ข่าวเทคโนโลยี – transportjournal newspaper https://www.trjournalnews.com เว็บไซต์ข่าวสารด้านโลจิสติกส์ Thu, 09 Jul 2020 12:29:22 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.4.2 ‘ช้อปปี้’ เผยโควิด-19 หนุนการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลโต https://www.trjournalnews.com/20290 Thu, 09 Jul 2020 12:29:22 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=20290 ช้อปปี้เผยโควิด-19 กระตุ้นการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัล […]]]>

ช้อปปี้เผยโควิด-19 กระตุ้นการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลเติบโต
ส่งผลต่อเนื่องไทยก้าวสู่สังคมไร้เงินสดตอบรับยุคนิวนอร์มัล
กว่า 60% ของผู้ใช้งานที่เลือกชำระด้วยช่องทางดิจิทัลเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่ในขณะเดียวกันพบการเติบโตของผู้ใช้งานในกลุ่มวัย 50 ปีขึ้นไปด้วยเช่นกัน

ช้อปปี้ ผู้นำแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เผยสถิติการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากที่นักช้อปชาวไทยหันมาจับจ่ายออนไลน์ในชีวิตประจำวันมากขึ้นในช่วงโควิด-19 โดยพบว่ามีการเพิ่มขึ้นของการชำระเงินด้วยช่องทางดิจิตัลตั้งแต่ในช่วงเริ่มแรกของสถานการณ์ โดยช่องทางการชำระเงินยอดนิยมได้แก่บัตรเครดิต การโอนเงินผ่านธนาคาร และ AirPay ซึ่งคาดว่าการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลนี้จะยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยจากรายงานของ Boston Consulting Group ระบุว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 และผลกระทบที่สืบเนื่องหลังจากสถานการณ์ดังกล่าว จะส่งผลให้ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หันมาชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น”

อากาธา โซห์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด ช้อปปี้ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ปี 2563 เป็นปีที่เราเห็นการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิต การทำงาน และการช้อปออนไลน์ โดยส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วทั้งภูมิภาคคือการปรับเปลี่ยนเข้าสู่การเป็นสังคมไร้เงินสดอย่างรวดเร็ว สืบเนื่องจากการที่ต้องรักษาระยะห่างทางสังคมกันมากขึ้น เราพบว่าผู้ใช้งานหันมาชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลเพิ่มขึ้น เพราะเป็นช่องทางที่สะดวกสบายและเชื่อถือได้ ในการตอบรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ใช้งานในการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัล ทางภาครัฐฯ เองก็ได้ให้การสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยเช่นกัน โดยจากนี้ไปเรามุ่งมั่นพัฒนาเพื่อมอบทางเลือกการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลที่หลากหลายให้ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้ใช้งาน เช่น การเปิดบริการ AirPay ที่ทำหน้าที่เป็นกระเป๋าสตางค์ออนไลน์ (Mobile Wallet) ให้แก่ผู้ใช้งาน”

ช้อปปี้พบ 3 เทรนด์ของการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลในประเทศไทย ดังนี้

1. ผู้ใช้งานในกล่มสูงอายุเริ่มหันมาชำระเงินด้วยช่องทางดิจิทัลมากขึ้น : 60% ของผู้ใช้งานที่เลือกชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลอยู่ในกลุ่มอายุ 18 – 34 ในขณะเดียวกันมีผู้ใช้งานในกลุ่มสูงอายุเริ่มหันมาชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลสำหรับการช้อปปิ้งออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยมีกลุ่มผู้ใช้ที่อายุมากกว่า 50 ปี ชำระเงินและทำธุรกรรมผ่าน AirPay บนช้อปปี้ เพิ่มขึ้นถึง 30% ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้ใช้กลุ่มสูงอายุจะรู้สึกว่าการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่เทรนด์ที่เกิดขึ้นนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าการใช้ AirPay นั้นง่ายและเป็นที่เชื่อถือของผู้ใช้งาน

2. ผู้ชายนิยมชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลมากกว่าผู้หญิง: ผู้ใช้งานเพศชายนิยมความสะดวกสบายและความปลอดภัยของการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัล โดยในปีที่ผ่านมาอัตราการเติบโตของผู้ที่หันมาชำระเงินด้วยช่องทางดิจิทัลที่เป็นผู้ชายนั้นสูงกว่ากลุ่มที่เป็นผู้หญิงถึง 20%

3. คนชุมชนเมืองนิยมการชำระเงินด้วยช่องทางดิจิทัล: โดยพบว่าในจังหวัด กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ มีอัตราผู้ใช้งานที่ชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลมากที่สุด เนื่องจากลักษณะโครงสร้างของจังหวัดที่มีความเป็นชุมชนเมืองและมีโครงสร้างด้านไอทีที่มีการพัฒนาทำให้การเชื่อมต่ออินเตอร์เนตมีประสิทธิภาพสูง รวมไปถึงการเข้าถึงอุปกรณ์สมาร์ทโฟนของคนในเมือง จึงทำให้การชำระเงินด้วยช่องทางดิจิทัลของกลุ่มคนในเมืองมีอัตราที่สูงกว่า

ช้อปปี้ให้ความสำคัญกับการตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน จึงได้เชื่อมระบบ Mobile Wallet กับทาง AirPay เพื่อให้ผู้ใช้สามารถช้อปออนไลน์และชำระเงินได้อย่างสะดวกสบาย นอกจาก AirPay จะใช้งานง่ายแล้ว ยังมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้แก่ผู้ใช้งานอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบาย การใช้งานที่ต่อเนื่อง ความปลอดภัย และความคุ้มค่า

ใช้ง่าย เติมเงินสะดวก: ผู้ใช้สามารถเติมเงินใน AirPay ได้ง่ายๆ ผ่านหลากหลายช่องทาง อาทิ บัตรเดบิต/เครดิต โอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มหรือช่องทางออนไลน์ของธนาคาร และร้านสะดวกซื้อ โดยผู้ใช้สามารถใช้ AirPay สำหรับการชำระเงินออนไลน์ เติมเงิน โอนเงิน และถอนเงินได้อย่างสะดวกสบาย

ช้อปสะดวก จ่ายสบาย: นอกจากจะสามารถใช้ AirPay ชำระเงินออนไลน์ได้แล้วยังสามารถใช้จ่ายเงินในช่องทางออฟไลน์ได้ที่ร้านค้าพันธมิตรมากกว่าพันแห่ง ทำให้ผู้ใช้สามารถจับจ่ายได้อย่างสะดวกสบาย

ปลอดภัย มั่นใจได้: AirPay มีมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุด พร้อมทีมงานลูกค้าสัมพันธ์ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน ในขั้นตอนการลงทะเบียนด้วยระบบอัตโนมัติ คุ้มค่ายิ่งกว่าด้วยโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับ AirPay : ให้ผู้ใช้ AirPay ได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษทั้งออนไลน์ (ในแอพ) และออฟไลน์ (ร้านค้าภายนอก) อาทิ:

● ของขวัญต้อนรับผู้ใช้รายใหม่ มูลค่ากว่า 400 บาท
● รับเงินค่าธรรมเนียมคืน เมื่อชำระบิลสาธารณูปโภคผ่าน AirPay
● โปรโมชั่นรับเงินคืน :
○ รับเงินคืน 100% สำหรับการใช้จ่ายบน Google Play ครั้งแรกเมื่อชำระผ่าน AirPay
○ Scan & Pay เพื่อรับช้อปปี้คอยน์: สแกนคิวอาร์โค้ดและชำระเงินผ่าน AirPay Wallet บนช้อปปี้ หรือ AirPay เพื่อรับช้อปปี้คอยน์คืนสูงสุด 50%
○ Scan & Pay สำหรับชำระเงินปลายทาง : ผู้ใช้สามารถสแกนและชำระเงินผ่าน AirPay wallet สำหรับสินค้าชำระเงินปลายทางของบริการจาก Shopee Express พร้อมรับช้อปปี้คอยน์คืน มูลค่าสูงสุด 30%

● โปรโมชั่นพิเศษจากร้านค้าพันธมิตร เช่น แม็คโดนัลด์ สเวนเซนส์ แดรี่ควีน เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ซิซซ์เล่อร์ เบอร์เกอร์คิง และอื่น ๆ อีกมากมาย

“ด้วยความนิยมของผู้ใช้งานที่หันมาใช้บริการช้อปปี้เพื่อตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันมากขึ้น เราจึงมุ่งมั่นในการใช้ศักยภาพของเราเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคปรับตัวเข้ากับยุคนิวนอร์มัล และมอบความสะดวกสบายในการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลที่ครบวงจรและปลอดภัยอย่างบริการของ AirPay”
อากาธา โซห์ กล่าวปิดท้าย

ดาวน์โหลดแอพพลิเคชันช้อปปี้และแอร์เพย์ได้ฟรีจาก App Store หรือ Google Play Store

]]>
‘เอสทีฯ’เจ๋ง!คว้ารางวัลการออกแบบระดับไฮเปอร์สเกล https://www.trjournalnews.com/19834 Wed, 24 Jun 2020 05:19:11 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=19834 เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) ผู้น […]]]>

เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) ผู้นำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ ประกาศความสำเร็จในการเป็นดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรองรับมาตรฐานด้านการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ในระดับ TIA-942 Certification Rated-3 และ Uptime Institute Tier III Certification ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก จากองค์กร The Telecommunications Industry Association (TIA) และ Uptime Institute ตามลำดับ ทั้งนี้ มาตรฐาน TIA-942 ให้การรับรองครอบคลุมด้านโครงสร้างพื้นฐานของระบบโทรคมนาคม และการดำเนินงานสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดดาวน์ไทม์ อาทิ การดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับทำเลที่ตั้ง โครงสร้างสถาปัตยกรรม โครงสร้างพื้นฐานของตัวอาคาร ระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ ระบบป้องกันอัคคีภัย และระบบความปลอดภัยทางกายภาพ เป็นต้น

สำหรับมาตรฐานการรับรองของ Uptime Institute ในระดับ Tier III เป็นการประเมินและรับรองดาต้าเซ็นเตอร์ที่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในระหว่างการบำรุงรักษาหรือเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์

ความสำเร็จในการได้รับมาตรฐานระดับโลกทั้งสองนี้ เป็นการรับรองว่าดาต้าเซ็นเตอร์แคมปัสระดับไฮเปอร์สเกลที่มีระบบเชื่อมต่ออย่างเป็นกลางแห่งแรกในกรุงเทพฯ ของเอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ ภายใต้ชื่อโครงการ STT Bangkok 1 แห่งนี้ จะสามารถให้บริการได้อย่างปลอดภัยและมีเสถียรภาพสูงอย่างต่อเนื่อง โดยมีความเสี่ยงของระบบในระดับน้อยที่สุด ทำให้ไม่ส่งผลรบกวนใดๆต่อการทำงานของดาต้าเซ็นเตอร์ การได้รับมาตรฐานด้านความเป็นเลิศในการดำเนินงานและด้านระบบที่มีความแข็งแกร่งเช่นนี้จะดึงดูดลูกค้าให้มาใช้บริการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์และองค์กรในระดับสากลที่ต้องการใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีความปลอดภัย และสามารถเพิ่มพื้นที่ใช้งานเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจได้ทันที

นายศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การได้รับการรับรองจากทั้งสองมาตรฐานนี้ เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ของบริษัทฯ เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยด้วยการกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับการออกแบบ การก่อสร้าง และการดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์ นอกจากนี้ เรายังเห็นดีมานด์ในระดับประเทศและภูมิภาคที่ต้องการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลที่มีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่นในการให้บริการ และรองรับการขยายธุรกิจ ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นด้านดิจิทัลตามนโยบายเศรษฐกิจ 4.0 และ การปฏิรูปสู่ระบบดิจิทัลของภาคธุรกิจในปัจจุบัน ในฐานะผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) มุ่งมั่นในการดำเนินงานที่เป็นเลิศและทุ่มเทในการให้บริการแก่ลูกค้า เพื่ออำนวยความสะดวกอย่างครบวงจร ตลอดจนสร้างความไว้วางใจให้แก่ลูกค้าของเรา”
เฟสแรกของดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลนี้ มีขนาดพื้นที่รวม 30,000 ตารางเมตร ด้วยขีดความสามารถในการให้บริการ 20 เมกะวัตต์ ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในต้นปี 2564 โดยหลังจากที่แคมปัสแห่งนี้เสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดแล้วจะมีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 60,000 ตารางเมตร พร้อมทั้งขีดความสามารถในการให้บริการที่สูงขึ้นรวมเป็น 40 เมกะวัตต์ ดาต้าเซ็นเตอร์แคมปัสแห่งนี้ตั้งอยู่ที่หัวหมาก ซึ่งเป็นหนึ่งในทำเลธุรกิจที่สำคัญของกรุงเทพฯ ทำให้สามารถรับรองการให้บริการเชื่อมต่อที่เป็นกลางสำหรับทุกองค์กร พร้อมทั้งการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ใช้งานบนแพลทฟอร์มของลูกค้า

]]>
คณะแพทย์ มช. ผนึก สกสว. ต่อยอด ‘บล็อกเชนเพื่อการแพทย์’ https://www.trjournalnews.com/19279 Sun, 31 May 2020 06:28:38 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=19279 คณะแพทยศาสตร์ มช. ผนึก สกสว. ยกระดับสู่การพัฒนาด้านบริก […]]]>

คณะแพทยศาสตร์ มช. ผนึก สกสว. ยกระดับสู่การพัฒนาด้านบริการใช้เทคโนโลยี “บล็อกเชน” พัฒนาระบบต้นแบบทางสุขภาพและการแพทย์ นำร่อง รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ก่อนขยายสู่ รพ.เครือข่าย เพื่อประโยชน์แก่ผู้ป่วย หนุนรัฐบาลเร่งสนับสนุนใช้งานระบบให้ รพ.ทั่วภาคเหนือ และทั่วประเทศโดยเร็ว

ศ.เชี่ยวชาญพิเศษ นพ.บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เปิดเผยว่า ระบบบล็อกเชน (Blockchain) ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ในวงการแพทย์ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีหลายระบบที่นำมาใช้ในวงการแพทย์ก็ตาม ซึ่งระบบใหม่นี้สอดคล้องกับการเร่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ยุคเทคโนโลยีไทยแลนด์ 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล ประการสำคัญ จ.เชียงใหม่ได้รับการจัดให้เป็นเมืองอัจฉริยะ(Smart city) จึงต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านต่างๆ ประกอบกับเทคโนโลยี “บล็อกเชน” เพื่อวงการแพทย์ยังไม่มีแพร่หลายจึงน่าจะเป็นโอกาสดีที่จะนำมาให้บริการเพื่อผู้ป่วยจะได้รับความสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้นหากแพทย์ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว

สำหรับระบบต้นแบบ “บล็อกเชน” ผ่าน Thai Cleft Link Program ของ “ศูนย์แก้ไขความพิการบริเวณใบหน้า และศีรษะ” มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU Craniofacial Center) โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ และเครือข่ายโรงพยาบาล เป็นโครงการ “การศึกษาเครื่องมือและกระบวนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ การสนับสนุนภายใต้แผนงานการพัฒนาภูมิภาคและจังหวัด 4.0 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.)” วัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการศึกษาเครื่องมือและกระบวนการในการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองอัจฉริยะ

ในส่วนของตัวอย่างการใช้งาน “บล็อกเชน” ในสมาร์ทซิตี้ เช่น การใช้ฟังก์ชั่นความโปร่งใสของระบบ E-Voting ฟังก์ชั่นการตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับ ซึ่งนำมาใช้ในระบบซัพพลายเชนฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมด้วยฟังก์ชั่นการตรวจสอบบุคคลที่ 3 ในระบบการทำสัญญาแบบ Smart Contract ด้วยระบบ automated ระหว่างหลายฝ่ายที่มีเงื่อนไขตรงตามที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

ขณะที่ ระบบทางด้านสุขภาพและการแพทย์ “บล็อกเชน” สามารถช่วยในการแชร์ข้อมูลของโรงพยาบาลเครือข่าย รวมถึงการใช้งานการติดตามข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ป่วยซึ่งเป็นฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อข้อมูลข้ามแพลตฟอร์มฟังก์ชันการรักษาความปลอดภัยของความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

สำหรับผลดีนั้น ถ้ามีระบบล็อกเชนเข้ามาร่วมใช้งานผ่าน Thai Cleft Link Program ของ “ศูนย์แก้ไขความพิการบริเวณใบหน้า และศีรษะ” มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะทำให้วงการแพทย์มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปด้วย ส่วนผลดีต่อผู้ป่วยนั้นจะช่วยร่นระยะเวลาการมาพบแพทย์ ประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งต่อจากนี้ไปจะสามารถขยายเครือข่ายผ่านระบบบล็อกเชนไปสู่วงกว้างมากขึ้น มีประโยชน์สามารถจัดเก็บข้อมูลอย่างดีด้วยระบบบล็อกเชนนั่นเอง แต่เนื่องจากช่วงนี้ยังเป็นการทดลองมีอุปสรรคอยู่บ้างเล็กน้อย จึงเร่งยกระดับเพื่อให้สามารถขยายสู่โรงพยาบาลเครือข่ายเพื่อมอบสิ่งที่ดีด้านสุขภาพพร้อมดูแลความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วยทุกคน

ในด้านการต่อยอดโครงการต่อไปนั้น จะใช้เป็นโมเดลต้นแบบของการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้งานในระบบการแพทย์ หากทำสำเร็จก็จะสามารถต่อยอดไปสู่โรคอื่นๆ ผลดีคือเกิดความร่วมมือของโรงพยาบาลเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ผลการรักษาผู้ป่วยดีขึ้น รวดเร็วขึ้น ประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่าย สามารถติดตามผลการรักษาได้ทันที

“ขณะนี้เริ่มมีการวางระบบไว้และทำให้เกิดผลจริงบางส่วนแล้ว อีกทั้งยังคิดว่าจะลิ้งค์ประสานงานได้จากแหล่งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ ส่วนในระยะยาวคิดว่าจะมีส่วนช่วยส่งเสริมด้านการรักษาและการวิจัยในภาพรวมได้ เนื่องจากมีข้อมูลที่มีความสำคัญ ขณะนี้พร้อมนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้งานในโรงพยาบาล พร้อมส่งเสริมและผลักดันให้ขยายผลใช้ประโยชน์ด้านการแพทย์สาขาอื่นๆ ต่อไปด้วย หากมีความพร้อมเต็มที่แล้วจะขยายสู่โรงพยาบาลอื่นๆ ในเครือข่ายำทั่วภาคเหนือและทั่วประเทศต่อไป”

ผศ.นพ.กฤษณ์ ขวัญเงิน รองคณบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเสริมว่า การนำบล็อกเชนมาใช้ในด้านการแพทย์สามารถแก้ไขปัญหาด้านการใช้ข้อมูลร่วมกันได้ โดยมี ประเด็นหลักของการพัฒนาที่จะนำไปขยายเครือข่ายสู่โรงพยาบาลอื่นๆได้ด้วยนั้น คือ การรักษาชั้นความลับของข้อมูลผู้ป่วย เนื่องจากปี 2564 จะมีกฎหมายเรื่องการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มงวดประกาศใช้ชัดเจน ดังนั้นถ้าบล็อกเชนสามารถรักษาชั้นความลับของผู้ป่วยได้จริงก็จะเกิดประสิทธิภาพในการใช้งานระบบนี้ ให้บุคลากรทางการแพทย์มีความมั่นใจมากขึ้น จึงตัดสินใจนำโครงการดังกล่าวมาแก้ไขปัญหาข้อจำกัดเหล่านี้ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์สุดท้ายต่อผู้ป่วยนั่นเอง

โดยเป็นการมองการณ์ไว้ล่วงหน้า ซึ่งศักยภาพของเทคโนโลยีบล็อกเชนถือว่ามีประสิทธิภาพมากเหมาะสำหรับเอามาใช้เพื่อวงการแพทย์ โดยเลือกนำเอามาใช้งานผ่าน Thai Cleft Link Program ของ “ศูนย์แก้ไขความพิการบริเวณใบหน้า และศีรษะ” มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่จะเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ เฟสแรกทดสอบระบบโดยแยกออกมาจากระบบกลางของโรงพยาบาล หากไม่มีปัญหาในการทดสอบระบบลิ้งค์จะเร่งนำเสนอผู้บริหารของโรงพยาบาลเพื่อนำข้อมูลลิ้งค์กับระบบส่วนกลางของโรงพยาบาลโดยเร็วต่อไป พร้อมกับขยายสู่โรงพยาบาลเครือข่ายทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน

ทางด้านข้อเป็นห่วงว่าจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยและการวินิจฉัยโรคของแพทย์ได้อย่างไรนั้น ผศ.นพ.กฤษณ์ กล่าวว่า จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล ผู้ป่วยโรคอื่นๆ จะได้อานิสงส์ตามไปด้วย ประการสำคัญจะประหยัดเวลาและต้นทุนในการสร้างโปรแกรมเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างแต่ละโรงพยาบาล

“หากบล็อกเชนสามารถปลดล็อคข้อจำกัดในการส่งผ่านข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลได้จะเป็นการพลิกโฉมต่อการพัฒนาเทคโนโลยีให้บริการด้านการแพทย์กับโรงพยาบาลต่างๆ ของไทย แต่ปัจจุบันยังปรากฎว่าไม่มีการยินยอมให้ส่งข้อมูลผ่านต่อกัน หากบล็อกเชนสามารถทำได้ก็จะเป็นการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ประการหนึ่งนั้นพบว่าระบบนี้มีผู้นำไปใช้เกี่ยวกับด้านการเงินมาแล้วพบว่าประสบความสำเร็จด้วยดี”

ขณะที่ ดร.ปิยะนุช ธูปถมพงศ์ หัวหน้าโครงการ “การศึกษาเครื่องมือและกระบวนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ การสนับสนุนภายใต้แผนงานการพัฒนาภูมิภาคและจังหวัด 4.0 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.)” กล่าวว่า เป็นการจัดทำวิจัยต้นแบบเทคโนโลยีบล็อกเชนไปทดลองใช้งานกับโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เน้นเพื่อการจัดเก็บและบริการข้อมูลเกี่ยวกับเวชระเบียนของผู้ป่วยที่มาทำการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า บล็อกเชน จะมีประสิทธิภาพการจัดเก็บข้อมูลที่มีมาตรฐาน แต่หากสามารถลิ้งค์ข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลร่วมกันได้จะเกิดผลดีต่อหลายด้านทั้งต่อผู้ป่วย และการวินิจฉัยโรคเพื่อประสิทธิภาพการรักษาของแพทย์

“ช่วงที่ผ่านมาผู้ป่วยหรือญาติจะต้องถือข้อมูลไปให้แพทย์วินิจฉัยอาการ จึงเกิดความล่าช้าไม่ทันการณ์ ระบบบล็อกเชนจึงเป็นทางเลือกใหม่ในภาคปฏิบัติโดยเป็นความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบต้นแบบด้วยการใช้บล็อกเชนเพื่อการแพทย์ ระหว่างมช.กับ สกสว. ซึ่งหลังจากพัฒนาได้เต็มประสิทธิภาพ ใช้งานได้ดีแล้วจะขยายผลต่อให้สมาคมความพิการปากแหว่ง เพดานโหว่ ใบหน้าและศีรษะ แห่งประเทศไทย นำไปใช้เชื่อมต่อโรงพยาบาลทั่วประเทศ ส่วนในภาคปฏิบัติหากทำเรื่องขออนุมัติผ่านระบบจะดำเนินการลิ้งค์ข้อมูลผู้ป่วยรายนั้นๆให้ถึงมือหมอได้ทันที หากผู้ป่วยรายใดไม่อนุมัติคนอื่นๆ ก็จะไม่สามารถเห็นข้อมูลของผู้ป่วยรายนั้นได้ ซึ่งหลายประเทศมีใช้งานกันแล้ว แต่ในเมืองไทยยังไม่มีการใช้ระบบนี้ในโรงพยาบาล จึงถือเป็นการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้บริหารจัดการข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง”

ทั้งนี้ ในการสำรวจข้อมูลจากผู้ใช้เป้าหมายในเมืองไทย ซึ่งประกอบด้วย Startup และผู้บริหารด้านไอทีที่มีอำนาจตัดสินใจในหน่วยงาน องค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่ในเครือข่ายของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล พบว่าผู้ใช้เป้าหมายมีความรู้เบื้องต้นในเรื่องความสามารถของ Blockchain และทราบถึงแนวทางการนำเอามาใช้งาน หากแต่ยังไม่มีความมั่นใจในการนำมาใช้งานจริง ตลอดจนราคาของการพัฒนาระบบมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญ ดังนั้นเพื่อให้เกิดการพัฒนาการใช้งานด้านเทคโนโลยี Blockchain ในประเทศไทย จึงต้องสร้างการรับรู้ และต้องการทดลองใช้งานเพื่อให้เกิดความเข้าใจ และนำไปสู่การนำเทคโนโลยี Blockchain มาพัฒนาเป็นระบบเพื่อใช้งานได้จริงโดยเร็วต่อไป

]]>
‘หัวเหวย’ ส่งระบบ AI วินิจฉัยโรค ช่วย ‘แอฟริกาใต้’ ฝ่าวิกฤติ ‘โควิด-19 https://www.trjournalnews.com/18262 Mon, 20 Apr 2020 14:42:23 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=18262 “ซินหัว” เผย “หัวเหวย” (Huawei) บริจาคระบบคลาวด์-AI ให้ […]]]>

“ซินหัว” เผย “หัวเหวย” (Huawei) บริจาคระบบคลาวด์-AI ให้ “ประเทศแอฟริกาใต้” เพื่อการวินิจฉัยโรคจำนวน 4 ระบบ พร้อมระบบตรวจจับความร้อน 4 ระบบ หวังช่วยต่อสู้กับการแพร่ระบาด “โควิด-19”

ซเวลี เมไคซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของแอฟริกาใต้ เปิดเผยว่าระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นวิธีการสำคัญในการวินิจฉัย และจะช่วยเหล่าบุคลากรทางการแพทย์ให้วินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อได้อย่างประสบความสำเร็จ

“เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เป็นอีกอาวุธสำคัญในคลังแสงที่ใช้เพื่อต่อสู้กับไวรัสร้ายของเรา นอกจากนี้ ขอขอบคุณหัวเหวยที่แบ่งปันนวัตกรรมให้เรา เราหวังว่าจะได้ศึกษาความสามารถของระบบเหล่านี้ เนื่องจากเรามุ่งยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกในบริการด้านสาธารณสุขของเรา ด้วยเทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ” เมไคซ์ กล่าวขณะรับเงินบริจาคจากสำนักงานใหญ่ของหัวเหวยในเมืองโจฮันเนสเบิร์ก เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2563 ที่ผ่านมา

สำหรับระบบคลาวด์ปัญญาประดิษฐ์ (AI Cloud) ใช้ประโยชน์จาก ‘หัวเหวย คลาวด์’ (Huawei Cloud) ซึ่งถูกสร้างขึ้นในแอฟริกาใต้ จะช่วยให้วินิจฉัยโรคโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ด้วยการวิเคราะห์ผลซีทีสแกน (CT scan) ปอดของผู้ป่วย ขณะที่ ระบบคลาวด์ปัญญาประดิษฐ์นี้ถูกนำไปปรับใช้งานได้อย่างดีในหลายประเทศ เช่น อังกฤษ เม็กซิโก ไทย และจีน นอกจากนั้น หัวเหวยยังบริจาคระบบตรวจจับความร้อนอีก 4 ระบบ ซึ่งสามารถตรวจสอบอุณหภูมิร่างกายในพื้นที่ที่มีผู้คนหนาแน่นสูง ซึ่งเป็นวิธีเบื้องต้นที่สำคัญในการตรวจหาผู้ติดเชื้อ

ด้าน สปอว์น ฟ่าน ประธานกรรมการบริหารของหัวเหวยประจำแอฟริกา กล่าวว่า การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกๆ จะช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส และทำให้อัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อคงที่ การลดระยะเวลาตรวจหาเชื้อจากหลักชั่วโมงมาเป็นนาที ด้วยความแม่นยำถึงร้อยละ 98 ถือเป็นเครื่องมืออันทรงพลังสำหรับการรักษา เฝ้าระวัง และจัดการกับโรคระบาดนี้

“วิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่สำหรับมนุษยชาติในยุคโลกาภิวัฒน์ การระบาดใหญ่ที่เราเผชิญอยู่ในทุกวันนี้ไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่ง เราต้องร่วมมือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในตอนนี้เราไม่สามารถเอาชนะไวรัสร้ายนี้ได้จนกว่าจะทำลายกำแพงด้านทรัพยากร และแบ่งปันความรู้และบทเรียนที่ได้รับมาจากความเจ็บปวด เพื่อจับมือก้าวผ่านความยากลำบากนี้ไปด้วยกัน” ฟ่าน กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2563 ที่ผ่านมา นาเลดี แพนเดอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ได้กล่าวขอบคุณหัวเหวย บริษัทอื่นๆ จากประเทศจีน และรัฐบาลจีน สำหรับการบริจาคและความช่วยเหลือที่มีให้แอฟริกาใต้ในการต่อสู้กับโรคโควิด-19

]]>
‘ดีไฮจีนิค’ ชูเครื่อง ‘Anti-Virus Disinfection’ ระบบ Fogging ปล่อยควันฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาออแกนิครายแรกไทย พร้อมยันเชื้อไวรัสไม่ฟุ้งกระจาย https://www.trjournalnews.com/18219 Fri, 17 Apr 2020 08:52:08 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=18219 “ดีไฮจีนิค” ตอกย้ำนวัตกรรมสุดล้ำ ชูเครื่อง […]]]>

“ดีไฮจีนิค” ตอกย้ำนวัตกรรมสุดล้ำ ชูเครื่อง “Anti-Virus Disinfection” ระบบ Fogging ปล่อยควันฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาออแกนิครายแรกไทย พร้อมโชว์ผลการวิจัยรองรับจาก “Lab Potema” ระดับโลก ยืนยันไม่ฟุ้งกระจาย-ลูกค้ามั่นใจกระแสตอบรับดีเกินคาด

นายภาคิน สุดประเสริฐ รองประธาน บริษัท ดีไฮจีนิค ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า “ดีไฮจีนิค” มีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีระดับสูง นำเข้าจากประเทศเยอรมัน คุณภาพที่ได้รับการยอมรับในอันดับ 1 ของโลก ซึ่งแบรนด์ดีไฮจีนิคดำเนินประกอบธุรกิจ ก้าวสู่ปีที่ 12 มีความเชี่ยวชาญด้านกำจัดไรฝุ่นและบริการฉีดพ่นควันฆ่าเชื้อไวรัสด้วยน้ำยาออแกนิคอันดับ 1 ในประเทศไทย โดยมีจุดเด่นด้านความปลอดภัยที่มีต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม   

สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในปัจจุบันนั้น ทำให้ลูกค้าสนใจบริการที่มีความปลอดภัยสูง ซึ่งเครื่อง Anti-Virus Disinfection เป็นระบบ Fogging การปล่อยควัน โดยจะไม่ทำให้เกิดการกระจายของเชื้อไวรัส แตกต่างจากการใช้เครื่องพ่นด้วยระบบละอองน้ำ

นอกจากนี้เครื่อง Anti-Virus Disinfection จึงตอบโจทย์ด้วยคุณสมบัติการใช้ Organic oil สกัดจากพืชธรรมชาติ รวมถึงระบบปล่อยควันฆ่าเชื้อไวรัสรุนแรงหลายประเภท อาทิ SARS H1N1 โควิด-19 เพื่อเป็นการกำจัด ควบคุม และป้องกัน จนพ้นวิกฤติการแพร่กระจายของเชื้อฯ ในพื้นที่ที่มีระดับการแพร่กระจายของโควิด-19 ที่รุนแรง เช่น ประเทศจีน ประเทศเกาหลีใต้ เป็นต้น

ทั้งนี้ แบรนด์ดีไฮจีนิค ได้มีการค้นพบวิจัยจนได้รับการรับรองจาก Lab Potema ในประเทศเยอรมัน โดยคุณคุณสมบัติของน้ำยาออแกนิค จึงเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในประเทศไทย เฉพาะของแบรนด์ดีไฮจีนิคเท่านั้น โดยแบรนด์จึงกล้าการันตีรับประกันทุกขั้นตอนรวมไปถึงน้ำยาออแกนิค ที่มีความปลอดภัยไร้สารเคมีอย่างแท้จริง สามารถปกป้องและดูแลสุขภาพในระยะเวลายาวกว่า 2-3 เดือน

สำหรับเครื่อง Anti-Virus Disinfection มีความโดดเด่นสามารถกำจัดและเคลือบป้องกันพื้นผิวจากไวรัสโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ลูกค้าได้เล็งเห็นความสำคัญของการปกป้องที่มีประสิทธิภาพต่อชีวิตและสุขภาพ ทั้งนี้ แบรนด์ดีไฮจีนิคจึงได้รับความไว้วางใจตอบรับดีอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มลูกค้าหลากหลาย เช่น โรงภาพยนตร์โรงพยาบาลหลายแห่งร้านอาหารอาคารตึกสำนักงานชั้นนำ รวมไปถึงลูกค้าบ้านพักอาศัย คอนโดมิเนียม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สามารถสอบถามด้านบริการต่างๆ ผ่านสังคมออนไลน์  LINE : dh-thailand  IG : @dhthailand และ www.dh-thailand.com เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 10.00-19.00 น.

]]>
‘อีเอสอาร์ไอ’ เสนอซอฟต์แวร์ ‘ArcGIS’ พร้อมใช้ ฟรี 6 เดือน หนุนรัฐ-เอกชน ติดตาม ‘โควิด-19’ เรียลไทม์ https://www.trjournalnews.com/17957 Sat, 11 Apr 2020 13:00:51 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=17957 “อีเอสอาร์ไอ” สนับสนุนซอฟต์แวร์ “ArcGIS” พร้อมเปิดให้ผู […]]]>

“อีเอสอาร์ไอ” สนับสนุนซอฟต์แวร์ “ArcGIS” พร้อมเปิดให้ผู้ใช้งานเข้าใช้ COVID-19 GIS Hub ฟรี 6 เดือน หนุนหน่วยงานรัฐ-เอกชน รับมือสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 นำเทคโนโลยี GIS มาใช้ให้เกิดประโยชน์-ติดตามแบบเรียลไทม์

นางสาวธนพร ฐิติสวัสดิ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ในกลุ่มบริษัท ซีดีจี เปิดเผยว่า ตั้งแต่ได้มีการประกาศเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาหรือโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยี ArcGIS เข้าสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุข จัดทำระบบติดตามสถานการณ์ไวรัสแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยี GIS มาใช้ให้เกิดประโยชน์ สนับสนุนการทำงานของภาครัฐให้เกิดความรวดเร็ว แม่นยำ รวมถึงช่วยในการเป็นสื่อกลางในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชนผ่านสื่อต่างๆ เพื่อเตรียมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในอนาคต

“การนำซอฟต์แวร์ ArcGIS เข้ามาประยุกต์ใช้ในการติดตามสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 เป็นการสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน โดยระบบจะแสดงผลข้อมูลในรูปแบบ interactive dashboard ที่ใช้งานง่าย ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่และประชาชนในการเข้าถึงข้อมูล ซึ่ง dashboard จะแสดงข้อมูลเป็นภาษาไทย อัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ และเข้าดูได้ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถแสดงข้อมูลสถิติและตำแหน่งในประเทศไทย ประกอบด้วยจำนวนผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การสอบสวน จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อ จำนวนผู้หายเป็นปกติ และจำนวนผู้ที่อาการดีขึ้นและออกจากโรงพยาบาลแล้ว รวมถึงข้อมูลผู้ป่วยติดเชื้อจากทั่วโลก” นางสาวธนพร กล่าว

นางสาวธนพร กล่าวต่ออีกว่า บริษัทฯ ยังได้สนับสนุนลูกค้าทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ในการนำซอฟต์แวร์ ArcGIS ไปพัฒนาเป็นโซลูชันสำหรับฝ่าวิกฤต COVID-19 ครั้งนี้ โดยสามารถเข้าใช้งาน ArcGIS Online สำหรับการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมทั้ง ArcGIS Hub (Basic level) สำหรับการจัดการข้อมูลของหน่วยงาน เป็นระยะเวลา 6 เดือนฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งสามารถลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ COVID-19 ArcGIS Online and Hub ได้ทันที

ขณะเดียวกัน นอกจากให้การสนับสนุนซอฟต์แวร์ บริษัทฯ ยังพร้อมบริการให้คำปรึกษากับผู้ใช้งานซอฟต์แวร์ ArcGIS ในการสร้างแอปพลิเคชันแผนที่ สำหรับใช้ภายในองค์กร เพื่อช่วยบริหารจัดการ รับมือกับสถานการณ์การระบาดที่เกิดขึ้น เช่น การติดตามสุขภาพพนักงาน การเก็บข้อมูลอุณหภูมิของพนักงานที่เฝ้าระวังเป็นรายวัน รายละเอียดหรือสถานะของพนักงานที่ถูกเฝ้าระวังพร้อมตำแหน่งปัจจุบัน โดยผู้ใช้งานที่มี ArcGIS Online สามารถเข้าถึง COVID-19 GIS Hub ที่รวบรวมเทมแพลตตัวอย่างสำหรับการสร้างแผนที่ในรูปแบบต่างๆ พร้อมทั้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากกลุ่มผู้ใช้งาน ArcGIS ทั่วโลก ซึ่งล่าสุดมีหน่วยงานภาครัฐระดับจังหวัด หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ  บริษัทเอกชน และมหาวิทยาลัยให้ความสนใจลงทะเบียนใช้งาน COVID-19 GIS Hub เป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม อีเอสอาร์ไอ เชื่อว่าเทคโนโลยี ArcGIS และเครื่องมือที่บริษัทฯได้พัฒนาขึ้นในครั้งนี้ จะเป็นหนึ่งในตัวช่วยที่จะช่วยเฝ้าระวัง เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ จากจุดเล็กๆ ในส่วนที่แต่ละหน่วยงานจะทำได้อย่างดีที่สุด โดยเริ่มตั้งแต่สังคมใกล้ตัว ภายในบริษัทหรือองค์กร ที่ประชาชนคนไทยทุกคนต้องช่วยกันดูแล เพื่อให้ประเทศไทยผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน สำหรับผู้ใช้งาน ArcGIS ขอรับการสนับสนุน COVID-19 ArcGIS Online and Hub เป็นระยะเวลา 6 เดือนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ที่ https://www.esrith.com/covid19/

]]>
‘สระบุรี’ เปิด ‘App งานดี’ เพิ่มช่องทางหางานออนไลน์-อัพเกรดพัฒนาเมือง https://www.trjournalnews.com/16753 Sat, 14 Mar 2020 09:46:19 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=16753 “สระบุรีพัฒนาเมือง” เปิด “App งานดี” เพิ่มช่องทางหางานอ […]]]>

“สระบุรีพัฒนาเมือง” เปิด “App งานดี” เพิ่มช่องทางหางานออนไลน์ ขยายกลุ่มเป้าหมาย พร้อมสร้างงาน-รายได้คนในพื้นที่ หวังอัพเกรดการพัฒนาเมือง

นายนพดล ธรรมวิวัฒน์ ประธานกรรมการ บริษัทสระบุรีพัฒนาเมือง จำกัด เปิดเผยว่า การจัดทำแอปพลิเคชั่น “App งานดี” เป็นโครงการต่อยอดจากแผนการเดิมที่จัดทำแอปขึ้นมา เพื่อหางานให้ผู้สูงวัยได้รับงานไปทำช่วงว่างงาน ให้มีรายได้เสริมนอกเหนือจากได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ประการสำคัญยังมีส่วนด้านการพัฒนาเมืองอีกทางหนึ่งด้วย

“แอปนี้เป็นการต่อยอดโครงการ เพื่อให้เปิดกว้างกลุ่มเป้าหมายได้ครอบคลุมมากขึ้น ไม่ได้จำกัดอายุเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น เพื่อช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้กับผู้สูงอายุและผู้ที่กำลังมองหางานทั่วไป เน้นประชาชนในพื้นที่สระบุรี แก่งคอย และพื้นที่โดยรอบ ผลลัพธ์ด้านการพัฒนาเมืองจะเป็นการสร้างรายได้ให้ประชาชน สร้างงานให้ประชาชนโดยไม่ต้องออกไปหางานนอกพื้นที่ หางานให้คนและหาคนให้งานได้อย่างตรงตามความต้องการจริงๆ ประการสำคัญภาครัฐสามารถสร้างงานให้สระบุรีได้ตรงตามเป้าหมาย ใช้งบประมาณได้อย่างเต็มประสิทธิภาพนั่นเอง” นายนพดล กล่าว

ด้านนางสาวอรอุษา จึงยิ่งเรืองรุ่ง กรรมการบริหาร บริษัท สระบุรีพัฒนาเมือง จำกัด กล่าวว่า โครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยพัฒนาจำนวน 5 แสนบาท จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) เมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา โดยเป็นโครงการที่ สกสว. ร่วมกับสำนักงานประสานงานและสังเคราะห์โครงการบูรณาการด้านการพัฒนาเมือง นำโดย ดร.ปิยะนุช ธูปถมพงศ์ หัวหน้าโครงการ ภายใต้แผนงานวิจัย TRF Flagship Research Program (TRP) ปี 2562 เรื่องการจัดทำแผนบูรณาการจังหวัด ออกแบบ และพัฒนาเมืองเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด ภายใต้ข้อกำหนดที่ว่าจะต้องเป็นงานการวิจัยในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ด้านการพัฒนาเมือง ซึ่งจังหวัดสระบุรี ถือเป็นเมืองอุตสาหกรรม แต่ประชากรแฝงมีจำนวนมาก

สำหรับแรงบันดาลใจในการพัฒนา App งานดี นั้น มองว่าท้ายที่สุด เรื่องปากท้องของประชาชนมีความสำคัญ หากอยากได้บุคลากรเข้ามาร่วมพัฒนาจังหวัดจะต้องสร้างเรื่องปากท้องของคนในจังหวัดให้เข้มแข็งก่อน มีงานทำ มีรายได้ และเข้มแข็ง หรือมีความมั่นคงทางด้านหน้าที่การงาน จึงอยากให้แอปนี้ เข้าไปมีส่วนช่วยเหลือสังคมช่วยประชาชนทุกเพศทุกวัยให้มีงานทำ เป็นองค์ความรู้ให้ภาคส่วนที่สนใจนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจของจังหวัดสระบุรีโดยต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลต่อกันได้

ทั้งนี้ ปัจจุบันปัญหาที่พบ คือ ธุรกิจระดับเอสเอ็มอีขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากแรงงานจะถูกป้อนเข้าไปให้กับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในพื้นที่มากกว่า อีกทั้งผู้ที่จบการศึกษาก็อยากเข้าไปทำงานในเมือง หรือในกรุงเทพมหานคร จึงมีแนวคิดวิจัยสำรวจเพื่อหาความต้องการด้านแรงงานแม้ว่าจะพบว่ามีหลายหน่วยงานต่างก็ออกมารวบรวมข้อมูลในเรื่องแรงงานมากมาย แต่ไม่มีการทำวิจัยในเรื่อง KPI ไว้ชัดเจนทำให้ข้อมูลที่ได้มาจึงไม่ตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

“นอกจากนั้น ยุคใหม่นี้บริษัทต่างๆ ที่ต้องการแรงงานก็จะประกาศผ่านช่องทางต่างๆได้เอง จึงเป็นช่องโหว่ให้สามารถเข้าหางานได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องหางานผ่านสำนักจัดหางานจังหวัดและหน่วยงานต่างๆ อีกทั้งเมื่อได้สอบถามหน่วยงานต่างๆ จึงพบว่ามีการสำรวจข้อมูล แต่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เบื้องต้นได้มีการแชร์ข้อมูลนักศึกษาทั้ง 9 แห่งในพื้นที่ยังไม่ตรงกับที่ภาครัฐสำรวจข้อมูลไว้ ส่งผลให้รู้ว่าการเปิดสาขาการเรียนไม่สอดคล้องกับบางพื้นที่ ตลอดจนแข่งขันกันเองทั้งๆที่น่าจะเน้นให้เกิดประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดสระบุรี ยกตัวอย่างสระบุรีกำลังจะเป็นศูนย์กลางด้านระบบราง แต่ยังไม่มีการเตรียมบุคลากรรองรับเรื่องนี้ในสระบุรี” นางสาวอรอุษา  กล่าว

ในส่วนข้อดีของ “App งานดี” นั้น คือการนำเสนอแอปผ่านไลน์น่าจะสามารถเข้าถึงได้ง่ายกับคนหมู่มาก ซึ่ง App งานดี มีความโดดเด่นหลายประการ นั่นคือ สามารถระบุเงื่อนไขของผู้ที่ต้องการหางานไว้ เช่น มีระยะเวลากี่วัน อีกทั้งหากอยู่ในวัยผู้สูงอายุจะมีข้อจำกัดบางประการ จึงเป็นแอปหางานที่สามารถกำหนดรายละเอียดได้ทั้งผู้หางานและผู้ต้องการแรงงาน รวมถึงแอปนี้ จะช่วยหางานใกล้บ้านโดยไม่ต้องเดินทางไกล เป็นการไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายการเดินทาง ได้งานที่ทำอย่างเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งข้อมูลที่ได้รับยังสามารถนำไปจัดทำบิ๊กดาต้าด้านต่างๆ อาทิ โซนไหนมีความต้องการแรงงานจำนวนมาก อายุและวัยแรงงาน เพื่อนำไปปรับปรุงในส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไปได้อีก

ขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญ App งานดียังจัดระบบประเมินคุณภาพจัดเรตติ้งจากผู้ใช้บริการให้ได้อีกด้วย ผู้หางานยังสามารถใช้งานระบบจากฐานข้อมูลได้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือจากดาต้าที่แอปนี้มีข้อมูลอยู่ทั้งหมด อีกทั้งยังสามารถขยายแผนธุรกิจให้เป็นบิสิเนสโมเดลด้านอื่นๆต่อไปได้เพื่อสร้างรายได้หรือประเมิน KPI สร้างมาตรฐานความน่าเชื่อถือให้ผู้สนใจเข้ามาใช้บริการและต่อเนื่องยิ่งขึ้น นอกจากนี้ App งานดีนี้เหมาะสำหรับผู้จ้างงานที่จะมีโอกาสคัดเลือกผู้สมัครได้อย่างตรงตามความต้องการจริงๆ คัดเลือกคนจากเรตติ้งที่ได้คะแนนดีดี พิจารณาข้อมูลผู้สมัครได้อย่างหลากหลายแง่มุม คัดเลือกจากผู้สมัครมีที่พักอาศัยใกล้ที่ทำงานให้สามารถทุ่มเทเวลากับงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพนั่นเอง

“บริษัทสระบุรีพัฒนาเมืองจำกัด ล้วนเกิดขึ้นมาจากผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ซึ่งพบปัญหาขาดแคลนแรงงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแรงงานในตลาดเอสเอ็มอี โดยได้มีการสอบถามข้อมูลแรงงานด้านต่างๆจากหลายหน่วยงาน ตัวอย่างเช่น มีการสอนโรงเรียนด้านการโรงแรมในระดับอาชีวะหลายแห่งแต่ในพื้นที่สระบุรีกลับไม่มีโรงแรมระดับ 5 ดาวเปิดให้บริการ ผู้จบการศึกษาจึงต้องเข้าไปหางานทำในกรุงเทพมหานครและตามหัวเมืองใหญ่ แรงงานจึงถ่ายเทไปยังจังหวัดอื่นโดยไม่เกิดประโยชน์ใดๆต่อจังหวัดสระบุรี” นางสาวอรอุษา กล่าว

นางสาวอรอุษา กล่าวต่ออีกว่า สำหรับประโยชน์ของบิ๊กดาต้า App งานดี คือ ฐานข้อมูลด้านแรงงานของเรา จึงต้องเป็นปัจจุบันและสอดคล้องกับการขยายธุรกิจของแต่ละพื้นที่ได้อย่างชัดเจนจริงๆ ซึ่งแอปงานดีจะมีข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปปรับใช้ข้อมูลทางธุรกิจให้ขยายธุรกิจสร้างเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ได้ชัดเจน ตรงตามความต้องการ และวางแผนทางธุรกิจได้ล่วงหน้าได้อีกด้วย โดยข้อดีที่จะได้จากแอปงานดีจะนำไปวิเคราะห์ให้รู้ว่าจะหางานจากไหน ประเภทไหนคงหางานมีความต้องการมากที่สุด ส่วนไหนยังขาดหายไป จะเข้าไปเติมต่อได้อย่างไร มีการลงทุนสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภครองรับอย่างไรบ้าง

“แอปงานดีมีประโยชน์กับทุกฝ่าย ขึ้นอยู่กับว่าจะเอาข้อมูลไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร ปัจจุบันข้อมูลเปลี่ยนไปมาก วุฒิการศึกษาจะไม่จำเป็นแล้ว แต่จะเน้นไปที่ทักษะประสบการณ์ตรงกับงานมากขึ้น บางประเภทงานขยับไปสู่ออนไลน์ที่สามารถทำพาร์ทไทม์ได้หรือทำจากที่บ้าน ไม่ต้องใช้พนักงานประจำ แอปงานดีจึงเป็นสื่อในการนำเสนอช่องทางหางานใหม่ๆ ได้อีกด้วยนั่นเอง” นางสาวอรอุษา กล่าว

]]>
‘Globish’ เปิด 3 ทักษะ รับเทรนด์ S-Curve ชูหัวใจหลัก ’ภาษาอังกฤษ’ พร้อมอัพสกิลคนไทย ตั้งเป้าปีนี้คว้ารายได้ 220 ล้าน https://www.trjournalnews.com/16163 Thu, 27 Feb 2020 08:57:56 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=16163 “Globish” แนะสร้าง S-Curve ก้าวข้าม Personal Disruption […]]]>

“Globish” แนะสร้าง S-Curve ก้าวข้าม Personal Disruption เผย 3 ทักษะที่ยุคนี้ต้องมี ชี้ “ภาษาอังกฤษ” เป็นหัวใจสำคัญ ตั้งเป้าปีนี้โต 120% คว้ารายได้ 220 ล้าน พ่วงพัฒนาคนไทยกว่า 100,000 คน ภายใน 5 ปี พร้อมเชื่อ 5G หนุนเติบโตมากขึ้น

นางสาวชื่นชีวัน วงษ์เสรี เจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายธุรกิจ และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โกลบิช อคาเดเมีย (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันหลายธุรกิจ รวมถึงแรงงานไทย กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง บนเศรษฐกิจท่ามกลางการแข่งขัน และการดิสรัปชัน (Disruption) หลายธุรกิจมุ่งพัฒนา ขับเคลื่อน ธุรกิจให้สามารถแข่งขันและก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วชนิดพลิกฝ่ามือ ซึ่งการสร้าง S-Curve เป็นหนทางความสำเร็จของธุรกิจ โดยการทำ S-Curve แบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ S-Curve ในธุรกิจและองค์กร ด้วยการลงทุนในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมใหม่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลง รูปแบบของสินค้า บริการ และช่องทางการเติบโตใหม่ๆ และ S-Curve ในด้านการพัฒนาทักษะความ สามารถของคนเพื่อก้าวข้ามปัญหา Personal disruption ด้วยการพัฒนาทักษะของตนเองให้รองรับกับความต้องการของธุรกิจยุคใหม่ 

“โดย 3 ทักษะที่จำเป็นในโลกยุคใหม่ ด้วยเทรนด์การพัฒนา และเสริมสร้างทักษะตนเองรวมทั้งบุคลากร ขององค์กรในทศวรรษ 2020 ประกอบด้วย 1.ทักษะการเรียนรู้ Learning Skills 2.ทักษะความรู้ความเข้าใจ Literacy Skills (IMT) และ 3.ทักษะการใช้ชีวิต Life Skills (FLIPS) ซึ่งหัวใจสำคัญของการพัฒนา 3 ทักษะที่จำเป็นในโลกยุคใหม่ที่ต้องมีในทศวรรษ 2020 คือการมีพื้นฐาน ภาษาอังกฤษที่ดี เพราะภาษาอังกฤษเป็น “หัวใจสำคัญ” ในการช่วยส่งเสริมทักษะต่าง ๆ ให้มีความเชี่ยวชาญ มากขึ้น การขาดทักษะที่ดีด้านภาษาอังกฤษจะส่งผลให้คนทำงานสูญเสียโอกาสในการทำงาน และอาจถูกดิสรัปชันได้เช่นกัน” นางสาวชื่นชีวัน กล่าว

นางสาวชื่นชีวัน กล่าวต่ออีกว่า จากสถิติของสถาบันภาษา British Council ระบุว่าปัจจุบันมีผู้ใช้ภาษาอังกฤษ รวมถึงผู้ที่ต้องการ เรียนรู้ทักษะภาษาอังกฤษกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลก โดยมี 48.6% ของเยาวชนจากเอเชียที่เลือกพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำงานทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการทำงานของเยาวชนที่เลือกทำงานในสายงานที่ต้องใช้ทักษะภาษาอังกฤษมากขึ้นในปัจจุบัน สอดคล้องกับข้อมูลจากบริษัทจัดหางานในประเทศไทย โดย ฝบริษัท จ๊อบส์ดีบี (ประเทศไทย) ที่ชี้ชัดว่า ผู้ที่มีทักษะภาษาอังกฤษ นั้นเป็นที่ต้องการค่อนข้างสูงในตลาดแรงงาน

ขณะที่ปัจจุบันการใช้ภาษาอังกฤษของประชากรในประเทศไทยปีล่าสุด 2019 ยังตกอันดับ จากสถิติของ EF ( Education First ) ระบุว่าระดับทักษะทางภาษาอังกฤษของประเทศไทยตกอันดับลงตลอด 3 ปีซ้อน ลงมาอยู่ที่ลำดับที่ 74 จาก 100 ประเทศ ด้วยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 47.62 คะแนน ซึ่งถือว่าน้อยมากในขณะที่ปี 2018 ประเทศไทยจัดอยู่ในลำดับที่ 64 จาก 88 ประเทศ ด้วยคะแนนเฉลี่ย 48.54 คะแนนนับเป็นคะแนน ต่ำสุดเป็นอันดับ 3 สุดท้ายในประเทศแถบเอียเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นอันดับที่ 17 จาก 25 ของเอเชีย

ด้านนายธกานต์ อานันโทไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โกลบิช อคาเดเมีย (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า Globish ในปี 2562 ที่ผ่านมามีสถิติการเติบโตขึ้นกว่าปี 2561 เพิ่มขึ้นกว่า 190% โดยแบ่งกลุ่มผู้เรียนเป็นเด็ก 10% กลุ่มคนวัยทำงาน 90% และคาดว่าในปี 2563 นี้ ด้วยทิศทางการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ Globish จะช่วยผลักดันการเติบโตเพิ่มสูงขึ้น โดยตั้งเป้าการเติบโต 120% หรือมีรายได้ 220 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมามีรายได้ 97 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ในปีนี้ Globish มีแผนที่จะพัฒนาคอร์สเรียนใหม่ที่เหมาะสมกับความต้องการในการใช้งาน ที่หลากหลายขึ้น โดยมุ่งเน้นพัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษในกลุ่มอาชีพที่นอกเหนือจากกลุ่มสายธุรกิจ ไปยังกลุ่มอาชีพเฉพาะทาง เช่น กลุ่มอาชีพทางการแพทย์ หรือกลุ่มอาชีพเฉพาะมากขึ้น

“นอกจากนี้ เทคโนโลยี 5G เป็นปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวหน้าในระดับสากล ด้วยความเร็วของเครือข่าย 5G สามารถพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนที่ทันสมัย และเข้าถึงผู้เรียนแบบไร้ขีดจำกัด ดังนั้นเราจึงถือโอกาสตอกย้ำนโยบายมุ่งยกระดับการศึกษาไทย ด้วยการพัฒนาแอปพลิเคชัน Globish ให้สามารถเข้าถึงรูปแบบการเรียนได้ในทุกเทคโนโลยี ทุกเครื่องมือสื่อสาร เพื่อตอบรับพฤติกรรมการใช้งานของผู้เรียนให้ได้มากที่สุด ในปัจจุบันผู้เรียน Live English Classroom นิยมเรียนบนสมาร์ทโฟน (Smartphone) เป็นอันดับแรกกว่า 50 % ตามด้วยเดสก์ทอป (Desktop) 45% และแท็บเล็ต (Tablet) อยู่ที่ 5%” นายธกานต์ กล่าว

]]>
สหราชอาณาจักร-ยุโรป ทยอยไฟเขียว ‘หัวเหวย’ เดินหน้าพัฒนา 5G https://www.trjournalnews.com/15294 Wed, 05 Feb 2020 11:41:31 +0000 https://www.trjournalnews.com/?p=15294 รายงานข่าวจากสำนักข่าวซินหัว แจ้งว่า ผู้นำยักษ์ใหญ่ด้าน […]]]>

รายงานข่าวจากสำนักข่าวซินหัว แจ้งว่า ผู้นำยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีแห่งแดนมังกร ‘หัวเหวย’ (Huawei) แถลงข่าวเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2563 ที่ผ่านมานั้น ระบุว่า บริษัทตัดสินใจที่จะตั้งฐานการผลิตโครงข่ายสัญญาน 5G ในยุโรป โดยการตัดสินใจครั้งนี้ จะทำให้ยุโรปมี “โครงข่าย 5G ที่ผลิตในยุโรปเพื่อยุโรปอย่างแท้จริง” รวมถึงหัวเหวยยังได้รับอนุญาตให้ดำเนินงานในสหราชอาณาจักรอีกด้วย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการท้าทายแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาอย่างยิ่ง

อับราฮัม หลิว หัวหน้าคณะผู้แทนหัวเหวยในสถาบันสหภาพยุโรป เปิดเผยภายในงานเลี้ยงต้อนรับของบริษัทว่า หัวเหวยกำลังพิจารณาสถานที่สำหรับการติดตั้งเครือข่ายดังกล่าว ทั้งนี้ การตัดสินใจครั้งล่าสุดของสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปในการผลิตโครงข่าย 5G พร้อม ‘กล่องเครื่องมือ’ ทำให้หัวเหวยยังคงเป็นผู้มีส่วนร่วมสำคัญในการเปิดตัวสัญญาน 5G

“ซึ่งการยึดมั่นในพื้นฐานความเป็นจริง วิธีการที่เป็นธรรมต่อระบบผู้ค้าหลายราย อีกทั้งการดำเนินการตรวจสอบและการหล่อหลอมความเชื่อมั่น ล้วนเป็นสิ่งที่เราเชื่อว่าควรเป็นมาตรฐานระดับโลก” อับราฮัมกล่าว 

นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะกรรมาธิการยุโรปอันประกอบด้วยรัฐสมาชิกทั้งหมด 28 ประเทศ ได้เผยแพร่แนวทางที่ไม่มีผลผูกพัน ที่รู้จักกันภายในนาม “กล่องเครื่องมือ (Toolbox)” สำหรับการรักษาความปลอดภัยของระบบสัญญาน 5G โดยสหภาพยุโรปได้จัดทำแผนบรรเทาความเสี่ยง และออกมาตรการเชิงกลยุทธ์และทางเทคนิคที่สำคัญ

เมื่อผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวซินหัว สอบถามว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความมั่นใจของยุโรปในด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ของหัวเหวยหรือไม่นั้น วิเวียน เรดดิง อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวว่า “ใช่อย่างแน่นอน” เนื่องจากการผลิตจะ “เป็นไปตามกฎของยุโรป จึงถือเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถืออย่างแท้จริง”

ทั้งนี้ แม้จะมีการวิ่งเต้นและการคุกคามอย่างหนักจากฝั่งสหรัฐอเมริกา เพื่อขัดขวางผู้ผลิตจากประเทศจีน โดยเฉพาะผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลกอย่างหัวเหวย ไม่ให้มีส่วนร่วมในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน 5G แต่สหภาพยุโรปเองก็ไม่ได้ออกมาขัดขวางประเทศจีน หรือบริษัทใดโดยเฉพาะเจาะจง

ขณะที่ เธียร์รี่ เบรตัน กรรมาธิการสหภาพยุโรปด้านการตลาดและบริการ กล่าวว่า ยุโรปจะไม่กีดกันใครเพียงเพราะชื่อและสัญชาติ ตราบใดที่พวกเขาปฏิบัติตามกฎของสหภาพยุโรป

สำหรับการตัดสินใจที่จะให้หัวเหวยเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสัญญาน 5G ของสหภาพยุโรป เกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่สหราชอาณาจักรไฟเขียวให้หัวเหวยเดินหน้าพัฒนาสัญญาน 5G ในประเทศ

]]>
‘Netizen’ ลั่น! เม็ดเงินดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน โตกระฉูดแตะ 5.4 แสนล้านในอีก 3 ปี https://www.trjournalnews.com/14197 Thu, 02 Jan 2020 09:30:40 +0000 https://www.trjournalnews.com/?p=14197 “Netizen” เผยเม็ดเงินดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน โตกระฉูดแตะ […]]]>

“Netizen” เผยเม็ดเงินดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน โตกระฉูดแตะ 5.4 แสนล้านในอีก 3 ปี ฟากองค์กรใหญ่ลุยทุ่มงบไอที ล่าสุดส่ง “ไทย เคเค” ทรานส์ฟอร์มสำเร็จ พร้อมแข่งเวทีอาเซียน

รายงานข่าวจาก Netizen ที่ปรึกษาด้านการวางระบบ ERP ระบุว่า ตัวเลขงบลงทุนด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นทุกอุตสาหกรรมในไทย เติบโตก้าวกระโดด คาดภายในปี 2562 – 2565 เพิ่มขึ้น 19.42% แต่มีองค์กรที่ทรานส์ฟอร์มตัวเองสำเร็จเพียง 20% ส่งผลเกิดเม็ดเงินลงทุนที่สูญเปล่าถึง 80% ล่าสุดประกาศนโยบายลดการสูญเสีย 100% ตั้งเป้าหมายนำพาลูกค้าก้าวสู่ยุคดิจิทัลให้สำเร็จทุกราย ล่าสุดประกาศความสำเร็จร่วมกับ ไทยเคเค อุตสาหกรรม กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ระดับอาเซียน  Go Live ระบบ ERP ด้วย Netizen Arabica แบบ Full Function ขึ้นสู่รูปแบบคลาวด์ ช่วยในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังและการขนส่ง ด้วยข้อมูลที่มีคุณภาพเชิงลึก ครอบคลุมทุกขั้นตอนและกระบวนการทำงาน สามารถติดตามสถานะการดำเนินงานได้แบบ Real-time

นายกฤษดา สาธุกิจชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท เนทติเซนท์ จำกัด  (Netizen) เปิดเผยว่า ปัจจุบันองค์กรในทุกอุตสาหกรรมมุ่งทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์มเมชั่นเพื่อยกระดับการแข่งขันให้กับธุรกิจ ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายด้านไอทีเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี  โดยคาดว่าภายในปี 2562 – 2565 อัตราการเพิ่มขึ้นจะมีถึง 19.42% ตามที่ข้อมูลจากไอดีซีระบุว่า ในปีนี้จะมีมูลค่า 4.52 แสนล้านบาท เมื่อถึงปี 2563 จะเพิ่มไปถึง 4.89 แสนล้านบาท จากนั้นในปี 2564 จะมีมูลค่า 5.16 แสนล้านบาท และปี 2565 ประมาณ 5.40 แสนล้านบาท  ซึ่งในมูลค่าที่กล่าวมาเป็นการลงทุนด้านการวางระบบเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ให้ทันสมัยสามารถรองรับแพลตฟอร์มดิจิทัลใหม่เป็นสัดส่วน 60% แต่การลงทุนด้านดังกล่าวกับประสบปัญหาไม่สามารถนำระบบขึ้นมาใช้งานกับธุรกิจได้จริงมากกว่า  80% เนื่องการการออกแบบระบบขาดความยืดหยุ่นกับธุรกิจและการใช้งานยากจนเกินไป

ทั้งนี้ จากปัญหาดังกล่าวเนทติเซนท์ในฐานะที่ปรึกษาด้านการวางระบบซอฟต์แวร์การบริหารจัดการทางธุรกิจ (ERP) จึงได้ตั้งเป้าว่าจะไม่ทำให้เกิดความสูญเสียดังกล่าวเกิดขึ้นกับลูกค้า 100% เพื่อช่วยลดการสูญเสียที่มีมูลค่ามหาศาลต่อเศรษฐกิจ ซึ่งเนทติเซนท์ได้แก้ปัญหาด้วยการนำระบบซอฟท์แวร์สำเร็จรูปมาต่อยอดปรับให้เข้ากับองค์กรของไทย เพื่อให้สามารถใช้งานได้จริง ดังเช่นเมื่อเร็วๆ นี้ เนทติเซนท์ ได้ทำการ Go Live ระบบ SAP ERP เวอร์ชัน Netizen Arabica ให้กับองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ กลุ่มบริษัทไทย เคเค ได้แล้วเสร็จด้วยตามเป้าหมายด้วยระยะเวลาเพียง 8 เดือน  โดยสามารถสร้างสถิติผู้ใช้งานสูงสุด 150 Users นับว่ามากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยการใช้งานระบบ แบบ Full Package โดยระบบช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กลุ่มบริษัท ไทย เคเค สามารถขยายสาขาเข้าสู่ประเทศมาเลเซีย และประเทศเวียดนามสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย พร้อมมุ่งหน้าเข้าสู่การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต ด้วยระบบการบริหารจัดการธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

ขณะเดียวกันการ Go Live ระบบใหม่ให้กับกลุ่มบริษัท ไทย เคเค ในครั้งนี้ เป็นการเปิดใช้ระบบ Netizen Arabica แบบ Full Function ช่วยในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังและการขนส่ง ด้วยข้อมูลที่มีคุณภาพเชิงลึก ครอบคลุมทุกขั้นตอนและกระบวนการทำงาน สามารถติดตามสถานะการดำเนินงานได้แบบ Real-time ตั้งแต่ในขั้นตอนการจัด Shipment การตรวจนับสต็อคของและสินค้า การขนของขึ้นรถ หรือแม้กระทั่งการระบุสถานะและตัวตนของคนขับรถ นำไปสู่การตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลจากรายงายได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยให้มีระบบการจัดการระบบขนส่งที่ดี ประหยัดเวลา มีความโปร่งใสและช่วยเพิ่ม Transaction รอบการขนส่งได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ Netizen Arabica เชื่อมโยงกับ Real Cloud ERP โซลูชันบนระบบ Cloud ที่ เนทติเซนท์ ได้ทำการต่อยอดและพัฒนาระบบการทำงานเพิ่มเติมจาก SAP Business Bydesign ซึ่งเป็น Backbone หลักของระบบด้วยการปรับแต่ง และยกระดับโฉมการใช้งานให้เข้ากับรูปแบบกระบวนการทำงานของธุรกิจในไทย เพื่อให้ครอบคลุมการบริหารจัดการธุรกิจ ด้วยกระบวนการทำงานที่มีมาตรฐานสูงสุดได้อย่างสมบูรณ์แบบ ที่มาพร้อมกับ Business Scenarios 200+ สามารถตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละอุตสาหกรรม ครอบคลุมทุกกระบวนการทำงานได้อย่างคล่องตัว เชื่อมต่อการทำงานทุกแผนก ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง (End to End Process) 

อีกทั้งยังรองรับการขยายสาขา และจำนวน Users ด้วยการจัดการข้อมูลทางธุรกิจ และวางแผนธุรกิจได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น และยังมี Netizen Duriano ซึ่งเป็นโซลูชัน Bank Payment Integration ที่เชื่อมโยงข้อมูลรายงานการซื้อขายสินค้าไปยังธนาคาร เพื่อให้สามารถส่งข้อมูลการชำระเงินไปยังธนาคาร พร้อมทั้งมีการแจ้งเตือนในส่วนของการชำระเงินเข้า การชำระเงินออก  สร้างคุณค่าด้วยเทคโนโลยีและข้อมูลที่มีคุณภาพให้กับกลุ่มบริษัทไทยเคเค 3 บริษัท ดังนี้ บริษัท ไทยเคเค อุตสาหกรรม จำกัด บริษัทไบโอ-อีโค จำกัด และบริษัท ไทยเคเค เทค จำกัด

ด้านนายเสรี สาธุกิจชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เนทติเซนท์ จำกัด ได้กล่าวถึงการ Go Live ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการผสานการทำงานด้วย 3 องค์ประกอบที่สำคัญคือ System Ready, Process Ready และ People Ready จึงสามารถช่วยให้กลุ่มบริษัท ไทยเคเค รวบรวมฐานข้อมูล Master Data ทั้งหมดเข้าสู่ส่วนกลาง สามารถเชื่อมต่อการทำงานของข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนต่าง ๆ ของบริษัทในเครือได้แบบ Real-time ที่ทำให้ฝ่ายบริหารสามารถนำข้อมูลที่เป็น Big Data ไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจ และการบริหารองค์กร ด้วย Business Flow ที่เป็นไปตามโครงสร้างการทำงานของบริษัทได้อย่างเหมาะสม จึงทำให้ได้ผลสำเร็จในการใช้งานระบบ Netizen Arabica ได้อย่างรวดเร็วตามเป้าหมายที่ได้วางร่วมกันไว้

ขณะที่ นายเชวง อยู่วิมลชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเคเค อุตสาหกรรม จำกัด กล่าวว่า กลุ่มบริษัท วางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ นำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ระบบ E-Commerce และตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต จึงมองหาระบบปฏิบัติการที่มีประสิทธิ มีความเป็นมาตรฐาน และความปลอดภัย ซึ่ง Netizen Arabica ตอบโจทย์กลยุทธ์ดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพเพราะสามารถตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน เพราะช่วยให้ฝ่ายบริหารสามารถมองเห็นรายงานข้อมูลที่มีคุณภาพเชิงลึก รายงานตัวเลข จำนวนสินค้าคงคลัง รายการประเภทสินค้า งบกำไรขาดทุน เพื่อทำการวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที 

อย่างไรก็ตาม เพียงช่วง 3-5 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทไทย เคเค สามารถลดจำนวน สอนค้าคงคลัง(Inventory) ได้กว่า 150 ล้านบาท และการเชื่อมโยงข้อมูลในระบบ Netizen Arabica สามารถทำให้พนักงานในฝั่งดูแลลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลในระบบ เพื่อทำการตัดสินใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว นำไปสู่ผลลัพธ์การทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อข้อมูล ติดตามข้อมูล และติดตามสถานะการทำงานแต่ละขั้นตอนการทำงานเอกสาร (Document Flow) ที่เกิดขึ้น ก่อให้เกิดผลลัพธ์การทำงานที่มีประสิทธิผลภายในบริษัท ช่วยสร้างความเติบโตให้กับกลุ่มบริษัทในเครือ เพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการผลิตและจำหน่ายลาเบล เทปกาว ผงเมลามินและยูเรีย และขยายฐานไปยังต่างประเทศด้วยมาตรฐานคุณภาพระดับสากล

]]>