมิตร สมาร์ท ไดร์ฟ ตอบโจทย์ได้ตรงตัว เพราะตัวรถออกแบบให้มีพื้นที่กว้างพอที่จะใส่กระเป๋าได้หลายๆ ใบ พร้อมอุปกรณ์อื่นๆ ได้ในรถคันเดียว และสามารถรองรับน้ำหนักได้ถึง 500 กิโลกรัม พร้อมมีติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการใช้งาน อย่าง สไลด์ฟลอร์ (Slide Floor) ช่วยให้ไม่ต้องยกกระเป๋าขึ้นลงให้ลำบากเวลาจะหยิบ จะค้นหาของหรือสัมภาระต่างๆ ก็ง่าย แค่เพียงสไลด์เข้าออกเท่านั้น

นักเที่ยวสายสปอตทัวร์ คนที่มาเที่ยวพร้อมควบกิจกรรมเล่นกีฬา อาทิ ปั่นจักรยาน เล่นเซิร์ฟ ตีกอล์ฟดำน้ำ  ซึ่งอุปกรณ์ก็ต้องเอาติดตัวไปด้วย สามมิตร สมาร์ท ไดร์ฟ มีฟังก์ชั่นที่ช่วยขนอุปกรณ์กีฬาได้พร้อมกับพื้นที่ขนสัมภาระอื่นๆ ได้พร้อมกันทีเดียว

สำหรับนักเที่ยวเองไม่ง้อทัวร์หรือกลุ่มนักท่องเที่ยว FIT (Foreign Individual Tourism)ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวคนรุ่นใหม่ ที่ชอบการท่องเที่ยวแบบอิสระวางแผนท่องเที่ยวทุกอย่างด้วยตัวเอง สามมิตร สมาร์ท ไดรฟ์ มีรูปแบบบริการที่ตอบโจทย์คือ บริการนัดรับตามจุด  (P2P Transfer Service) เป็นบริการรับส่งระหว่างจุดใน กทม.และอีก 37 จังหวัด  แล้วก็บริการ PIN&GO คือบริการการเดินทางต่อเนื่องแบบส่วนตัวที่ผู้ใช้บริการสามารถกำหนดเส้นทางได้เองตามอิสระและแบบPackage คือโปรแกรมท่องเที่ยวแบบ 1 วัน หรือเลือกมิกซ์แอนด์แมทช์ แบบ One Day Program

ด้านนักช้อปจัดหนัก ซื้อของเยอะขนใส่รถไม่หมดถือกลับไม่ไหว หรือซื้อของชิ้นใหญ่ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ ของตกแต่งบ้านต่างๆ แล้วไม่อยากรอใช้บริการส่งของทางร้านค้าเพราะอาจใช้เวลาหลายวันกว่าที่จะได้ของก็เลือกใช้บริการสามมิตร สมาร์ท ไดร์ฟ ให้ไปส่งทั้งคนและของถึงจุดหมายได้ทันใจ

หรือจะเป็น พ่อค้าแม่ค้ารุ่นใหม่ และ นักธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่เพิ่งจะเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ๆอาจยังไม่มีทุนที่จะซื้อรถส่วนตัว จำเป็นต้องมีรถใช้ขนสินค้าไปขายตามตลาดหรือสถานที่จัดงานขายของ ก็ให้ สามมิตร สมาร์ท ไดร์ฟ ไปรับ-ส่ง พร้อมๆ กับขนสินค้าได้สะดวก หรือจะเป็น

สำหรับเรื่องความปลอดภัย ไม่ว่าคุณจะเป็นนักท่องเที่ยวหรือนักช้อปไลฟ์สไตล์แบบไหน สบายใจได้ตลอดการเดินทาง เพราะสามมิตร สมาร์ท ไดร์ฟ มีระบบกล้อง CCTV ติดเอาไว้ภายในตัวรถ โดยภาพจะถูกบันทึกแล้วส่งมายังศูนย์ให้บริการส่วนกลาง (TMC Transportation Management Center) อีกทั้งมีระบบ Call Center  โดยเชื่อมต่อจาก Onboard Driver มายังศูนย์ให้บริการส่วนกลางเช่นกัน เพื่อควบคุม ตรวจสอบและค้นหาเส้นทางแบบเร่งด่วน รวมทั้งเป็นศูนย์ประสานงานที่ให้ความช่วยเหลือได้ทันที พร้อมกันนี้พนักงานขับรถทุกคนมีความสุภาพ และไว้วางใจได้ เพราะผ่านการฝึกอบรมในระดับคุณภาพจาก SAMMITR Smart Drive Academy  มาอย่างดี

นางพัชรินทร์ โพธิ์ศิริสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท สามมิตร สมาร์ท โมบิลลิตี้ จำกัด ภายใต้กลุ่มบริษัท สามมิตร กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า “สามมิตร สมาร์ท ไดรฟ์ (SAMMITR  Smart Drive) เป็นทางเลือกใหม่ เพื่อรองรับการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ตอบโจทย์ได้ทุกไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวและนักช้อปที่เน้นความสะดวก ปลอดภัย  เพราะตัวรถมีการปรับแต่งเพื่อรองรับการท่องเที่ยวทุกรูปแบบ มีระบบซอฟท์แวร์ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวตลอดการเดินทางซึ่งสามารถจองผ่านระบบออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลาทาง

เว็บไซต์www.sammitrsmartdrive.comสำหรับลูกค้าชาวจีนจองผ่านช่องทาง Platform WeChat และ www.ctrip.com สำหรับอัตราค่าบริการแบ่งเป็น 1) P2P Transfer Service บริการรับส่งระหว่างจุด กทม.และอีก 37 จังหวัด เริ่มต้นที่ 840 บาท 2) PIN&GO บริการการเดินทางต่อเนื่องแบบส่วนตัวที่ผู้ใช้บริการสามารถกำหนดเส้นทางได้เอง โดยมีขั้นต่ำของการบริหาร 3 ชม. เริ่มต้นที่ 1,500-6,000 บาท 3) Package-โปรแกรมท่องเที่ยวแบบ 1 วัน หรือเลือกมิกซ์แอนด์แมทช์ แบบOne Day Program เริ่มต้นที่ 6,000 -30,000 บาทตอนนี้มีรถพร้อมให้บริการทั้งหมด 30 คัน”

สำหรับใครที่สนใจใช้บริการ สามมิตร สมาร์ทไดรฟ์ (SAMMITR  Smart Drive) สามารถจองผ่าน  www.sammitrsmartdrive.com และ Call Center 090-898-2000 ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ตลอด 7 วัน  และที่ SSD Shop ชั้น G โซนสุขสยาม ไอคอนสยาม

]]>