ข่าวโลจิสติกส์ – transportjournal newspaper https://www.trjournalnews.com เว็บไซต์ข่าวสารด้านโลจิสติกส์ Mon, 10 Aug 2020 16:28:50 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.4.2 เคอรี่ เอ็กซ์เพรส สร้างสีสันธุรกิจขนส่งชูภาพลักษณ์แบรนด์ยุคใหม่!! https://www.trjournalnews.com/21290 Mon, 10 Aug 2020 16:28:50 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=21290                “เคอรี่ เอ็กซ์เพรส ” เดินเคร […]]]>

               “เคอรี่ เอ็กซ์เพรส ” เดินเครื่องเต็มสูบสู้ศึกขนส่งพัสดุในยุคดิจิทัล สร้างกระแสให้กับวงการอีกครั้งด้วยการเปิดตัวกล่องพัสดุเคอรี่ดีไซน์ใหม่ล่าสุดสีสันสดใสสะดุดตา กระตุ้นให้ภาคธุรกิจการขนส่งพัสดุมีความคึกคักมากยิ่งขึ้น ฉีกภาพลักษณ์แบรนด์ขนส่งที่น่าเบื่อให้มีความทันสมัยเข้าถึงง่าย พร้อมนำเทรนด์การสื่อสารด้วยแคมเปญการตลาดที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเพื่อสร้างการจดจำในทุก ๆ Touch Point

              นาย อเล็กซ์ อึ้ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท  เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เราได้มีการเปิดตัวกล่องพัสดุดีไซน์ใหม่เพื่อสร้างการจดจำให้กับผู้บริโภคโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความคึกคักให้กับตลาดการขนส่ง และปลุกกระแสให้ภาพรวมของตลาดมีความสดใสมากยิ่งขึ้น เรามีความยินดีที่จะเป็นผู้นำในการสร้างสีสันให้กับวงการด้วยการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของธุรกิจให้ดูเข้าถึงง่ายมากขึ้น นอกจากนี้เรายังได้ทำงานร่วมกับ “เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ” ในฐานะพรีเซนเตอร์ของเราเพื่อสะท้อนคาแรคเตอร์ ของแบรนด์ให้ดูมีชีวิตชีวา          เข้าถึงง่าย ซึ่งสามารถสื่อสารภาพตัวแทนของพนักงานเคอรี่ที่พร้อมนำส่งประสบการณ์การให้บริการที่ดีที่สุดถึงมือลูกค้าของเราอีกด้วย ที่ผ่านมาเคอรี่มุ่งมั่นที่จะพัฒนาและปรับปรุงบริการของเราให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลให้มากที่สุด ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้นำตลาดขนส่งพัสดุในประเทศไทยหัวใจสำคัญของเราคือการรักษาและพัฒนาระบบการจัดการและมาตรฐานบริการของเราให้มีประสิทธิภาพ ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในการบริการจัดการการจัดส่ง ติดตาม และกระจายสินค้า เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าของเรา และที่สำคัญในปีนี้เป็นปีที่ 14 แล้วที่เคอรี่ยังคงยืนหยัดอยู่เคียงข้างคนไทยมา เราจึงมีการสื่อสารเพื่อปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเคอรี่ให้ทันสมัย เข้าถึงง่าย และมีความสร้างสรรค์มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนไทยในยุคดิจิทัลมากขึ้น ไม่นานมานี้เราได้ออกแคมเปญ Keep Calm and Kerry On ซึ่งเป็นแคมเปญแรกของเคอรี่ที่เน้นการสื่อสารเพื่อปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ครั้งยิ่งใหญ่ที่เน้นการสื่อสารด้วยการสร้างอารมณ์ ความรู้สึก เพื่อปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ให้มีความเป็นไลฟ์สไตล์มากยิ่งขึ้น นับเป็นก้าวแรกของเคอรี่ที่ฉีกภาพลักษณ์ของแบรนด์ขนส่งพัสดุที่เข้าถึงยากให้มีความสนุกสนานมากขึ้น สำหรับตลาดการขนส่งพัสดุในประเทศไทยข้อมูลล่าสุดจากอีไอซีได้มีการประเมินการเติบโตของธุรกิจขนส่งพัสดุในปี พ.ศ. 2563 ว่าจะมี*มูลค่าถึง 6.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งการเติบโตดังกล่าวสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุค New Normal ที่มีความคุ้นเคยกับการซื้อขายสินค้าผ่านทางช่องทางออนไลน์มากขึ้น การเติบโตดังกล่าวส่งผลให้การแข่งขันในธุรกิจมีความรุนแรงกว่างเดิมโดยจะเห็นได้ว่ามีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาในตลาดจำนวนมาก และผู้เล่นรายเก่าก็เน้นการปรับปรุงบริการของตนเองเพื่อดึงดูดลูกค้าให้ได้มากที่สุด เรามองว่าการแข่งขันในตลาดเป็นเรื่องที่ดีเพราะสุดท้ายแล้วผู้ที่จะได้ประโยชน์จากการแข่งขันในธุรกิจ คือผู้บริโภคที่มีโอกาสได้เข้าถึงบริการที่ดียิ่งขึ้น

           สีตลา ชาญวิเศษ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานสื่อสารการตลาด บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดการขนส่งพัสดุเรามองว่าการสร้าง Brand Love เป็นสิ่งสำคัญที่จะรักษาฐานผู้บริโภคเก่า และขยายช่องทางไปยังผู้บริโภคหน้าใหม่ให้มากขึ้น ดังนั้นเราจึงมุ่งมั่นที่จะสร้างความแตกต่างและเป็นที่จดจำในสายตาของผู้บริโภค ด้วยการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อธุรกิจขนส่งพัสดุ ให้มีความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น เราจึงเริ่มออกแคมเปญการตลาดแบบ Emotional Marketing เพื่อชี้ให้เห็นว่าเคอรี่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคน ด้วยแคมเปญ Keep Calm and Kerry On ที่เริ่มสื่อสารออกมาหลังจากช่วงวิกฤต COVID-19 ซึ่งเป็นการสื่อสารในเชิงให้กำลังใจคนไทยทุกคนให้ก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน โดยเคอรี่พร้อมที่จะยืนเคียงข้างและเป็นสื่อกลางในการสร้างความสุขให้กับทุกคนด้วยการจัดส่งพัสดุให้ถึงมือผู้รับไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรเราก็พร้อมจะยืนเคียงข้างคนไทยเสมอ ซึ่งหลังจากการสื่อสารแคมเปญนี้ออกไปเราพบว่าลูกค้ามองภาพลักษณ์ของเรามีความสนุกสนานและเป็นกันเองมากขึ้น ล่าสุดเราได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของกล่องพัสดุของเราให้มีความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้นโดยมีการออกแบบกล่องพัสดุของเราให้มีสีสันที่สดใสสะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์และยังมีการใส่ข้อความเชิงสร้างสรรค์ที่อยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ของ Keep Calm and Kerry On โดยกล่องของเคอรี่ที่ดีไซน์ออกมาในรูปแบบใหม่นับเป็นสื่อกลางจากแบรนด์ที่สื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้าของเราทั้งผู้รับและผู้ส่ง เพื่อสร้างความเป็นมิตรและตอกย้ำจุดยืนของเคอรี่ ในการเป็นแบรนด์ที่พร้อมยืนหยัดอยู่คู่กับคนไทยในทุกสถานการณ์เสมอ ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ายังไม่มีผู้เล่นเจ้าไหนในตลาดออกมาทำแคมเปญที่เน้นการสื่อสารเพื่อสร้าง Brand Love ซึ่งจุดนี้เคอรี่เห็นว่าเป็นโอกาสของเราในการเริ่มทำแคมเปญเพื่อเน้นการสร้างภาพลักษณ์ในเชิงบวก เรามองว่านอกจากการขายเซอร์วิสที่ดีแล้วเรายังมีกล่องพัสดุที่นับเป็นผลิตภัณฑ์ของเราอีกอย่างหนึ่งที่ลูกค้าของเราต้องมีการใช้งานในทุก ๆ วัน การปรับเปลี่ยนรูปแบบดีไซน์ของกล่องพัสดุในครั้งนี้จึงเป็นการสร้าง Value ให้กับแบรนด์ของเรา และยังเป็นการดึงดูดให้ลูกค้าใหม่ ๆ ให้มาทดลองใช้บริการของเราเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ในครึ่งปีหลังเราจะมีการทำกิจกรรมสื่อสารการตลาดเพื่อสร้าง Brand Love ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดในแบบที่ไม่เคยมีแบรนด์ขนส่งพัสดุเจ้าไหนกล้าทำมาก่อนอีกมากมาย ซึ่งสุดท้ายแล้วภาพที่สะท้อนกลับมาสู่แบรนด์จะสามารถตอบย้ำความเป็น Everyday Lifeของแบรนด์ที่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ด้วยการสื่อสารในเชิงสร้างสรรค์ของเคอรี่นั่นเอง”

            กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบ Emotional Marketing ของเคอรี่ในวันนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัทจัดส่งพัสดุ ที่กล้าจะสร้างความแตกต่างและฉีกภาพของแบรนด์ให้เข้าถึงผู้บริโภคในยุคใหม่มากขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถสะท้อนถึงความคิดของแบรนด์ที่มุ่งเน้นการสื่อสารที่ใส่ใจความรู้สึกของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้นอีกด้วย นับเป็นอีกก้าวสำคัญของเคอรี่ในการประกาศจุดยืนที่พร้อมจะยืนเคียงข้างคนไทยในทุก ๆ สถานการณ์ต่อไปนั่นเอง

]]>
‘แฟลช เปย์’ แข่งเดือดส่งพัสดุลดสูงสุด 50% ตลอดเดือนสิงหาคม https://www.trjournalnews.com/21157 Thu, 06 Aug 2020 11:02:21 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=21157 ​ แฟลช เอ็กซ์เพรส ครบรอบ 2 ปี ฉลองยอดส่งพัสดุต่อวันทะลุ […]]]>

​ แฟลช เอ็กซ์เพรส ครบรอบ 2 ปี ฉลองยอดส่งพัสดุต่อวันทะลุล้านชิ้น เติบโตกว่า 3,000% เตรียมควักงบลงทุน 4,500 ล้านบาท เสริมศักยภาพทางธุรกิจ – ขยายธุรกิจไปยังกลุ่มประเทศ AEC ภายในสิ้นปีนี้ พร้อมอัดแคมเปญใหม่ “แฟลชเปย์ เฮคุ้ม ลดสูงสุด50% ตลอดเดือนสิงหาคม”

นายคมสันต์ ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ แฟลช (FLASH GROUP) ผู้ให้บริการด้าน E-Commerce สัญชาติไทยแบบครบวงจร กล่าวว่า ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคคนไทยต่างเปลี่ยนแปลงไปจนเกิดเป็นวิถีชีวิตแบบใหม่ที่เรียกว่า New Normal ที่เน้นการช้อปปิ้งสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีตัวเลขเติบโตสูงกว่า 35% เมื่อเทียบจากปีก่อนหน้า ปัจจัยดังกล่าวได้ส่งผลต่อธุรกิจขนส่ง ทำให้ยอดส่งพัสดุของผู้ให้บริการแต่ละเจ้าในตลาดสูงขึ้นตามไปด้วย เช่นเดียวกับแฟลช เอ็กซ์เพรส ที่ครึ่งปีแรกมียอดส่งพัสดุรวมกว่า 100 ล้านชิ้น โดยมียอดส่งพัสดุเฉลี่ยต่อวันมากกว่า 1 ล้านชิ้นหรือเติบโตขึ้นกว่า 3,000% เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทำให้มีรายได้ต่อเดือนมากกว่า1,000 ล้านบาท นอกจากนี้ในครึ่งปีหลัง แฟลช เอ็กซ์เพรส เตรียมควักงบประมาณในการลงทุนเพิ่มเป็นจำนวน 4,500 ล้านบาท โดยเน้นความสำคัญไปที่ 2 ส่วน คือ ลงทุนเพิ่มเพื่อเสริมศักยภาพทางธุรกิจให้สอดรับกับการเติบโตของ E commerce และเตรียมขยายบริการไปยัง 3 ประเทศกลุ่ม AEC ให้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ทั้งยังเตรียมเดินหน้าขยายศูนย์บริการในประเทศเพิ่มอีก 5,000 แห่ง เมื่อรวมกับของเดิมที่มีอยู่จะเป็น 10,000 แห่งทั่วประเทศ และจะเพิ่มรถขนส่งพัสดุอีกราว 30% จากเดิมที่มีรถขนส่งพัสดุประเภทต่างๆ ที่วิ่งอยู่ทั่วประเทศกว่า 15,000 คัน

“เราอยากขอบคุณคนไทยทั้งประเทศ ที่ให้การสนับสนุน และไว้วางใจในบริการของ แฟลช เอ็กซ์เพรส บริษัทขนส่งของคนไทย ตลอด 2 ปีที่เราดำเนินธุรกิจ เราให้คำมั่นสัญญากับลูกค้ามาโดยตลอด ทั้งในส่วนการรักษามาตรฐานบริการที่ดี และความมุ่งมั่นด้านพัฒนาบริการให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จะสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ในทุกสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเป้าหมายใหญ่ของเราในครึ่งปีหลัง เราตั้งใจจะเป็นผู้ให้บริการขนส่งที่เข้ามาสนับสนุนพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์เพื่อให้พวกเขาสามารถลดต้นทุน และทำกำไรได้มากขึ้น รวมถึงการพัฒนา Platform และระบบการใช้งานในฟังก์ชั่นต่างๆ ที่สามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมของลูกค้าคนไทยได้อย่างครอบคลุมในระยะยาวต่อไป” นายคมสันต์ กล่าว

ล่าสุดเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้า บริษัทฯ จึงได้ออกแคมเปญ “แฟลชเปย์ เฮคุ้ม ลดสูงสุด 50%ตลอดเดือนสิงหาคม” โดยลดราคาค่าบริการในการจัดส่งพัสดุลง 50% ทุกวันจันทร์-วันเสาร์ ตลอดเดือนสิงหาคม (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด) ซึ่งความพิเศษของแคมเปญนี้คือลูกค้าจะสามารถใช้บริการได้ทุกช่องทาง ทั้ง ผ่านแอปพลิเคชัน Flash Express ,ศูนย์บริการแฟลช เอ็กซ์เพรส ,ศูนย์บริการ แฟลช โฮม ทั่วประเทศ โดยสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Flash Express ได้ที่ app store และ play store หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center | +66 02 168 2111 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 20.00 น.FaceBook Fanpage: Flash Express หรือทางอีเมลล์: allcs@flashexpress.com

นายคมสันต์ กล่าวเสริมอีกว่า ภาพรวมตลาดขนส่งในครึ่งปีหลังการแข่งขันเรื่องราคา และคุณภาพการให้บริการน่าจะเป็น 2 ปัจจัยที่ต้องโฟกัส รวมไปถึงเรื่องความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้าก็น่าจะเป็นสิ่งที่เข้มข้นมากเช่นกัน แฟลช เอ็กซ์เพรส จึงเตรียมตอบรับความท้าทายของตลาดนี้ด้วยการมุ่งลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมไปถึงการลงทุนในด้านบุคลากร เพื่อให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งวางแผนทำในส่วน Same day และ Next day ให้ครอบคลุมครบ Nation wide ต่อไป

สำหรับ แฟลช เอ็กซ์เพรส นับเป็นผู้เล่นที่ติด Top 3 ในตลาดขนส่ง โดยใช้ระยะเวลาไม่ถึง 2 ปีทั้งยังเป็นขนส่งเอกชนที่มีเจ้าของเป็นคนสัญชาติไทย และเป็นผู้ให้บริการเจ้าแรกที่ริเริ่มคอนเซ็ปต์“เข้ารับฟรีถึงที่ตั้งแต่ชิ้นแรก และเปิดให้บริการ 365 วัน” ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นจุดขายของคู่แข่งอีกหลายเจ้าในตลาดเช่นกัน

]]>
“จุฬาลงกรณ์ฯ”ย้ำจุดยืนคุณภาพต้องมาก่อน!! เล็งเจาะลึก TRANSPORT รับ EEC! https://www.trjournalnews.com/21107 Wed, 05 Aug 2020 15:10:24 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=21107     “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ถือว่าเป็นมหาวิทย […]]]>

 

 

“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก มีมาตรฐานและคุณภาพทางวิชาการเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ทั้งการผลิตบัณฑิต ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการ ไม่เพียงแค่นี้ “จุฬาฯ” ยังมี ความพร้อมในทุกด้านๆ รวมทั้งการบูรณาการ การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

จากสถานการณ์ โควิด 19 เป็นตัวชี้วัดเป็นอย่างดีว่า “จุฬาฯ” มีความพร้อมกับการรับมือด้วยเทคโนโลยีการเรียน การสอนที่ทันสมัย ด้วยความพร้อมเรื่องการพัฒนาระบบเทคโนโลยีต่างๆ เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินก็สามารถนำมาใช้ได้ทันที โดยไม่กระทบต่อการเรียนการสอนแต่อย่างใด

“จุฬาฯ มีเครื่องมือเครื่องใช้ มีระบบที่สามารถเลือกใช้ได้ในการติดต่อกับนิสิต ส่งผ่านระบบ Cloud Computing เป็นดิจิทัล 100% และเรามีช่องทางการสอนกว่า 1 ช่องทางให้อาจารย์เลือกสอนตามความเหมาะสมที่แต่ละรูปแบบมีการให้การสนับสนุนนิสิต ด้านโปรแกรมต่างๆ ที่ช่วยสนับสนุนเรื่องการเรียน ซึ่งเราลงทุนทุกเรื่องทั้งระบบดิจิทัล ซอฟแวร์ และฮาร์ดแวร์ ดังนั้น สถานการณ์โควิด 19 ที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบต่อการเรียนการสอนเลย ส่วนหลังจากเปิดเทอมในการเรียนการสอนก็จะมีการทบทวนอีกครั้ง เรื่องจำนวนที่นั่ง ที่ไม่ให้แน่นจนเกินไป แต่สำหรับจุฬาฯ คงไม่ได้มีปัญหาเพราะจำนวนนิสิตแต่ละคณะไม่ได้มาก เมื่อเทียบกับพื้นที่การเรียนของมหาวิทยาลัย เนื่องจากเราเน้นที่คุณภาพ ไม่ได้เน้นปริมาณ”

ศาสตราจารย์ ดร.กมลชนกสุทธิวาทนฤพุฒิ ที่ปรึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต/ดุษฎีบัณฑิต สาขาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวถึง ความพร้อมของจุฬาฯ ในการรองรับสถานการณ์ดังกล่าวกรณีของ โควิด 19 ที่กระทบไปทั้งโลก เกิดการสะดุดของห่วงโซ่อุปทาน เรื่องนี้ ศาสตราจารย์ ดร.กมลชนก สะท้อน ความคิดเห็นว่า โควิด 19 ถือว่าเป็นบทเรียนที่จะทำให้ประเทศต่างๆ ต้องเตรียมความพร้อมอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีผลกระทบต่อแวดวงโลจิสติกส์ ดังนั้นเรื่องที่ต้องตระหนักต่อไปคือ Fully Digitization และ Deglobalization คือการทวนกระแสโลกาภิวัตน์ ประเทศต่างๆ จะหันมาพึ่งพาโซ่อุปทานในประเทศตนเองเพิ่มขึ้นอีก และกระจายความเสี่ยงด้านการผลิตและขายสินค้าโดยไม่พึ่งพาแต่ประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น เพราะเห็นผลกระทบชัดเจนจากขั้นตอนการผลิตหรือตลาดขายสินค้าเมื่อยามที่ต้องปิดตัวลง ซึ่งเป็นผลจากมาตรการต่างๆ อาทิ การปิดเมืองหรือประเทศ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด เป็นต้น

เช่นเดียวกับประเทศไทยต้องการปรับตัวหลายเรื่อง โดยเฉพาะการผลิตและใช้สินค้าในประเทศมากขึ้น ส่งเสริมการขนส่งที่มีราคา ถูกลง ฉะนั้นเราต้องเป็น Domestic Production หรือไม่ก็พึ่งพากันเองในประเทศใกล้เคียง ซึ่งเรื่องนี้ทั่วโลกได้เรียนรู้เหมือนกันทั้งหมด ว่าต้องเพิ่มบทบาทในการพึ่งตัวเองมากขึ้น

นอกจากนี้การต้องเตรียมพร้อมด้านบุคลากร ถือว่าเป็นฟันเฟื่องสำคัญของประเทศ หากหล่าวถึงหลักสูตรด้านโลจิสติกส์ และโซ่อุปทาน จุฬาฯ ถือว่ามหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของไทยที่เปิดหลักสูตรนี้ ซึ่งมีทั้ง 3 ระดับ คือ ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต/ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ ด้านโลจิสติกส์ (สหสาขาวิชา) ให้รายละเอียดต่อเรื่องนี้ว่า การเปิดการสอนด้านโลจิสติกส์ทั้ง 3 ระดับจะเน้นคุณภาพของผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้สอนสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง อย่างเช่น ระดับปริญญาตรี จะสังกัดอยู่ในคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มีนิสิตประมาณ 20 คน นิสิตที่จบปริญญาตรีในหลักสูตรนี้ส่วนใหญ่จะนิยมศึกษาต่อในระดับปริญญาโท โดยเป้าหมายของคณะคือการสร้างให้นิสิตเป็นผู้บริหาร ขององค์กร ฉะนั้นตอนเรียนก็ไม่ได้เน้นสหกิจศึกษามากนัก เหมือนกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ แน่นอนว่า จุดแข็งและเป้าหมายของแต่ละที่ ย่อมแตกต่างกัน ซึ่งเราจะเน้นเรื่องการบริหารและกลยุทธ์เป็นสำคัญ

ในส่วนของระดับระดับปริญญาโท สังกัดบัณฑิตวิทยาลัย แต่ละรุ่นจะรับนิสิตไม่เกิน 50 คน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง ซึ่งรุ่น 1 ถึงรุ่น 4 รับแค่ 25 คน ตั้งแต่รุ่นที่ 5 เป็นต้นมาได้มีการขยายจำนวนเป็น 50 คน ตามความต้องการ ของอุตสาหกรรม สำหรับรุ่นนี้มีประมาณ 63 คน ซึ่งปีนี้มีความพิเศษ ให้รับนิสิตมาทดลองเรียนก่อน เนื่องจากสถานการณ์โควิด 19 ทำให้การสอบวัดผลต่างๆ ต้องยกเลิกหรือชะลอการสอบ เมื่อผ่านเกณฑ์ครบตามที่หลักสูตรฯ กำหนดจึงเป็นนิสิตเต็มเวลา ซึ่งคุณสมบัติของนิสิตระดับปริญญาโท ต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์การทำงาน เข้ามาศึกษาต่อเพื่อต่อยอดด้านหน้าที่การทำงาน

สำหรับระดับปริญญาเอก ถือว่าเป็นหลักสูตรแรกของประเทศ ที่เป็นหลักสูตรนานาชาติ แต่ละปีจะรับจำนวนนิสิตได้ 5 คนส่วนมากคนที่มาเรียนจะเป็นอาจารย์ มาเรียนเพื่อไปสอนต่อ ซึ่งสอดคล้อง กับวัตถุประสงค์ของคณะที่ต้องการสร้างบุคลากรด้านการศึกษา การที่รับได้จำนวนแค่นี้เพราะต้องยอมรับว่าการสร้างคนให้เป็น นักวิจัยที่ดีเป็นเรื่องที่ยากมาก ต้องใช้บุคลกรในการสอนและการดูแลหลายคน

อย่างไรก็ตามเพื่อให้สอดรับการกับเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ผนวกกับการเปิดโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ของรัฐบาลการปรับเปลี่ยนหลักสูตรเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม จึงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อเรื่องนี้ ศาสตราจารย์ ดร.กมลชนก กล่าวว่า โครงการอีอีซีย่อมสร้างความท้าทายต่อบุคลากรด้านโลจิสติกส์เป็นอย่างมาก การผลิตบุคลากรเพื่อรองรับโครงการดังกล่าว จึงเป็นเรื่อง ที่แต่ละสถาบันการศึกษาย่อมให้ความสำคัญ เช่นเดียวกับจุฬาฯ ซึ่งในอนาคตอันใกล้อาจจะมุ่งเน้นวิชาเกี่ยวกับการขนส่งในระดับปริญญาโท ที่จะลงลึกให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Multimodal Transport ซึ่งถือว่าเรามีความพร้อม และที่ต้องการเน้นเรื่องการขนส่งเพราะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางด้านนี้ โดยเฉพาะโครงการอีอีซี ที่รัฐบาลได้พัฒนาทั้งในเรื่องของสนามบินท่าเรือ รถไฟความเร็วสูง มีถนนเกิดขึ้นมากมาย ถือว่าเป็น การกระจายสินค้า หลัก ทั้งทางอากาศ ทางเรือ และทางรางจะเห็นภาพของ Multimodal Transport ที่ชัดเจน ซึ่งต้อง ถามตัวเองว่าเรามีความพร้อมหรือยังที่จะให้บริการตรงนี้ เข้าใจภาพนี้แค่ไหนเรื่องไหนที่ยังไม่เติมเต็ม กฎหมายด้านไหนที่ยังเป็นจุดอ่อน

“เรื่อง Multimodal Transport เคยพูดกันนานแล้วแต่ยังไม่เห็นภาพ ที่ชัดเจน เพราะนั้นคือการขาดความเข้าใจและขาดการเชื่อมโยงที่แท้จริง ซึ่ง Multimodal Transport ของไทยจะแตกต่างกับต่างประเทศที่ยังคงมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงและมีความซับซ้อนในการปฏิบัติ ซึ่งประเทศที่ประสบความสำเร็จเรื่อง Multimodal Transport คือประเทศใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นแคนาดา สหรัฐฯ ออสเตรเลียและอินเดีย เป็นต้น ในอนาคตเรามีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม ถ้าทำ ความเข้าใจเรื่องจุดอ่อนต่างๆ คาดว่าเรื่องนี้ไทย ก็ต้องทำได้ดังนั้น จุฬาฯ จึงต้องการเข้ามาเติมเต็มเรื่องนี้ในด้านการผลิตบุคคลากรมา สนับสนุน”

]]>
“นิด้า” ปรับเนื้อหาเข้มข้น เสริมแกร่งไอที!!สร้างนักวิเคราะห์ตัวจริงรับลูก”สมาร์ทโลจิสติกส์” https://www.trjournalnews.com/20992 Mon, 03 Aug 2020 17:40:14 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=20992 ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการทำธุรกิจ การปรับตัวร […]]]>

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการทำธุรกิจ การปรับตัวรับกระแสความเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ องค์กรไหนที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีถือว่าเป็นแต้มต่อในการดำเนินธุรกิจ เช่นเดียวกับธุรกิจโลจิสติกส์ ที่ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีมีบทบาทไม่แพ้ธุรกิจอื่น

การสร้างความเชี่ยวชาญของบุคลากร เพื่อรองรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี จึงเป็นบทบาทสำคัญของสถาบันการศึกษา เช่นเดียวกับหลักสูตรการจัดการโลจิสติกส์ คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ที่เล็งเห็นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงได้ปรับรายวิชาใหม่ทางด้านเทคโนโลยี ให้สอดคล้องกับจุดยืนของสถาบันที่ต้องการผลิตบุคลากร ด้านโลจิสติกส์ที่มีความเชี่ยวชาญและแม่นยำ ด้านวิเคราะห์

               รองศาสตราจารย์ ดร.กาญจ์นภา อมรัชกุล อาจารย์ประจำหลักสูตรการจัดการโลจิสติกส์ คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยว่า ทางสาขาได้มีการปรับเปลี่ยนหลักสูตร ให้มีเนื้อหาทันสมัยขึ้น จึงได้มีการปรับ 2 วิชาใหม่ เพื่อปรับให้เข้ากับอุตสาหกรรม 4.0 คือ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับโซ่อุปทานดิจิทัล ปรับเพื่อให้เหมาะกับการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) เป็นข้อมูลที่มีความรวดเร็ว เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันและวิชา สมาร์ทโลจิสติกส์ จะเน้นการทำระบบอัตโนมัติที่นำมาใช้กับคลังสินค้า ซึ่งมีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น

ซึ่งจุดเด่นของสาขาการจัดการโลจิสติกส์ของนิด้า คือ เรื่องของสถิติ การวิเคราะห์ และในปัจจุบัน เป็นเรื่องของการจัดการข้อมูลจะมีความสำคัญมากขึ้น เราพยายามนำเหตุผลที่เลือกเรื่องของโลจิสติกส์ การวิเคราะห์ เพราะคนที่ทำงานทางด้านวิเคราะห์ ในธุรกิจโลจิสติกส์นั้นมีจำนวนน้อย ซึ่งการที่นักศึกษาเรียนเรื่องของสถิติด้านโลจิสติกส์นั้นจะสามารถเข้าไปช่วยเติมเต็มความรู้ ความเข้าใจของนักศึกษา จะช่วยให้การบริหารงานได้รวดเร็วและ คิด วิเคราะห์ ได้ดีขึ้น

              ผศ.ดร.สราวุธ จันทร์สุวรรณ รองคณบดี ฝ่ายบริหาร และอาจารย์ประจำหลักสูตรการจัดการโลจิสติกส์คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปดูงานต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ถือว่ามีเทคโนโลยีล้ำสมัยกว่าไทยค่อนข้างมาก เนื่องจากสิงคโปร์มีข้อจำกัดของพื้นที่ในเมือง ทำให้จำเป็นต้องใช้พื้นที่แนวตั้งร่วมกับการใช้ระบบอัตโนมัติและ การจัดการข้อมูลคลังสินค้า ช่วยในการเคลื่อนย้ายสินค้าออกชั้นวางได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง ดังนั้นการจัดการ คลังสินค้า จึงมีมิติเพิ่มขึ้นในแนวตั้ง แนวสูง ซึ่งต้องมีระบบการจัดเก็บ และ เรียกคืนวัสดุอัตโนมัติ (AS/RS) มีการขยับ ไปมาซึ่งสามารถบริหารจัดการพื้นที่ ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด รวมทั้ง ในอนาคตจะมีเรื่องของ 5G เข้ามา เพราะฉะนั้นหลักสูตรจึงต้องทำการปรับเปลี่ยนไปให้เข้ากับยุคสมัย จากเดิม ที่มีคลังสินค้าธรรมดา ก็จะเป็นคลังสินค้าอัจฉริยะ (Smart warehouse) ก็จะมีการนำเทคโนโลยีมาช่วย

นอกจากนี้ ยังมีวิชาเลือก ซึ่งได้มีการปรับเพิ่มเติมอยู่บ้าง โดยปรับให้ทันสมัยมากขึ้น เข้ากับเทคโนโลยี 4.0 และมีข้อมูลเชิงพื้นที่ ซึ่งจะมีการผสมผสาน เพราะมีการ นำดาต้ามาใช้มากขึ้น โดยเรามีวิชาให้เลือกหลากหลาย โดยสามารถเลือกได้ 3 วิชาเพื่อช่วยให้การจัดการด้าน โลจิสติกส์ดีขึ้น

ในส่วนของวิชาหลัก มี 4 วิชาได้แก่ 1.การ-จัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Management) 2.สมาร์โลจิสติกส์ (Smart Logistics) 3.การจัดการขนส่งและเครือข่ายการกระจายสินค้า (Transportation and Distribution Network Management 4.การหาค่าที่เหมาะที่สุดของโซ่อุปทาน (Supply Chain Optimization) แม้ว่าเทคโนโลยีจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไป มากน้อยแค่ไหน แต่เรื่องของพื้นฐานยังคงมีอยู่ แนวคิดต้องเป็นแนวคิดเดิมแต่เอาเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาช่วย ซึ่งเป้าหมายของหลักสูตรนี้ คือต้องการให้นักศึกษาที่จบจากนิด้าเป็นนักวิเคราะห์ ด้านโลจิสติกส์ สามารถวิเคราะห์ วางแผนในการจัดการโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนได้

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการสนับสนุนการเรียน การสอน และให้นั กศึกษาได้สัมผัสกับบรรยากาศจริง ในปี 2564 นิด้าจะสร้างห้องแล็ปด้านโลจิสติกส์ เพื่อให้นักศึกษาได้รู้ถึงกระบวนการจริง เห็นภาพที่มีความชัดเจนขึ้น เพราะอย่างน้อยเขาจำเป็นที่จะต้องรู้ว่างานด้านโลจิสติกส์จากของจริงมีกระบวนการอะไรได้บ้าง เช่น โดรน หรือแล็ปที่ขึ้น-ลงอัตโนมัติ เป็นห้องปฎิบัติการ ซึ่งเหมือนกับเรื่องของสมาร์ทโลจิสติกส์ จะได้เห็นการเคลื่อนย้ายโดยอัตโนมัติ ใช้คนน้อยลง แต่จะมีการใช้เทคโนโลยีที่มากขึ้น ทั้งนี้ เป็นไปตามเทรนด์ของโลจิสติกส์ ที่จะเข้าไปสู่รูปแบบการเป็น สมาร์ทโลจิสติกส์

ไม่เพียงแค่นี้ในปี พ.ศ.2564 ทางคณะ ได้เตรียมเปิดหลักสูตร โลจิสติกส์ระดับปริญญาเอก โดยต่อยอดจากระดับปริญญาโท ซึ่งเน้นโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์เหมือนเดิมแต่อยากให้มีความพิเศษ และมีความสอดคล้องกับการสร้างบุคคลากรด้าน โลจิสติกส์อย่างแท้จริง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับเนื้อหาเล็กน้อย

              อ.ดร.อัครนันท์ พงศธรวิวัฒน์ อาจารย์ประจำหลักสูตรการจัดการโลจิสติกส์ คณะ สถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า 2 วิชาที่เปิดใหม่มีความสำคัญคือ ปัจจุบันโลจิสติกส์มีการปรับเปลี่ยนที่รวดเร็ว และตัวระบบ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี ได้ก้าวเข้ามามีความสำคัญที่จะบริหารระบบโลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ออกแบบ ในวิชาจะได้รู้จักองค์ความรู้ทางด้านไอที มันจะ เข้ามาบูรณาการในศาสตร์โลจิสติกส์ส่วนไหน ได้บ้าง

โดย Keyword หนึ่งที่สำคัญ คือ การที่ เราจะทำการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ (Real time) ซึ่งข้อมูล (Data) จะก้าวเข้ามามีความสำคัญ มากขึ้น ดังนั้น หลักสูตรใหม่ ได้ทำการออกแบบ นอกจากนักศึกษาจะทราบเรื่องของอินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี ในการติดตาม tracking และ tracing ข้อมูลกระบวนการทางธุรกิจแล้ว และยังต้องรู้จัก ในการประยุกต์ใช้ “ระบบข้อมูลสารสนเทศและเทคโนโลยี” การวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ

“การบูรณาการองค์ความรู้ด้านไอที และเทคโนโลยีการจัดการคลังสินค้าที่เหมาะสม ประกอบกับทักษะในการวิเคราะห์ข้อมูล เช่นข้อมูล IOT และเซนเซอร์ต่างๆตลอดจนทักษะการเขียนโปรแกรม จะเปลี่ยนโลจิสติกส์ให้เป็น Smart Logistics ในปัจจุบันได้อย่างแท้จริง ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานลงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ทางหลักสูตรจึงได้มุ่งมั่นที่จะผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพเพื่อรองรับสมาร์ทโลจิสติกส์ในอนาคต”

]]>
“FPT” พัฒนาคลังสินค้าอัจฉริยะแห่งแรกให้“FNDT” https://www.trjournalnews.com/20157 Thu, 02 Jul 2020 05:42:44 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=20157 บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน […]]]>

บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “FPT” ผู้นำการให้บริการแพลตฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรของประเทศไทย ประกาศก้าวสำคัญของ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ FPT ที่ได้เริ่มก่อสร้างโครงการศูนย์กระจายสินค้าระบบจัดเก็บสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) เต็มรูปแบบแห่งแรกของ บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ “FNDT” ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภายใต้ความร่วมมือนี้ FPT ได้ใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของบริษัทฯ ในการให้บริการโซลูชั่นครบวงจรแก่ FNDT สำหรับการพัฒนาคลังสินค้าระบบออโตเมชั่นเต็มรูปแบบตามมาตรฐานระดับสากล ซึ่งระบบจัดเก็บสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) คิดเป็นมูลค่า 416 ล้านบาท จะช่วยตอบสนองต่อความต้องการใช้งานเฉพาะด้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่คลังสินค้าและการปฏิบัติงานได้อย่างสูงสุด

ศูนย์กระจายสินค้าระบบ ASRS ของ FNDT ตั้งอยู่ในโครงการเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โลจิสติกส์ เซ็นเตอร์ จังหวัดอยุธยา ซึ่งเป็นหนึ่งในทำเลยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ของ FPT มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 20,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 25 ไร่ อาคารแห่งนี้จะมีความสูงถึง 40 เมตร และสามารถรองรับน้ำหนักได้มากถึง 11 ตันต่อตารางเมตร เมื่อพัฒนาแล้วเสร็จอาคารแห่งนี้จะเป็นศูนย์กระจายสินค้าระดับภูมิภาคของ FNDT โดยมีแบรนด์ยอดนิยม อาทิ นมข้นทีพอท, นมข้นคาร์เนชัน, นมแมกโนเลีย พลัส กิงโกะ ยูเอชที, นมตราหมี สเตอริไลส์, นมตราหมีโกลด์, และ นมปรุงแต่งอัดเม็ดแมกโนเลีย มิลค์กี้ส์ ทั้งนี้ FPT มีกำหนดการส่งมอบอาคารในไตรมาสที่ 2 ของปี 2564 เพื่อรองรับการดำเนินงานในปัจจุบันและการเติบโตทางธุรกิจของFNDT ในระดับภูมิภาคต่อไปในอนาคต

นายโสภณ ราชรักษา ผู้อำนวยการใหญ่ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย เปิดเผยว่า “บริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกับ เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) ในการพัฒนาโครงการแฟลกชิพแห่งนี้ ด้วยแนวคิดของ FPT ที่ยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer-Centric) จึงทำให้บริษัทฯ สามารถส่งมอบโซลูชั่นครบวงจรเพื่อตอบสนองการใช้งานของ FNDT ได้อย่างครบถ้วน ศูนย์กระจายสินค้าระบบจัดเก็บสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) แห่งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของ FPT ในการยกระดับมาตรฐานการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมสู่ยุคใหม่ ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและคุณภาพการพัฒนาอาคารที่เป็นเลิศ”

นอกเหนือจากโครงการเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โลจิสติกส์ เซ็นเตอร์ จังหวัดอยุธยา แล้ว FPT ยังมีโครงการโลจิสติกส์เซ็นเตอร์ในพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ โครงการเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โลจิสติกส์ เซ็นเตอร์ วังน้อย 1 และ 2 ซึ่งเป็นทำเลยุทธศาสตร์ของภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ แวดล้อมด้วยนิคมอุตสาหกรรมที่สำคัญหลายแห่ง อีกทั้งตั้งอยู่ใกล้กับทางหลวง และถนนวงแหวนอุตสาหกรรมรอบนอก ที่เชื่อมต่อไปยังภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งส่งเสริมให้การดำเนินงานด้านโลจิสติกส์และการกระจายสินค้ามีประสิทธิภาพสูงสุด

การร่วมมือกับ FNDT เป็นการตอกย้ำความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของบริษัทฯ ในการสร้างพอร์ตฟอลิโอที่แข็งแกร่งให้แก่คลังสินค้าประเภทสร้างตามความต้องการ หรือ Built-to-Suit “FPT วางแผนที่จะพัฒนาโลจิสติกส์เซ็นเตอร์ในทำเลวังน้อย และพื้นที่อื่นในจังหวัด อยุธยา เป็นศูนย์โลจิสติกส์สำหรับกระจายสินค้าไปยังภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เพื่อรองรับดีมานด์ของภาคธุรกิจหลายกลุ่ม ปัจจุบัน FPT ก้าวสู่การเป็นผู้นำการให้บริการแพลตฟอร์ม Built-to-Suit ที่มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการพัฒนาคลังสินค้าของบริษัทฯ ทำให้ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากลูกค้าเสมอมา ถึงแม้ว่าสถานการณ์โควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม แต่บริษัทฯ ยังคงมั่นใจว่าในปีงบประมาณ 2563 FPT จะสามารถสร้างการเติบโตของธุรกิจพัฒนาคลังสินค้าแบบ Built-to-Suit จำนวน 120,000 – 150,000 ตารางเมตร ตามเป้าหมายที่เคยกล่าวไว้ได้อย่างสำเร็จ” นายโสภณ กล่าวเสริม

นายสุชิต ริ้วจรูญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าว “จากความร่วมมือในครั้งนี้ เรามั่นใจว่า FPT จะพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าแห่งภูมิภาคที่มีความโดดเด่นและเหนือระดับในด้านของนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย ซึ่งจะช่วยให้บริษัทก้าวสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน ด้วยความสามารถในการบริหารจัดการคลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าได้ตามเป้าหมาย”

]]>
ไปรษณีย์ไทย เผยช่วงคนไทยหยุดอยู่บ้านยอดพัสดุต่อวันโต 60% https://www.trjournalnews.com/19801 Tue, 23 Jun 2020 06:25:45 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=19801 บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ขอบคุณพลังน้ำใจคนไทยที่ร่วมกับ […]]]>

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ขอบคุณพลังน้ำใจคนไทยที่ร่วมกับไปรษณีย์ไทยในโครงการ “ส่งความห่วงใย ส่งให้ สู้ภัย COVID-19” ส่งต่ออุปกรณ์ทางการแพทย์กว่า ล้านกิโลกรัม ถึงปลายทางโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เผยในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ยังส่งผลให้ปริมาณสิ่งของผ่านระบบขนส่งโลจิสติกส์เพิ่มสูง กว่า 60% จากปริมาณงานปกติต่อวัน ผลพวงจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและมาร์เก็ตเพลสในโลกออนไลน์

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในช่วงที่ผ่านมา ไปรษณีย์ไทย ในฐานะหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มุ่งเป็นองค์กรหลักในด้านการสื่อสารและขนส่งเพื่อขับเคลื่อนสังคมให้เดินหน้าต่อได้ในภาวะวิกฤติ พร้อมดำเนินโครงการ “ส่งความห่วงใย  ส่งให้ สู้ภัย COVID-19” จัดส่งหน้ากากอนามัย หน้ากากอนามัยชนิด N95 ชุด PPE และอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็น

สำหรับบุคลากรทางแพทย์ จากประชาชน และหน่วยงานต่างๆ  ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 มีปริมาณธารน้ำใจจากคนไทยร่วมกันส่งหน้ากากอนามัย อุปกรณ์ทางการแพทย์ไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศ และสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิต ให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งไปรษณีย์ไทยจัดส่งตรงถึงทุกแห่งโดยไม่มีค่าใช้จ่าย รวมกว่า 2 ล้านกิโลกรัม

นอกจากนี้ ในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่ภาครัฐได้มีมาตรการอยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ เว้นระยะห่างทางสังคม การปิดห้างสรรพสินค้า และร้านค้าเป็นการชั่วคราว ยังส่งผลให้เกิดการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมาก ทำให้การส่งสิ่งของผ่านระบบขนส่งโลจิสติกส์เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ไปรษณีย์ไทยในฐานะหน่วยงานด้านการสื่อสารและขนส่งของชาติ มีการให้บริการรับฝากส่งสิ่งของเข้าสู่เส้นทางไปรษณีย์เพิ่มขึ้นกว่า 60% จากปริมาณงานปกติต่อวัน ซึ่งยอดส่งพัสดุสิ่งของของคนไทยที่เพิ่มขึ้นนี้ ส่วนใหญ่เป็นผลพวงมาจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและมาร์เก็ตเพลสในโลกออนไลน์

“ไปรษณีย์ไทยขอขอบคุณคนไทยที่ให้ความเชื่อมั่นและเลือกใช้บริการไปรษณีย์ไทย โดยเราได้พัฒนาและยกระดับบริการให้ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ ทั้งกลุ่มอีคอมเมิร์ซ หรือร้านค้าที่ได้รับผลกระทบและเปลี่ยนผ่านจากออฟไลน์สู่ออนไลน์ และผู้ที่เปลี่ยนมาซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการให้บริการเพื่อสังคม เป็นบริการพื้นฐานเคียงคู่คนไทย และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านเครือข่ายไปรษณีย์ไทย ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจหลังภาวะวิกฤติผ่านพ้นไป” นายก่อกิจ กล่าวทิ้งท้าย

]]>
“นอสตร้า” ชู NOSTRA GeoData เจาะ 3 กลุ่มธุรกิจ!! https://www.trjournalnews.com/19755 Mon, 22 Jun 2020 05:18:16 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=19755 NOSTRA ผู้ให้บริการข้อมูลแผนที่ดิจิทัล และโซลูชันด้าน I […]]]>


NOSTRA ผู้ให้บริการข้อมูลแผนที่ดิจิทัล และโซลูชันด้าน IoT โดย บริษัท โกลบเทค จำกัด เผยมูลค่าตลาด Data Analytics ในประเทศไทยเติบโตเฉลี่ย 18.3% ต่อปี ชี้ภาคธุรกิจต้องมี “ดาต้า” ตัวแปรสำคัญของความสำเร็จในโลกยุคใหม่ ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล แก้เกมธุรกิจ ล่าสุดพัฒนา NOSTRA GeoData ชุดข้อมูลภูมิศาสตร์พร้อมใช้งาน ให้ข้อมูลตำแหน่งที่หลากหลายและแม่นยำ จากการเก็บ Location Data กว่า 2.2 ล้านตำแหน่ง นำเสนอข้อมูลในรูปแบบของแผนที่เชิงตำแหน่ง และข้อมูลทางสถิติศาสตร์ (Statistics) หนุน 3 ธุรกิจ อสังหาฯ ค้าปลีก และลิสซิ่ง-สินเชื่อ วิเคราะห์จุดยุทธศาสตร์หาทำเลศักยภาพ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ตรงเป้าหมายมากขึ้น สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในยุคความปรกติใหม่ (New normal) เปิดสถิติธุรกิจที่นำ Location Data ไปใช้และเกิดประโยชน์มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ ขนส่งนำทาง หน่วยงานภาครัฐ ค้าปลีก การเงิน และอสังหาฯ

นายวิชัย แสงหิรัญวัฒนา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โกลบเทค จำกัด เปิดเผยรายงานของ ฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน คาดการณ์มูลค่าตลาด Data Analytics ในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 2.8 หมื่นล้านบาทในปี 2561 เป็น 9.2 หมื่นล้านบาทในปี 2568 โตเฉลี่ย 18.3% ต่อปี ซึ่งเชื่อว่า “ดาต้า” หรือข้อมูลต่าง ๆ จะเป็นตัวแก้เกมให้ธุรกิจพลิกฟื้นกลับมาเป็นปรกติได้ดีที่สุด โดยข้อมูลธุรกิจต่าง ๆ ที่หน่วยงานเก็บรวบรวมไว้ หากเสริมด้วยข้อมูลปัจจัยภายนอก จะให้ผลลัพธ์เป็นประโยชน์ในการวางแผนธุรกิจได้มากกว่าหลายเท่าตัว จากแนวโน้มการเติบโตดังกล่าว บริษัทฯ ได้พัฒนา NOSTRA GeoData ชุดข้อมูลภูมิศาสตร์เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่ให้มีศักยภาพ ด้วยการระบุพิกัดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์อย่างแม่นยำ สำหรับช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในยุคความปรกติใหม่ (New normal) ด้วยการบริหารต้นทุนธุรกิจที่คุ้มค่าและมีประสิทธิผลสูงสุด

“จากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลภาคธุรกิจหยุดชะงัก หลังจากมาตรการคลายล็อกดาวน์เฟส 4 หลายธุรกิจเร่งเครื่องฟื้นธุรกิจเข้าสู่สภาวะปรกติ NOSTRA GeoData ชุดข้อมูลภูมิศาสตร์จึงพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นตัวช่วยหนุนธุรกิจฟื้นตัวในการวางกลยุทธ์ด้านทำเลที่ตั้ง สามารถระบุพิกัดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ได้อย่างแม่นยำ จากการเก็บ Location Data ในชั้นข้อมูลกว่า 2.2 ล้าน ตำแหน่ง และอัปเดตข้อมูลตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยธุรกิจวางแผนและขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก โดยข้อมูลจาก NOSTRA GeoData จะวิเคราะห์เจาะลึกหาพื้นที่ศักยภาพในการทำธุรกิจ ที่ไม่ใช่แค่ทำเลที่ตั้ง แต่รวมถึงค้นหากลุ่มเป้าหมายในการทำการตลาด การวิเคราะห์ทำเลที่ตั้งของคู่แข่งขัน ปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อการ

คาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ และความสำเร็จในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ ด้วยการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ร่วมกับซอฟต์แวร์ประมวลผล Business Intelligence ต่าง ๆ นำผลลัพธ์ไปประกอบการวางแผนเชิงพื้นที่ในการกำหนดกลยุทธ์ขององค์กร เพิ่มมิติในการวิเคราะห์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด” นายวิชัยกล่าว

นายวิชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า NOSTRA GeoData ชุดข้อมูลภูมิศาสตร์สามารถแบ่งประเภทของข้อมูลได้เป็น 4 รูปแบบ คือข้อมูลเชิงตำแหน่ง (Point) เช่น ตำแหน่งของสถานที่สำคัญต่าง ๆ ปัจจุบันมีมากกว่า 2.2 ล้านตำแหน่งในประเทศไทย สามารถแบ่งกลุ่มตามประเภทของสถานที่ได้มากกว่า 48 กลุ่ม เพื่อความสะดวกในการนำไปต่อยอด เช่น สถานที่ราชการ บริษัท ห้างสรรพสินค้า สถาบันการเงิน สถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น ข้อมูลเชิงเส้น (Line) เช่น ถนน เส้นทางระบบขนส่งมวลชน เส้นทางรถไฟ รถไฟฟ้า และรถไฟฟ้าใต้ดิน ข้อมูลเชิงพื้นที่ (Polygon) เช่น ขอบเขตการปกครองในระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล ขอบเขตเทศบาล ขอบเขตแหล่งน้ำ ขอบเขตของตำแหน่งสถานที่สำคัญต่าง ๆ เช่น สถานที่ราชการ ท่าอากาศยาน สวนสาธารณะ เป็นต้น รวมไปถึงข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน (ผังเมือง) และข้อมูลทางสถิติศาสตร์ (Statistics) ข้อมูลที่เป็นตัวเลข เช่น ข้อมูลประชากรศาสตร์ระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล ได้แก่ ข้อมูลจำนวนประชากร ข้อมูลจำนวนครัวเรือน ข้อมูลประชากรจำแนกรายอายุ ข้อมูลรายได้และรายจ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือน

ทั้งนี้ 3 ธุรกิจ หลักที่อยากแนะนำ NOSTRA GeoData ชุดข้อมูลภูมิศาสตร์ไปใช้เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจคือ

1. อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) ที่นอกเหนือจากการใช้ดาต้าและข้อมูลโลเคชันคอนเท้นต์ ในการช่วยวิเคราะห์เพื่อหาพื้นที่ที่มีศักยภาพขยายโครงการ วิเคราะห์หาจุดยุทธศาสตร์ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ หลังสถานการณ์วิกฤต เข้าสู่ยุคความปรกติใหม่ ข้อมูลโลเคชันคอนเท้นต์ยังช่วยในการวิเคราะห์หาจุดยุทธศาสตร์เพื่อขายห้องที่หลุดจอง หลุดดาวน์ หรือค้างสต๊อกในย่านที่มีกลุ่มเป้าหมาย เป็นการเพิ่มโอกาสในการทำการตลาดให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น

2. ลิสซิ่ง-สินเชื่อ (Leasing) ในภาวะที่ผู้คนลำบาก รายได้ลด รายจ่ายยังเท่าเดิม ธุรกิจสินเชื่อรถจักรยานยนต์และธุรกิจบริษัทสินเชื่อส่วนบุคคลจัดเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตสวนกระแส อาจเป็นโอกาสในการขยายพาร์ทเนอร์ธุรกิจ หรือขยายสาขาบริการเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ โดยการวิเคราะห์รอบด้านเพื่อให้มีโอกาสเติบโตจริง จากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์แฟคเตอร์ปัจจัยความสำเร็จต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลโลเคชันคอนเท้นต์ ช่วยวิเคราะห์และช่วยตัดสินใจในการขยายสาขาไปยังทำเลที่ถูกต้องได้ภายในเวลาอันรวดเร็วได้บนพื้นฐานข้อมูล

3. ค้าปลีก (Retails) สามารถนำการวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์การตั้งสาขาที่เหมาะสม หรือการปรับใช้ในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพ ลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ในการช้อปปิ้งและบริการการขายที่ไม่ติดขัดเนื่องจากมีสินค้าพร้อมส่งเพื่อให้บริการตามความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ โดยไม่เกิดการ Stock ของที่ไม่มี Demand จนเกิดความเสียหาย

อย่างไรก็ตามจากสถิติข้อมูลพบว่า ธุรกิจที่ได้นำข้อมูลเชิงพื้นที่ไปใช้ประโยชน์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจขนส่ง/การนำทาง หน่วยงานภาครัฐ ธุรกิจค้าปลีก(รีเทล) ธุรกิจการเงิน และอสังหาริมทรัพย์ และแม้ว่า Data Analytics จะมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี แต่ในประเทศไทยยังพบว่าบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ยังคงขาดแคลน บริษัทจึงมีบริการ Geospatial Data Analytics เพื่อช่วยธุรกิจตั้งแต่ขนาดเล็ก อย่าง สตาร์ทอัพหรือเอสเอ็มอี และรัฐวิสาหกิจวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ ร่วมกับข้อมูลเชิงพื้นที่ โดยมีทีม Data Scientists ที่มีประสบการณ์ในงานด้านการวิเคราะห์และข้อมูลโลเคชันคอนเท้นต์จากนอสตร้าแมพ ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด ในด้านการอธิบายปัญหา หาสาเหตุ วิเคราะห์เชื่อมโยงเพื่อทำนายหาความเป็นไปได้ถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา และวิเคราะห์หาข้อแนะนำ เพื่อหาแนวทางการรับมือกับอนาคตในแต่ละ Scenarios ได้อย่างเหมาะสม

สำหรับองค์กรที่สนใจ NOSTRA GeoData ชุดข้อมูลภูมิศาสตร์ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.nostramap.com

]]>
‘NOSTRA LOGISTICS ePOD’ แอปฯใหม่บนมือถือติดตามขนส่งแบบเรียลไทม์! https://www.trjournalnews.com/19244 Fri, 29 May 2020 00:26:03 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=19244 นอสตร้า โลจิสติกส์ เดินเกมรุกส่งแอปพลิเคชัน NOSTRA LOGI […]]]>

นอสตร้า โลจิสติกส์ เดินเกมรุกส่งแอปพลิเคชัน NOSTRA LOGISTICS ePOD ติดตามการขนส่งบนสมาร์ทโฟนเรียลไทม์ ปิดงานขนส่งได้ครบจบในแอปฯเดียว ช่วยวางแผนธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ให้ทำงานได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการติดตามสินค้าได้กว่า 60% มุ่งแก้ Pain Point สร้างโอกาสใหม่ให้ตลาดเทคโนโลยีโลจิสติกส์ หลังพบโควิด-19 ดันขนส่งและอีคอมเมิร์ซ เติบโต 35% พุ่ง 6.6 หมื่นล้านบาท เฉพาะเดือนเมษายนที่ผ่านมามียอดใช้บริการจัดส่งสินค้าเพิ่มขึ้น 5-10 เท่า จากวิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้ผู้บริโภคคุ้นเคยกับการซื้อสินค้าออนไลน์ขยายออกไปในวงกว้างและกลายเป็น New normal ของผู้บริโภค

นางวรินทร สีสุขดี ผู้อำนวยการส่วนผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ บริษัท จีไอเอส จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัว NOSTRA LOGISTICS ePOD หรือ “Electronic Proof of Delivery” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับติดตามการขนส่งและกระจายสินค้าด้วย GPS Tracking on Mobile โดยติดตั้งแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนก็สามารถเข้าถึงข้อมูลการติดตามได้ทุกจุดส่งสินค้า พร้อมสนับสนุนธุรกิจเข้าสู่ระบบออนไลน์ในยุคอีคอมเมิร์ซ เป็นโซลูชันที่เหมาะที่สุดในการแก้ปัญหาการติดตามงานขนส่งให้แก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ที่ไม่ต้องการการลงทุนเงินจำนวนมาก แต่สามารถติดตามการขนส่งสินค้าได้ง่าย ๆ ด้วยสมาร์ทโฟนซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มี จีพีเอสอยู่ในตัว ผู้ประกอบการหรือผู้บริหารงานขนส่งสามารถเปิดใช้ระบบ NOSTRA LOGICTICS สำหรับการจัดการและควบคุมแผนการขนส่ง โดยมีฟังก์ชันที่ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดออเดอร์งานทั้งหมดของพนักงานขนส่งแต่ละคน พร้อมส่งพิกัดและเส้นทางขับรถในแต่ละจุดหมายปลายทาง การให้พนักงานเช็คอินและอัปเดตสถานะการขนส่งในแต่ละจุดหมาย และการปิดงานขนส่งด้วยรูปถ่าย ลายเซ็นต์ หรือ QR Code สามารถติดตามและตรวจสอบสถานะการขนส่งสินค้าได้แบบเรียลไทม์ โดยทราบตำแหน่งพิกัดการขนส่งงาน คำนวณเวลาที่น่าจะถึงปลายทาง ข้อมูลสรุปสถานะการขนส่ง ทำรายงานสรุปข้อมูลต่าง ๆ และพิเศษด้วยความสามารถในการดูข้อมูลประวัติการขนส่งย้อนหลัง รวมถึงผู้คุมงานขนส่งจะเห็นระดับแบตเตอรี่โทรศัพท์ของผู้ส่งสินค้าได้อีกด้วย ซึ่งทำได้มากกว่า POD ทั่วไป ด้วยจุดเด่นที่ช่วยลดต้นทุนการติดตามสินค้าได้กว่า 60%

ทั้งนี้ NOSTRA LOGISTICS ePOD พัฒนาขึ้นเพื่อมุ่งแก้ Pain Point ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ และสร้างโอกาสใหม่ให้ตลาดเทคโนโลยีโลจิสติกส์ สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจและผู้ให้บริการด้านการขนส่งขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ติดตามการขนส่งสินค้าแบบเรียลไทม์เพื่อให้ถึงปลายทางได้อย่างถูกต้องและทันตามเวลาที่กำหนด สามารถควบคุมและติดตามสถานการณ์การขนส่งได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ต้องการจ่ายเงินลงทุนสูงในยุคที่ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เชื้อไวรัสโคโรนาหรือ โควิด-19 แพร่ระบาด แม้การระบาดจะลดลง หรือมีวัคซีนรักษาโรคแล้ว เชื่อว่าพฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านออนไลน์จะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“วิเคราะห์จากสถานการณ์ตลาดระยะนี้ โดยข้อมูลของ SCB EIC เดือนมกราคม 2563 ได้ประเมินมูลค่าธุรกิจขนส่งพัสดุทั้งตลาดอยู่ที่ 6.6 หมื่นล้านบาท เติบโต 35% จากปีก่อน และจำนวนขนส่งพัสดุไม่ต่ำกว่า 4 ล้านชิ้นต่อวัน ควบคู่ไปกับการเติบโตของอีคอมเมิร์ซที่ 17% เฉพาะเดือนเมษายนที่ผ่านมามียอดใช้บริการจัดส่งสินค้าเพิ่มขึ้น 5-10 เท่า ชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจด้านขนส่งภายในประเทศได้รับผลบวกจากวิกฤตโควิด-19 เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมผู้บริโภคและการปรับตัวของธุรกิจ โดยการซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวจากช่องทางหน้าร้านออฟไลน์สู่ร้านค้าออนไลน์ ส่งผลให้ผู้บริโภคคุ้นเคยกับการซื้อสินค้าออนไลน์ขยายออกไปในวงกว้างและกลายเป็น New normal ของผู้โภค ทำให้การขนส่งสินค้าสำหรับตลาดออนไลน์เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว จากความต้องการบริการขนส่งและโลจิสติกส์ที่เพิ่มในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ธุรกิจกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับปัญหาการจัดการการขนส่งที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ปัญหาแรงงานที่มีน้อยกว่าปริมาณงานที่เพิ่มมากขึ้น รถขนส่งสินค้าไม่เพียงพอ และส่งไม่ทันเวลา เนื่องจากมีพัสดุที่ต้องขนส่งปริมาณมาก” นางวรินทร กล่าว

  • NOSTRA LOGISTICS ePOD เป็นเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยให้ภาคธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ สามารถบริหารจัดการการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ปริมาณการส่งสินค้าจะเพิ่มขึ้นในปริมาณมาก ควบคู่ไปกับการลดต้นทุน ด้วยความยืดหยุ่นในการเลือกสลับรถหรือสมาร์ทโฟนที่ต้องการติดตามสถานะงานขนส่งได้ โดยผู้ใช้บริการสามารถเลือกรถหรือสมาร์ทโฟนที่จะติดตามในแต่ละวันได้เองบนระบบ NOSTRA LOGISTICS ในจำนวนสูงสุดตามจำนวนสิทธิ์การใช้งานหรือ License ที่ซื้อ เช่น มีรถจำนวน 20 คัน แต่ใช้งานสลับกันวันละ 10 คัน ก็ซื้อสิทธิ์ 10 Licenses และเลือกรถที่จะใช้งานจากรายการรถของลูกค้าในระบบ ทำให้สะดวกในการใช้งานและประหยัดเงินลงทุนในระบบติดตามการขนส่งไปได้อย่างมาก โดยนอกจากการมีฟังก์ชันการใช้งานที่ครบถ้วนซึ่งช่วยให้งานจัดส่งเสร็จสมบูรณ์แล้ว หากผู้ประกอบการต้องการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมเพื่อให้สนับสนุนกระบวนการทำงานที่แตกต่างกันโดยเฉพาะเจาะจง ก็สามารถแจ้งความต้องการเพิ่มเติมนี้ได้ ผู้ประกอบการที่สนใจ NOSTRA LOGISTICS ePOD สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nostralogistics.com หรือติดต่อ ฝ่ายบริการลูกค้า โทร. 02-116-4478
]]>
“FPT”ดันรายได้เพิ่มกว่า 10.43 % เตรียมรับมือตลาดชะลอตัว https://www.trjournalnews.com/18953 Fri, 15 May 2020 03:08:39 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=18953 FPT รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2563 มีรายไ […]]]>

FPT รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2563 มีรายได้รวมทั้งสิ้น 5,090 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 10.43 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยรายได้ประจำเติบโตร้อยละ 1.85 และกำไรจากการรับรู้รายการพิเศษการขายที่ดินและหน่วยทรัสต์ FTREIT กว่า 414 ล้านบาท ส่งผลให้ผลประกอบการโดยรวมปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

นายโสภณ ราชรักษา ผู้อำนวยการใหญ่ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย  เปิดเผยว่า “ผลประกอบการไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2563 บริษัทฯมีรายได้รวม 5,090 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.43 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลงเล็กน้อยที่ร้อยละ 7.60 หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว  จากผลกระทบการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาและเศรษฐกิจในประเทศ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่ดีในไตรมาสนี้ โดยมีกำไรสุทธิรวมสูงถึง 851 ล้านบาท เติบโตกว่าร้อยละ 9.42 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากรายการบันทึกกำไรขายที่ดินและเงินลงทุนมูลค่า 414 ล้านบาท ควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารลงได้ร้อยละ 6.75”

ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท FPT เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้มีมติอนุมัติให้ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ ตามสัดส่วนการถือหุ้น (Right Offering) จำนวนทั้งสิ้นไม่เกินร้อยละ 15 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ที่ราคาต่อหุ้น 10.60 บาท โดยนายโสภณชี้แจงว่า “บริษัทวางแผนนำเงินเพิ่มทุนที่ได้รับไปใช้ในการลงทุนโครงการต่าง ๆ และเสริมความพร้อมสำหรับโอกาสการลงทุนต่อไป” สำหรับระยะเวลาการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนกำหนดไว้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2563

กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรม  รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ 2563 มีรายได้จำนวน 443 ล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานไตรมาสก่อนหน้า และช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้ว โดยมีการรับรู้รายได้จากการขายหน่วยทรัสต์ FTREIT และการขายที่ดินในพื้นที่อีอีซีให้กับกลุ่มไมเดีย ซึ่งเป็นบริษัทผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าสัญชาติจีนชั้นนำระดับโลก ทั้งนี้บริษัทฯ มียอดพื้นที่เช่าใหม่สะสม 52,000 ตารางเมตร ณ เดือนมีนาคม 2563 ชะลอตัวจากสัญญาเช่าระยะสั้นที่หมดอายุ และข้อจำกัดการทำการตลาดภายใต้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมจากสถานการณ์โควิด-19 อย่างไรก็ตาม บริษัทฯประเมินผลกระทบต่อลูกค้าหลัก ซึ่งเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิคส์คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32 ของผู้เช่ายังอยู่ในวงจำกัด สำหรับภาพรวมไตรมาสนี้ FPT สามารถรักษาอัตราพื้นที่เช่าได้ที่ร้อยละ 80 โดยพื้นที่โรงงานมีอัตราเช่าเพิ่มสูงถึงร้อยละ 76 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี โดยเพิ่มจากอัตราเช่าร้อยละ 73 ของช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้ว ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิคส์อัจฉริยะ ยาและเวชภัณฑ์ พลาสติก โลหะและเครื่องจักร ยังมีความต้องการเช่าพื้นที่เพื่อการอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย บันทึกรายได้ในไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ 2563 จำนวน 3,557 ล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา แต่ลดลงในอัตราร้อยละ 19.08 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ตามสภาวะการชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV และมาตรการล็อคดาวน์จากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า  โดยโกลเด้นแลนด์มียอดพรีเซลล์โครงการมูลค่า 7,398 ล้านบาท ณ เดือนมีนาคม 2563 จากโครงการที่ดำเนินงานอยู่ทั้งสิ้น 61 โครงการ และมีแบ็คล็อครอการโอน 2,875 ล้านบาท ทั้งนี้ โกลเด้นแลนด์ได้ชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าจะเดินหน้ากิจกรรมด้านการขายและการตลาดภายหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย

กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์  มีรายได้เติบโตอยู่ที่ 248 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.08  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากการเพิ่มอัตราค่าเช่าอาคารสำนักงานเกรด A ของสินทรัพย์ศักยภาพทำเลใจกลางเมือง ทั้งนี้ สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลต่อกลุ่มธุรกิจพื้นที่เช่ารีเทลในอาคารสามย่านมิตรทาวน์ ซึ่งมีจำนวนคนเดินห้างลดลงตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 กระทั่งภาครัฐได้ออกมาตรการยกระดับการป้องกันโรคระบาด อันนำไปสู่การปิดให้บริการศูนย์การค้าในเดือนเมษายน 2563 เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โกลเด้นแลนด์ได้ดำเนินการมอบความช่วยเหลือให้แก่ผู้เช่าของศูนย์การค้าภายใต้โครงการ “มิตรช่วยมิตร” ด้วยการยกเว้นและลดค่าเช่าของร้านค้าที่ถูกปิดภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สำหรับธุรกิจโรงแรมนั้น รายได้ลดลงอยู่ที่ 113 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 21.74 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และลดลงร้อยละ 26.32 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากผลกระทบมาตรการห้ามเดินทางของภาครัฐ

“บริษัทฯ ยังคงเฝ้าระวังและติดตามผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ เราได้เตรียมพร้อมมาตรการด้านความปลอดภัยสำหรับลูกค้าและพนักงานของเรา อาทิ การคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิผู้เข้าใช้อาคารสถานที่ทุกโครงการ  การพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคอย่างต่อเนื่อง และการให้บริการแอลกอฮอล์เจลฆ่าเชื้อตามบริเวณต่างๆ ตลอดจนการประกาศใช้นโยบายทำงานจากที่บ้าน ทั้งนี้ บริษัทฯ มั่นใจที่จะสามารถก้าวผ่านอุปสรรคที่เผชิญอยู่ พร้อมขยายศักยภาพเพื่อเปิดรับโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจ ผ่านแพลตฟอร์มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรที่ครอบคลุมสินทรัพย์หลากหลายประเภท” นายโสภณกล่าว

]]>
โฉมใหม่”ไปรษณีย์ไทย”ผนึก”CAT”รับ New Normal! https://www.trjournalnews.com/18872 Tue, 12 May 2020 17:05:14 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=18872 New Normal ความปกติใหม่ที่ต้องปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการดำ […]]]>

New Normal ความปกติใหม่ที่ต้องปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตในรูปแบบใหม่ หรือภาคธุรกิจที่จำเป็นต้องมี New Normal มารองรับ ซึ่งขณะนี้หลายองค์กรก็ได้ปรับสู่ New Normal กันบ้างแล้ว เช่นเดียวกับ”ไปรษณีย์ไทย” ที่เตรียมปรับโฉมบริการงานไปรษณีย์รับ New Normal เช่นกัน

การปรับโฉมครั้งนี้ไปรษณีย์ไทยไม่ได้ฉายเดี่ยว แต่ได้ควงคู่ CAT เจ้าพ่อการสื่อสารร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงศึกษาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระบบขนส่งโลจิสติกส์ยกระดับบริการไปรษณีย์รับความเปลี่ยนแปลงหลังผ่านพ้นการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด(ปณท) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยพันเอก สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ลงนามบันทึกข้อตกลงในรูปแบบ Online ผ่านระบบ CAT Conference ครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายในการร่วมมือศึกษาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ระบบยืนยันความถูกต้องด้วยลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) ระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) รวมถึงพัฒนาระบบโลจิสติกส์ และสร้างการเข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงให้กับประชาชนทั่วไปที่มาใช้บริการที่ไปรษณีย์ไทย

ทั้งนี้ เพื่อให้พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตผู้คนรูปแบบใหม่ หรือ New Normal หลังผ่านพ้นการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตลอดจนพัฒนาระบบการให้บริการในรูปแบบที่หลากหลาย ให้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ผู้ใช้บริการ สำหรับความร่วมมือดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มให้บริการในเร็ว ๆ นี้

]]>