ข่าวเทคโนโลยี – transportjournal newspaper https://www.trjournalnews.com เว็บไซต์ข่าวสารด้านโลจิสติกส์ Wed, 23 Sep 2020 07:59:22 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.5.1 “ดีป้า” โชว์ผลงานรอบ 3 ปี ชูธงความสำเร็จ พลิกโฉมประเทศไทยด้วย “เทคโนโลยีดิจิทัล” https://www.trjournalnews.com/22723 Wed, 23 Sep 2020 07:59:22 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=22723 สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล แถลงผลงานสำคัญในรอบ 3 ป […]]]>

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล แถลงผลงานสำคัญในรอบ 3 ปี ภายใต้แนวคิดThe Premier by depa” ชูความเป็นแถวหน้าด้านการส่งเสริมและพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลในทุกมิติ ทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม และความร่วมมือระดับนานาชาติ ผ่านผลสำเร็จจากกลไกส่งเสริมและสนับสนุนที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเผยแผนการดำเนินงานปี 2564 ในการเป็นองค์แถวหน้าที่ส่งเสริมและนำพาไทยสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน

ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยในงาน The Premier by depa” งานแถลงผลการดำเนินงานสำคัญในรอบ 3 ปี ว่า ขณะนี้ ดีป้า กำลังเดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 4 ซึ่งแผนการดำเนินงานจะยังคงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและนำพาประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านกลไกส่งเสริมและสนับสนุนที่ถูกพัฒนาขึ้น และคงความเป็นแถวหน้าที่พร้อมทำในสิ่งที่ผู้อื่นยังไม่ริเริ่มดำเนินการ “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดีป้า ทำงานสอดประสานกันเป็น “ทีม” โดยมี Think Tank ที่ดำเนินการวิเคราะห์แผนระดับชาติถึงแผนส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล การเสนอกฎหมายที่เอื้อต่อระบบนิเวศด้านเศรษฐกิจดิจิทัล อีกทั้งกำหนดกลยุทธ์และกลไกสำคัญที่ส่งผลให้การดำเนินงานของ ดีป้า เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนากำลังคนสู่ยุคดิจิทัล การยกระดับภาคเศรษฐกิจสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ การขับเคลื่อนชุมชนสู่สังคมดิจิทัล และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับนวัตกรรมดิจิทัล พร้อมกันนี้ ดีป้า ยังให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับเครือข่ายระดับนานาชาติ ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ ดร.กษิติธร ภูภราดัย รองผู้อำนวยการใหญ่ (กลุ่มยุทธศาสตร์และบริหาร)ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลจะต้องดำเนินการบนพื้นฐานของข้อมูล ดังนั้นสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (GBDi) หนึ่งในสถาบันภายใต้สังกัด ดีป้า จึงมีความสำคัญ  ซึ่งขณะนี้ทีม Think Tank มีการจัดเก็บข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) อาทิ การสำรวจข้อมูลเพื่อประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยจัดทำระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อแสดงผลข้อมูลสภาพรวมและแนวโน้มอุตสาหกรรมดิจิทัล การสำรวจความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัลรายไตรมาส และการสำรวจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในอุตสาหกรรมการผลิต นอกจากนี้ ดีป้า ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านทักษะดิจิทัล กฎหมาย ความปลอดภัย ประโยชน์และโทษจากดิจิทัลสำหรับผู้สูงวัย ผู้พิการ เด็กและเยาวชน เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนากำลังคนสู่ยุคดิจิทัล

โดย ดีป้า มุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คน” สู่การเป็น “ทุนมนุษย์” (Human Capital) ของประเทศ โดยการส่งเสริมให้เยาวชนไทยเข้าถึงหลักสูตรต่าง ๆ พร้อมเพิ่มทักษะความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล (นิวสกิล) ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ด้าน Coding ได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง codingthailand.org และส่งผ่านองค์ความรู้ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) แก่นักศึกษาจบใหม่ ผู้ว่างงาน รวมถึงผู้ที่ต้องการอัพสกิล-รีสกิลตนเองสู่การเป็นกำลังคนดิจิทัล ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมของประเทศ อีกทั้งมีความพร้อมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลต่อไป ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้ “ชุมชน” สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลไปแล้ว 177 ชุมชน โดยสามารถยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้ชุมชนแล้วมากกว่า 137 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีด้านการเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีการผลิตและแปรรูป โดรนเพื่อการเกษตร แอปพลิเคชันสำหรับการบริหารจัดการธุรกิจให้กับวิสาหกิจชุมชน เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต และเทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยว ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ด้านการขับเคลื่อนชุมชนสู่สังคมดิจิทัล โดยภารกิจต่าง ๆ มี ดร.รัฐศาสตร์ กรสูต รองผู้อำนวยการใหญ่ (กลุ่มสังคมและกำลังคนดิจิทัล) เป็นผู้ดำเนินการ

ขณะที่ยุทธศาสตร์ด้านการยกระดับภาคเศรษฐกิจสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ ดีป้า โดยสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น รับบทเป็น “ทีมลงทุนร่วมสร้าง” สร้างระบบนิเวศด้านเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการดิจิทัลได้พบกัน อีกทั้งร่วมลงทุนและหาตลาดภาครัฐและภาคเอกชนสำหรับผู้ให้บริการ โดยที่ผ่านมา ดีป้า ได้ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนดิจิทัลสตาร์ทอัพสัญชาติไทยไปแล้ว 98 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 6,890 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าผลักดันดิจิทัลสตาร์ทอัพไทยสู่ระดับสากล  อีกทั้งเป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมดิจิทัลสตาร์ทอัพไทยเข้าสู่ระดับ Series A แล้ว 4 ราย และมีแผนที่จะสนับสนุนให้เกิด “ยูนิคอร์น” สัญชาติไทยให้ได้ในที่สุด พร้อมกันนี้ ดีป้า ยังสร้างมาตรฐานที่ยั่งยืน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ใช้บริการ ทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ตลาดสด และเกษตรกร สามารถเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) ด้วยกลไกต่าง ๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลไปแล้ว 6,407 ราย สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับปีนี้ที่ 4,000 ราย ซึ่งดำเนินการโดย นายฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ รองผู้อำนวยการใหญ่ (กลุ่มงานเศรษฐกิจดิจิทัล)

 นอกจากนี้ ดีป้า ยังมีทีมโครงการพิเศษที่ดำเนินยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับนวัตกรรมดิจิทัล โดย ดร.ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการใหญ่ (กลุ่มงานโครงการพิเศษ) ที่เล็งเห็นว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ อีกทั้งดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้น ดีป้า จึงเร่งยกระดับพื้นที่ที่มีความพร้อมจากทั่วประเทศสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ตามเกณฑ์ประเมินมาตรฐาน ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ทั้งกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภาคเอกชน รวมถึงการมีส่วนรวมของประชาชนในพื้นที่ในการวิเคราะห์และเฟ้นหาบริการที่เหมาะสมจากเครือข่ายดิจิทัลสตาร์ทอัพ ก่อนนำมาประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและยั่งยืน โดยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมามีการประกาศเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะแล้ว 40 เมือง และตั้งเป้าที่จะพัฒนาเมืองอัจฉริยะประเทศไทย จำนวน 100 เมืองภายในปี 2565

ดีป้า โดยสถาบันไอโอทีและนวัตกรรมดิจิทัล ยังได้พัฒนา Thailand Digital Valley บนพื้นที่ 30 ไร่ในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Park Thailand หรือ EECd) เพื่อเป็นศูนย์กลางการออกแบบ พัฒนา วิเคราะห์ ทดสอบ ทดลองเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็น IoT, Data Science, 5G Applications, Smart Devices, High Value-Added Software, Robotics, Cloud และ Digital Services อีกทั้งเป็นพื้นที่จับคู่ธุรกิจระหว่างบริษัทชั้นนำระดับโลกกับดิจิทัลสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะเทคโนโลยีเป้าหมายใน 6 สาขา ประกอบด้วย เทคโนโลยีเพื่อการเงิน (FinTech) เทคโนโลยีเพื่อการเกษตร (AgTech) เทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยว (Travel Tech) เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ (Health Tech) เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (EdTech) และเทคโนโลยีเพื่อการบริการภาครัฐ (GovTech) ก่อนขยายตลาดเชิงพาณิชย์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

พร้อมกันนี้ ดีป้า ประสงค์ที่จะเปลี่ยนสังคมผู้บริโภคไปสู่สังคมผู้ใช้ให้เกิดประโยชน์ พร้อมผลักดันให้เกิดการสร้างนวัตกรรมร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศน์ด้านดิจิทัลอย่างเข้มแข็ง อีกทั้งเป็นแรงจูงใจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและธุรกิจชั้นนำในอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยมุ่งหวังให้ Thailand Digital Velley ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลขั้นสูงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN Digital Hub) ต่อไป

โดยภายใน Thailand Digital Valley ประกอบด้วย 5 อาคาร รวมพื้นที่ใช้สอยกว่า 86,000 ตารางเมตร ได้แก่ depa Digital One Stop Service Centre อาคารหลังแรกในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่สร้างแล้วเสร็จและมีการจองสิทธิ์เช่าโดยเอกชนเต็มพื้นที่แล้ว ขณะที่อาคารหลังที่สองคือ  Digital Startup Knowledge Exchange Centre ที่ได้รับเกียรติจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงเป็นองค์์ประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์์ สร้างแล้วเสร็จไปกว่า 50% และมีบริษัทเอกชน รวมถึงดิจิทัลสตาร์ทอัพจองสิทธิ์เช่าพื้นที่แล้วกว่า 25% นอกจากนี้ ยังมีอาคาร Digital Co-creation & Innovation Centre ที่อยู่ระหว่างเตรียมประกาศผู้รับจ้าง อาคาร Digital Edutainment Complex และอาคาร Digital Go Global Centre ซึ่งทั้งหมดจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2566

ปี 2564 ดีป้า พร้อมเดินหน้าผลักดันในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านมหาวิทยาลัยสู่ยุคดิจิทัล โดยการจัดตั้ง Drone University เพื่อพัฒนาคนให้รู้จักนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ประกอบวิชาชีพ รวมถึงการจัดตั้ง AI University โดยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างทักษะ ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อผลิตบุคลากรตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม การผลักดันเครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ดิจิทัลและไอโอทีในชื่อ dSURE การสร้างแพลตฟอร์มไทยเพื่อคนไทย (National Platform for All) การนำเทคโนโลยี 5G มาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนา Tech Hunting รวมถึง Big Data พร้อมสานต่อการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ และการพัฒนา Thailand Digital Valley

ดีป้า จะคงความเป็นแถวหน้าด้านการส่งเสริมและพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ตามแนวคิด ‘Premier’ ที่พร้อมทำงานเชิงรุก เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนคิดเป็น ทำเป็น และทำได้ อีกทั้งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

]]>
“เอเอ็มอาร์ เอเซีย” จับมือ “ไอทีเซค” มุ่งพัฒนาธุรกิจ Cyber Security สู่มาตรฐานระดับสากล https://www.trjournalnews.com/21779 Sat, 29 Aug 2020 02:09:54 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=21779 บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด ประกาศความร่วมมือในการพั […]]]>

บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด ประกาศความร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจไซเบอร์ซิเคียวริตี้ (Cyber Security) กับ บริษัท ไอทีเซค (ไทยแลนด์) จำกัด พร้อมเร่งผลักดันการพัฒนาไซเบอร์ซิเคียวริตี้ของประเทศไทยให้เติบโตและมั่นคงมีมาตรฐานระดับสากล

นายมารุต ศิริโก กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด กล่าวว่า เราเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนานวัตกรรมและการออกแบบระบบทางวิศวกรรมสำหรับบริษัทเอกชนขนาดใหญ่และหน่วยงานราชการในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาธุรกิจในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านระบบขนส่งทางรางและระบบรถไฟฟ้า เช่น โครงการออกแบบติดตั้งระบบเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีชมพู สายสีเหลือง และสายสีทอง ด้านระบบไฟฟ้าสื่อสาร สำหรับเมืองอัจฉริยะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ให้บริการแก่หน่วยงานราชการและเอกชนขนาดใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร การปิโตรเลียม การไฟฟ้าทั้งสามแห่ง และกรมชลประทาน ด้านระบบ IT โซลูชั่น IOT และ Cloud Computing เพื่อตอบสนองการใช้งานระบบสารสนเทศให้กับหน่วยงานราชการ สถาบันการเงิน และบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ มากกว่า 200 แห่ง

นายมารุตให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บริษัทให้บริการออกแบบติดตั้งระบบ IT และเชื่อมต่อระบบเครือข่ายและเทคโนโลยีให้กับองค์กรต่าง ๆ ซึ่งมุ่งเน้นระบบ Network Security มาโดยตลอดมากว่า 20 ปี ประกอบกับความรุนแรงของการคุกคามและทำลายระบบ IT ตลอดจนฐานข้อมูลนั้นได้สร้างความเสียหายด้วยมูลค่าที่สูง ไม่ว่าจะเป็นมัลแวร์ หรือ แรนซัมแวร์ เพื่อเรียกค่าไถ่ การเจาะระบบความปลอดภัย และขโมยข้อมูลทางด้านการค้าเพื่อนำไปขายให้คู่แข่ง ไปจนถึงการเจาะระบบเข้าไปในหน่วยงานภาครัฐเพื่อสร้างข่าวปลอมซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ

นายมารุต เปิดเผยว่า บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด ได้เล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดกับผู้ใช้บริการ จึงได้ตกลงจับมือกับ บริษัท ไอทีเซค (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ ในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก และนับเป็นโอกาสที่ดีที่ได้ร่วมศึกษาและพัฒนาธุรกิจไซเบอร์ซิเคียวริตี้ในประเทศไทย ซึ่งเป็นการเปิดตลาดกลุ่มใหม่ ๆ กลุ่มตลาดที่ขยายใหญ่ขึ้น ทำให้มีโอกาสที่จะเสนอสินค้าและบริการให้ลูกค้าจำนวนมากขึ้น

นายมารุตกล่าวต่อว่า การร่วมมือกันในครั้งนี้ เราจะร่วมกันพัฒนาและศึกษาความเป็นไปได้ ร่วมกันพัฒนาธุรกิจ Cyber Security ในประเทศไทย ซึ่งเราจะดำเนินการศึกษาความเหมาะสมโครงการเบื้องต้น (Pre-Feasibility Study) ของธุรกิจลูกค้าใหม่ในอนาคต และจัดทำรายงานผลการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น โดยจะนำเสนอความคืบหน้าของการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น ประสานงาน ติดตามข้อมูล ให้ข้อเสนอแนะ ตลอดจนร่วมกันขจัดปัญหาและอุปสรรคที่กระทบต่อการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นเพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง บรรลุผล เป็นรูปธรรม แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด

“ผมมั่นใจว่าความร่วมมือของทั้งสองบริษัทฯ จะช่วยยกระดับขีดความสามารถและศักยภาพบริษัทไทยในการพัฒนาธุรกิจไซเบอร์ซิเคียวริตี้ รวมทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาอุตสาหกรรมและผู้ประกอบธุรกิจในประเทศให้มีมาตรฐานทางไซเบอร์ซิเคียวริตี้ทัดเทียมนานาชาติอีกด้วย พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เราได้แสดงศักยภาพเพื่อร่วมกันพัฒนาธุรกิจไซเบอร์ซิเคียวริตี้ให้มีความก้าวหน้าและมีมาตรฐานที่ดีตลอดไป”

]]>
ขอเชิญร่วมงานสัมมนาฟรี “5G & The Future of Industries” จันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2563 https://www.trjournalnews.com/21551 Wed, 19 Aug 2020 15:15:03 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=21551 SMmagonline – สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจกา […]]]>

SMmagonline – สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมกับ SM Magazine จัดสัมมนา “5G & The Future of Industries” ในวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2563 เวลา 8.00 –16.00 น. ณ ห้องฉัตรา โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ

ภายในงานจะได้พบกับการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมถึงเทรนด์ความเคลื่อนไหวในวงการธุรกิจ โดยมีหัวข้อบรรยาย ดังนี้ หัวข้อ “5G is Booming sooner than later” โดย คุณสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการสายงานโทรคมนาคม กสทช. หัวข้อ “5G ยกระดับนวัตกรรมประกันภัย คุ้มครองสิทธิประชาชน” โดย ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ต่อด้วยการเสวนาหัวข้อ “5G Commercial reality” โดยมีผู้บริหารร่วมเสวนา ได้แก่ คุณนิติ เมฆหมอก สมาคมไทยไอโอที ,คุณวุฒิชัย วุฒิอุดมเลิศ จาก บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด ,คุณวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ จาก บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS และคุณจิรพัฒน์ จันทร์เจิดศักดิ์ จาก สิริ เวนเจอร์ส บริษัทในเครือแสนสิริ

ส่วนช่วงบ่าย เริ่มด้วยหัวข้อ “5G พลิกฟื้นธุรกิจยุค New Normal” โดย คุณไพฑูรย์ ศิริฉัตรชัยกุล รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ส่วนหัวข้อ “พลังงานในโลกยุค 5G” โดย คุณบัณฑิต สะเพียรชัย ผู้บริหาร บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) และจบด้วยการเสวนาเสวนา หัวข้อ “ถอดบทเรียน ไทยชนะ สู่การปฏิรูป Thailand Big Data” โดยมีผู้บริหารร่วมเสวนา ได้แก่ ดร.ภัสด์ พุทธาพิพัฒน์ Head of Product Development, True Analytics, True Digital Group, ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาด้านดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่น สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ลงทะเบียนร่วมงานสัมมนา “5G & THE FUTURE OF INDUSTRIES” กำหนดการงานสัมมนา“5G & THE FUTURE OF INDUSTRIES”

]]>
‘อุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์’ ผนึกภาครัฐ เปิดมหกรรมงาน BIDC 2020 ครั้งที่ 7 ภายใต้แนวคิด ‘VR BIDC’ รับยุค New Normal https://www.trjournalnews.com/21506 Tue, 18 Aug 2020 06:52:37 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=21506 “อุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์” ผนึกภาครัฐ เปิ […]]]>

“อุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์” ผนึกภาครัฐ เปิดมหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์ “BIDC 2020″ ครั้งที่ 7 ภายใต้แนวคิด VR BIDC  ยกทัพนิทรรศการในสู่โลกออนไลน์ รับยุค New Normal  พร้อมอวดโฉมศักยภาพอุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์ไทย พ่วงจัดสัมมนาออนไลน์อัดแน่นด้วยวิทยากรระดับโลกและไทย พร้อมการจับคู่เจรจาการค้าระหว่างผู้ประกอบการไทย-ตปท. กว่า 96 บริษัท

นายกฤษณ์ ณ ลำเลียง นายกสมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย และผู้แทนภาคอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงการจัดงาน Bangkok International Digital Content Festival หรือ BIDC ว่า BIDC เป็นงานมหกรรมของอุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและความร่วมมือของภาคเอกชน ประกอบด้วย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ (TCEB) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลหรือ (DEPA) และภาคเอกชนทั้ง 5 สมาคมของอุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์ไทย ประกอบด้วย สมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย (DCAT) สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย (TACGA) สมาคมอีเลิร์นนิงแห่งประเทศไทย (e-LAT) สมาคมธุรกิจบางกอกเอซีเอ็มซิกกราฟ (BASA) และสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) ซึ่งที่จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 7 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุน รวมถึงการสร้างเครือข่ายให้อุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์ไทยสู่เวทีระดับสากล นับเป็นการผนึกความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมฯและภาครัฐ ที่ได้ร่วมกันผลักดัน ส่งเสริม และบูรณาการ จนโครงการนี้สำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยงานในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 23 สิงหาคม 2563 ทั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลต้องการผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เพื่อกระตุ้นและสร้างเศรษฐกิจประเทศให้แข็งแกร่ง

“อุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์เป็นส่วนหนึ่งและมีความสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศอย่างมาก ดังที่ประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ได้ใช้ธุรกิจดิจิทัล คอนเทนต์ในการขับเคลื่อนและส่งออกเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยกตัวอย่าง คาแรคเตอร์ “คุมามง” ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดคุมาโมโต้ของประเทศญี่ปุ่นมากกว่า 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนเกม Pokemon ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 1996 สามารถสร้างรายได้รวมมากกว่า 95,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นต้น ดังนั้นการรวมตัวของกลุ่มคาแรกเตอร์,เกม, แอนิเมชัน, เวอรชวล แอฟเฟ็ก, อี-เลิร์นนิง และเทคโนโลยีใหม่ (emerging technology) ของไทยนับเป็นการนำความสร้างสรรค์ด้านเอกลักษณ์ไทยและความเป็นสากล ผนวกกับความสามารถของคนไทยในอุตสาหกรรมฯ เพื่อให้เกิดการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ และเสริมแกร่งด้านการแข่งขันกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ ในฐานะภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์ มีความเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถพัฒนาและต่อยอดอุตสาหกรรมฯ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ามากกว่า 25,000 ล้านบาทให้เติบโตยิ่งขึ้น ด้วยความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรมและการส่งเสริมจากภาครัฐ” นายกฤษณ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าในปีนี้จะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เกิดขึ้น ส่งผลให้รูปแบบการจัดการในปีนี้ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์จึงเป็นที่มาในแนวคิด “VR BIDC 2020” ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางและการเปลี่ยนแปลงในยุควิถีความปกติใหม่ หรือ New Normal โดยกิจกรรมสำคัญที่เคยจัดขึ้นในรูปแบบออฟไลน์เปลี่ยนมาจัดในรูปแบบออนไลน์ทั้งหมด ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการแบบ Virtual Exhibition โดยผ่านแพลตฟอร์ม “Mozilla Hub” ที่ทุกท่านสามารถสแกน QR code เรียบร้อยแล้วเข้าไปร่วมชมผลงานของบริษัท คนไทยทั้งหมดที่มาจัดแสดงได้เสมือนไปชมของจริง, การจัด Business Matching ซึ่งเดิมเรา ต้องเชิญแขกจากประเทศต่างๆ มาร่วมจับคู่เจรจาที่จัดขึ้นในประเทศไทย แต่ในปีนี้รูปแบบการจับคู่เจรจาออนไลน์ (match online) ด้วยแพลตฟอร์ม Deal Room, และการจัดสัมมนาด้วยระบบ Webinar สนับสนุนโดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB โดยได้เชิญวิทยากรระดับโลกในสายงานดิจิทัล คอนเทนต์ มาร่วมแชร์ประสบการณ์ เทคนิค และ การปรับเปลี่ยนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยจัดขึ้นระหว่างในวันที่ 18-20 สิงหาคม 2563 รายละเอียดตารางสัมมนาฯ เข้าไปที่ เฟสบุ๊คเพจ Bangkok International Digital Content Festival

นอกจากนี้ ในวันนี้ (18 ส.ค. 2563) ขอร่วมแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการไทยที่มีผลงานโดดเด่นในรอบปีกับเวที BIDC AWARD 2020 ซึ่งถือว่าเป็นรางวัลของคนในอุตสาหกรรม เพื่อแสดงให้เห็นถึงผลงาน และการพัฒนาของบริษัทไทย อีกทั้งยังเป็นเวทีนำเสนอผลงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ และต่อยอดเชิงธุรกิจในอนาคตรวม 23 รางวัลจาก 5 กลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อเป็นต้นแบบในอุตสาหกรรมฯ โดย หวังกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและต่อยอดความสำเร็จในอนาคต ทั้งนี้ในฐานะตัวแทนภาคอุตสาหกรรมขอขอบคุณทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมที่ให้การสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้ โดยหวังว่าทุกความร่วมมือจะเป็นจิ๊กซอร์ในการสนับสนุนและผลักดันอุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์ไทยให้มีความเข้มแข็ง เป็นหนึ่งในฟันเฟื่องของการขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน สามารถเข้าไปติดตามรายละเอียดกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ เฟสบุ๊คเพจ Bangkok International Digital Content Festival ลิงค์ https://www.facebook.com/bidc.fest/

ด้านนายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ถึงแม้ว่าในปีนี้จะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ส่งผลให้ภาคธุรกิจมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบสู่วิถีความปกติใหม่ หรือ New Normal กรมส่งเสริมฯ จึงได้ปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมเจรจาการค้าในปีนี้เป็นรูปแบบออนไลน์ ซึ่งได้รับความสนใจจากทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการดิจิทัล คอนเทนต์ทั่วโลกเข้าร่วมเจรจาการค้าจำนวน 45 บริษัทจาก 15 ประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส โปแลนด์ อาร์เจนตินา ญี่ปุ่น ไต้หวัน อินเดีย และเวียดนาม และมีผู้ประกอบการไทยจำนวน 51 บริษัทร่วมเจรจาการค้าออนไลน์ครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้ประกอบการแอนิเมชัน 20 ราย คาแรคเตอร์ 12 ราย อี-เลิร์นนิง 7 ราย และเกม 12 ราย ซึ่งเน้นย้ำให้เห็นว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนและผลักดันการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์ไทย ให้เกิดความแข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับบนเวทีการค้าโลก ทั้งนี้มีความเชื่อมั่นว่า BIDC จะเป็นส่วนสำคัญที่จะประกาศศักยภาพและความเชื่อมั่นในประเทศไทยให้กับผู้ประกอบการด้านดิจิทัล คอนเทนต์ทั่วโลก และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า BIDC จะเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญระดับนานาชาติที่ผู้ประกอบการจากทั่วทุกมุมโลกให้ความสำคัญและเข้าร่วมกันทุกปีที่ประเทศไทย แต่ในปีนี้ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือและกลไกสำคัญในการจัดงานในรูปแบบออนไลน์แบบครบครัน

ขณะที่ นางหริสุดา บุญยวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาการจัดงานเมกะอีเวนท์และเทศกาลนานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า ทีเส็บในฐานะองค์กรที่มีบทบาทในการส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการระดับประเทศ รวมถึงการพัฒนาอีเวนท์นานาชาติขนาดใหญ่ของประเทศ เล็งเห็นว่า การผนึกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมฯ มีความเข้มแข็งและเติบโตได้มากขึ้น โดยนำเสนอเครื่องมือสำคัญ “Virtual Meeting Space” สนับสนุนผู้ประกอบการในการใช้เทคโนโลยีส่งเสริมการจัดงาน รวมถึงการเพิ่มทักษะความรู้ในการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ให้ผู้ประกอบการ ที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดวิกฤตไวรัสระบาด ทีเส็บได้พัฒนาและจัดรูปแบบออกเป็น 3 กิจกรรม ได้แก่ 1. Webinar หรือ การประชุมสัมมนาเสมือนจริงผ่านระบบออนไลน์ 2. O2O (Offline to Online) หรือ การจัดงานแสดงสินค้าผ่านระบบออนไลน์ และ 3. E-Learning Platform หรือศูนย์การเรียนรู้ คอร์สฝึกอบรมออนไลน์สำหรับผู้ประกอบการไมซ์ เพื่อเพิ่มทักษะและทบทวนความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้ในช่วงที่งานได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ทีเส็บมีความเชื่อมั่นว่าจะช่วยสนับสนุนและเอื้ออำนวยคณะผู้จัดงาน ผู้เข้าร่วมสัมมนาออนไลน์สามารถเข้าฟังและรับความรู้ในแขนงต่างๆ ของดิจิทัล คอนเทนต์ได้มากขึ้นด้วยระบบที่มีประสิทธิภาพของทีเส็บ

นายฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กล่าวว่า อุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์ ประกอบด้วย ธุรกิจด้านเกม แอนิเมชัน คาร์แรคเตอร์ไทย อี-เลิร์นนิง VR&CG และVFX กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วตามพัฒนาการของเทคโนโลยีโลกและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา และในสภาวะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ปัจจุบัน รัฐบาลในหลายประเทศต้องการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อ ส่งผลให้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้ ประชาชนใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น ในส่วนของอุตสาหกรรมอี-เลิร์นนิงได้รับอานิสงค์ที่ขับเคลื่อนให้กลุ่มนี้มีการขยายตัว เนื่องจากทุกภาคส่วนรวมไปถึงประชาชนมีการปรับตัวและใช้การเรียนการสอนรวมไปถึงการทำงานผ่านรูปแบบ Online Live Streaming มากยิ่งขึ้น จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆให้แก่อุตสาหกรรม ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าในหลายปีที่ผ่านมาโครงการ Bangkok International Digital Content Festival มีผู้ประกอบการดิจิทัล คอนเทนต์จากต่างประเทศเข้าร่วมมากกว่า 200 บริษัท และผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 100,000 คน โดยสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจให้แก่อุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์ไทยมากกว่า 2 พันล้านบาท

]]>
‘ช้อปปี้’ เผยโควิด-19 หนุนการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลโต https://www.trjournalnews.com/20290 Thu, 09 Jul 2020 12:29:22 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=20290 ช้อปปี้เผยโควิด-19 กระตุ้นการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัล […]]]>

ช้อปปี้เผยโควิด-19 กระตุ้นการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลเติบโต
ส่งผลต่อเนื่องไทยก้าวสู่สังคมไร้เงินสดตอบรับยุคนิวนอร์มัล
กว่า 60% ของผู้ใช้งานที่เลือกชำระด้วยช่องทางดิจิทัลเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่ในขณะเดียวกันพบการเติบโตของผู้ใช้งานในกลุ่มวัย 50 ปีขึ้นไปด้วยเช่นกัน

ช้อปปี้ ผู้นำแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เผยสถิติการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากที่นักช้อปชาวไทยหันมาจับจ่ายออนไลน์ในชีวิตประจำวันมากขึ้นในช่วงโควิด-19 โดยพบว่ามีการเพิ่มขึ้นของการชำระเงินด้วยช่องทางดิจิตัลตั้งแต่ในช่วงเริ่มแรกของสถานการณ์ โดยช่องทางการชำระเงินยอดนิยมได้แก่บัตรเครดิต การโอนเงินผ่านธนาคาร และ AirPay ซึ่งคาดว่าการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลนี้จะยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยจากรายงานของ Boston Consulting Group ระบุว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 และผลกระทบที่สืบเนื่องหลังจากสถานการณ์ดังกล่าว จะส่งผลให้ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หันมาชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น”

อากาธา โซห์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด ช้อปปี้ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ปี 2563 เป็นปีที่เราเห็นการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิต การทำงาน และการช้อปออนไลน์ โดยส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วทั้งภูมิภาคคือการปรับเปลี่ยนเข้าสู่การเป็นสังคมไร้เงินสดอย่างรวดเร็ว สืบเนื่องจากการที่ต้องรักษาระยะห่างทางสังคมกันมากขึ้น เราพบว่าผู้ใช้งานหันมาชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลเพิ่มขึ้น เพราะเป็นช่องทางที่สะดวกสบายและเชื่อถือได้ ในการตอบรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ใช้งานในการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัล ทางภาครัฐฯ เองก็ได้ให้การสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยเช่นกัน โดยจากนี้ไปเรามุ่งมั่นพัฒนาเพื่อมอบทางเลือกการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลที่หลากหลายให้ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้ใช้งาน เช่น การเปิดบริการ AirPay ที่ทำหน้าที่เป็นกระเป๋าสตางค์ออนไลน์ (Mobile Wallet) ให้แก่ผู้ใช้งาน”

ช้อปปี้พบ 3 เทรนด์ของการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลในประเทศไทย ดังนี้

1. ผู้ใช้งานในกล่มสูงอายุเริ่มหันมาชำระเงินด้วยช่องทางดิจิทัลมากขึ้น : 60% ของผู้ใช้งานที่เลือกชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลอยู่ในกลุ่มอายุ 18 – 34 ในขณะเดียวกันมีผู้ใช้งานในกลุ่มสูงอายุเริ่มหันมาชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลสำหรับการช้อปปิ้งออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยมีกลุ่มผู้ใช้ที่อายุมากกว่า 50 ปี ชำระเงินและทำธุรกรรมผ่าน AirPay บนช้อปปี้ เพิ่มขึ้นถึง 30% ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้ใช้กลุ่มสูงอายุจะรู้สึกว่าการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่เทรนด์ที่เกิดขึ้นนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าการใช้ AirPay นั้นง่ายและเป็นที่เชื่อถือของผู้ใช้งาน

2. ผู้ชายนิยมชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลมากกว่าผู้หญิง: ผู้ใช้งานเพศชายนิยมความสะดวกสบายและความปลอดภัยของการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัล โดยในปีที่ผ่านมาอัตราการเติบโตของผู้ที่หันมาชำระเงินด้วยช่องทางดิจิทัลที่เป็นผู้ชายนั้นสูงกว่ากลุ่มที่เป็นผู้หญิงถึง 20%

3. คนชุมชนเมืองนิยมการชำระเงินด้วยช่องทางดิจิทัล: โดยพบว่าในจังหวัด กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ มีอัตราผู้ใช้งานที่ชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลมากที่สุด เนื่องจากลักษณะโครงสร้างของจังหวัดที่มีความเป็นชุมชนเมืองและมีโครงสร้างด้านไอทีที่มีการพัฒนาทำให้การเชื่อมต่ออินเตอร์เนตมีประสิทธิภาพสูง รวมไปถึงการเข้าถึงอุปกรณ์สมาร์ทโฟนของคนในเมือง จึงทำให้การชำระเงินด้วยช่องทางดิจิทัลของกลุ่มคนในเมืองมีอัตราที่สูงกว่า

ช้อปปี้ให้ความสำคัญกับการตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน จึงได้เชื่อมระบบ Mobile Wallet กับทาง AirPay เพื่อให้ผู้ใช้สามารถช้อปออนไลน์และชำระเงินได้อย่างสะดวกสบาย นอกจาก AirPay จะใช้งานง่ายแล้ว ยังมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้แก่ผู้ใช้งานอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบาย การใช้งานที่ต่อเนื่อง ความปลอดภัย และความคุ้มค่า

ใช้ง่าย เติมเงินสะดวก: ผู้ใช้สามารถเติมเงินใน AirPay ได้ง่ายๆ ผ่านหลากหลายช่องทาง อาทิ บัตรเดบิต/เครดิต โอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มหรือช่องทางออนไลน์ของธนาคาร และร้านสะดวกซื้อ โดยผู้ใช้สามารถใช้ AirPay สำหรับการชำระเงินออนไลน์ เติมเงิน โอนเงิน และถอนเงินได้อย่างสะดวกสบาย

ช้อปสะดวก จ่ายสบาย: นอกจากจะสามารถใช้ AirPay ชำระเงินออนไลน์ได้แล้วยังสามารถใช้จ่ายเงินในช่องทางออฟไลน์ได้ที่ร้านค้าพันธมิตรมากกว่าพันแห่ง ทำให้ผู้ใช้สามารถจับจ่ายได้อย่างสะดวกสบาย

ปลอดภัย มั่นใจได้: AirPay มีมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุด พร้อมทีมงานลูกค้าสัมพันธ์ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน ในขั้นตอนการลงทะเบียนด้วยระบบอัตโนมัติ คุ้มค่ายิ่งกว่าด้วยโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับ AirPay : ให้ผู้ใช้ AirPay ได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษทั้งออนไลน์ (ในแอพ) และออฟไลน์ (ร้านค้าภายนอก) อาทิ:

● ของขวัญต้อนรับผู้ใช้รายใหม่ มูลค่ากว่า 400 บาท
● รับเงินค่าธรรมเนียมคืน เมื่อชำระบิลสาธารณูปโภคผ่าน AirPay
● โปรโมชั่นรับเงินคืน :
○ รับเงินคืน 100% สำหรับการใช้จ่ายบน Google Play ครั้งแรกเมื่อชำระผ่าน AirPay
○ Scan & Pay เพื่อรับช้อปปี้คอยน์: สแกนคิวอาร์โค้ดและชำระเงินผ่าน AirPay Wallet บนช้อปปี้ หรือ AirPay เพื่อรับช้อปปี้คอยน์คืนสูงสุด 50%
○ Scan & Pay สำหรับชำระเงินปลายทาง : ผู้ใช้สามารถสแกนและชำระเงินผ่าน AirPay wallet สำหรับสินค้าชำระเงินปลายทางของบริการจาก Shopee Express พร้อมรับช้อปปี้คอยน์คืน มูลค่าสูงสุด 30%

● โปรโมชั่นพิเศษจากร้านค้าพันธมิตร เช่น แม็คโดนัลด์ สเวนเซนส์ แดรี่ควีน เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ซิซซ์เล่อร์ เบอร์เกอร์คิง และอื่น ๆ อีกมากมาย

“ด้วยความนิยมของผู้ใช้งานที่หันมาใช้บริการช้อปปี้เพื่อตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันมากขึ้น เราจึงมุ่งมั่นในการใช้ศักยภาพของเราเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคปรับตัวเข้ากับยุคนิวนอร์มัล และมอบความสะดวกสบายในการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลที่ครบวงจรและปลอดภัยอย่างบริการของ AirPay”
อากาธา โซห์ กล่าวปิดท้าย

ดาวน์โหลดแอพพลิเคชันช้อปปี้และแอร์เพย์ได้ฟรีจาก App Store หรือ Google Play Store

]]>
‘เอสทีฯ’เจ๋ง!คว้ารางวัลการออกแบบระดับไฮเปอร์สเกล https://www.trjournalnews.com/19834 Wed, 24 Jun 2020 05:19:11 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=19834 เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) ผู้น […]]]>

เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) ผู้นำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ ประกาศความสำเร็จในการเป็นดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรองรับมาตรฐานด้านการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ในระดับ TIA-942 Certification Rated-3 และ Uptime Institute Tier III Certification ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก จากองค์กร The Telecommunications Industry Association (TIA) และ Uptime Institute ตามลำดับ ทั้งนี้ มาตรฐาน TIA-942 ให้การรับรองครอบคลุมด้านโครงสร้างพื้นฐานของระบบโทรคมนาคม และการดำเนินงานสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดดาวน์ไทม์ อาทิ การดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับทำเลที่ตั้ง โครงสร้างสถาปัตยกรรม โครงสร้างพื้นฐานของตัวอาคาร ระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ ระบบป้องกันอัคคีภัย และระบบความปลอดภัยทางกายภาพ เป็นต้น

สำหรับมาตรฐานการรับรองของ Uptime Institute ในระดับ Tier III เป็นการประเมินและรับรองดาต้าเซ็นเตอร์ที่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในระหว่างการบำรุงรักษาหรือเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์

ความสำเร็จในการได้รับมาตรฐานระดับโลกทั้งสองนี้ เป็นการรับรองว่าดาต้าเซ็นเตอร์แคมปัสระดับไฮเปอร์สเกลที่มีระบบเชื่อมต่ออย่างเป็นกลางแห่งแรกในกรุงเทพฯ ของเอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ ภายใต้ชื่อโครงการ STT Bangkok 1 แห่งนี้ จะสามารถให้บริการได้อย่างปลอดภัยและมีเสถียรภาพสูงอย่างต่อเนื่อง โดยมีความเสี่ยงของระบบในระดับน้อยที่สุด ทำให้ไม่ส่งผลรบกวนใดๆต่อการทำงานของดาต้าเซ็นเตอร์ การได้รับมาตรฐานด้านความเป็นเลิศในการดำเนินงานและด้านระบบที่มีความแข็งแกร่งเช่นนี้จะดึงดูดลูกค้าให้มาใช้บริการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์และองค์กรในระดับสากลที่ต้องการใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีความปลอดภัย และสามารถเพิ่มพื้นที่ใช้งานเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจได้ทันที

นายศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การได้รับการรับรองจากทั้งสองมาตรฐานนี้ เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ของบริษัทฯ เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยด้วยการกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับการออกแบบ การก่อสร้าง และการดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์ นอกจากนี้ เรายังเห็นดีมานด์ในระดับประเทศและภูมิภาคที่ต้องการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลที่มีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่นในการให้บริการ และรองรับการขยายธุรกิจ ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นด้านดิจิทัลตามนโยบายเศรษฐกิจ 4.0 และ การปฏิรูปสู่ระบบดิจิทัลของภาคธุรกิจในปัจจุบัน ในฐานะผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) มุ่งมั่นในการดำเนินงานที่เป็นเลิศและทุ่มเทในการให้บริการแก่ลูกค้า เพื่ออำนวยความสะดวกอย่างครบวงจร ตลอดจนสร้างความไว้วางใจให้แก่ลูกค้าของเรา”
เฟสแรกของดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลนี้ มีขนาดพื้นที่รวม 30,000 ตารางเมตร ด้วยขีดความสามารถในการให้บริการ 20 เมกะวัตต์ ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในต้นปี 2564 โดยหลังจากที่แคมปัสแห่งนี้เสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดแล้วจะมีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 60,000 ตารางเมตร พร้อมทั้งขีดความสามารถในการให้บริการที่สูงขึ้นรวมเป็น 40 เมกะวัตต์ ดาต้าเซ็นเตอร์แคมปัสแห่งนี้ตั้งอยู่ที่หัวหมาก ซึ่งเป็นหนึ่งในทำเลธุรกิจที่สำคัญของกรุงเทพฯ ทำให้สามารถรับรองการให้บริการเชื่อมต่อที่เป็นกลางสำหรับทุกองค์กร พร้อมทั้งการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ใช้งานบนแพลทฟอร์มของลูกค้า

]]>
คณะแพทย์ มช. ผนึก สกสว. ต่อยอด ‘บล็อกเชนเพื่อการแพทย์’ https://www.trjournalnews.com/19279 Sun, 31 May 2020 06:28:38 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=19279 คณะแพทยศาสตร์ มช. ผนึก สกสว. ยกระดับสู่การพัฒนาด้านบริก […]]]>

คณะแพทยศาสตร์ มช. ผนึก สกสว. ยกระดับสู่การพัฒนาด้านบริการใช้เทคโนโลยี “บล็อกเชน” พัฒนาระบบต้นแบบทางสุขภาพและการแพทย์ นำร่อง รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ก่อนขยายสู่ รพ.เครือข่าย เพื่อประโยชน์แก่ผู้ป่วย หนุนรัฐบาลเร่งสนับสนุนใช้งานระบบให้ รพ.ทั่วภาคเหนือ และทั่วประเทศโดยเร็ว

ศ.เชี่ยวชาญพิเศษ นพ.บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เปิดเผยว่า ระบบบล็อกเชน (Blockchain) ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ในวงการแพทย์ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีหลายระบบที่นำมาใช้ในวงการแพทย์ก็ตาม ซึ่งระบบใหม่นี้สอดคล้องกับการเร่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ยุคเทคโนโลยีไทยแลนด์ 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล ประการสำคัญ จ.เชียงใหม่ได้รับการจัดให้เป็นเมืองอัจฉริยะ(Smart city) จึงต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านต่างๆ ประกอบกับเทคโนโลยี “บล็อกเชน” เพื่อวงการแพทย์ยังไม่มีแพร่หลายจึงน่าจะเป็นโอกาสดีที่จะนำมาให้บริการเพื่อผู้ป่วยจะได้รับความสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้นหากแพทย์ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว

สำหรับระบบต้นแบบ “บล็อกเชน” ผ่าน Thai Cleft Link Program ของ “ศูนย์แก้ไขความพิการบริเวณใบหน้า และศีรษะ” มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU Craniofacial Center) โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ และเครือข่ายโรงพยาบาล เป็นโครงการ “การศึกษาเครื่องมือและกระบวนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ การสนับสนุนภายใต้แผนงานการพัฒนาภูมิภาคและจังหวัด 4.0 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.)” วัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการศึกษาเครื่องมือและกระบวนการในการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองอัจฉริยะ

ในส่วนของตัวอย่างการใช้งาน “บล็อกเชน” ในสมาร์ทซิตี้ เช่น การใช้ฟังก์ชั่นความโปร่งใสของระบบ E-Voting ฟังก์ชั่นการตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับ ซึ่งนำมาใช้ในระบบซัพพลายเชนฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมด้วยฟังก์ชั่นการตรวจสอบบุคคลที่ 3 ในระบบการทำสัญญาแบบ Smart Contract ด้วยระบบ automated ระหว่างหลายฝ่ายที่มีเงื่อนไขตรงตามที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

ขณะที่ ระบบทางด้านสุขภาพและการแพทย์ “บล็อกเชน” สามารถช่วยในการแชร์ข้อมูลของโรงพยาบาลเครือข่าย รวมถึงการใช้งานการติดตามข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ป่วยซึ่งเป็นฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อข้อมูลข้ามแพลตฟอร์มฟังก์ชันการรักษาความปลอดภัยของความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

สำหรับผลดีนั้น ถ้ามีระบบล็อกเชนเข้ามาร่วมใช้งานผ่าน Thai Cleft Link Program ของ “ศูนย์แก้ไขความพิการบริเวณใบหน้า และศีรษะ” มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะทำให้วงการแพทย์มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปด้วย ส่วนผลดีต่อผู้ป่วยนั้นจะช่วยร่นระยะเวลาการมาพบแพทย์ ประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งต่อจากนี้ไปจะสามารถขยายเครือข่ายผ่านระบบบล็อกเชนไปสู่วงกว้างมากขึ้น มีประโยชน์สามารถจัดเก็บข้อมูลอย่างดีด้วยระบบบล็อกเชนนั่นเอง แต่เนื่องจากช่วงนี้ยังเป็นการทดลองมีอุปสรรคอยู่บ้างเล็กน้อย จึงเร่งยกระดับเพื่อให้สามารถขยายสู่โรงพยาบาลเครือข่ายเพื่อมอบสิ่งที่ดีด้านสุขภาพพร้อมดูแลความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วยทุกคน

ในด้านการต่อยอดโครงการต่อไปนั้น จะใช้เป็นโมเดลต้นแบบของการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้งานในระบบการแพทย์ หากทำสำเร็จก็จะสามารถต่อยอดไปสู่โรคอื่นๆ ผลดีคือเกิดความร่วมมือของโรงพยาบาลเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ผลการรักษาผู้ป่วยดีขึ้น รวดเร็วขึ้น ประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่าย สามารถติดตามผลการรักษาได้ทันที

“ขณะนี้เริ่มมีการวางระบบไว้และทำให้เกิดผลจริงบางส่วนแล้ว อีกทั้งยังคิดว่าจะลิ้งค์ประสานงานได้จากแหล่งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ ส่วนในระยะยาวคิดว่าจะมีส่วนช่วยส่งเสริมด้านการรักษาและการวิจัยในภาพรวมได้ เนื่องจากมีข้อมูลที่มีความสำคัญ ขณะนี้พร้อมนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้งานในโรงพยาบาล พร้อมส่งเสริมและผลักดันให้ขยายผลใช้ประโยชน์ด้านการแพทย์สาขาอื่นๆ ต่อไปด้วย หากมีความพร้อมเต็มที่แล้วจะขยายสู่โรงพยาบาลอื่นๆ ในเครือข่ายำทั่วภาคเหนือและทั่วประเทศต่อไป”

ผศ.นพ.กฤษณ์ ขวัญเงิน รองคณบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเสริมว่า การนำบล็อกเชนมาใช้ในด้านการแพทย์สามารถแก้ไขปัญหาด้านการใช้ข้อมูลร่วมกันได้ โดยมี ประเด็นหลักของการพัฒนาที่จะนำไปขยายเครือข่ายสู่โรงพยาบาลอื่นๆได้ด้วยนั้น คือ การรักษาชั้นความลับของข้อมูลผู้ป่วย เนื่องจากปี 2564 จะมีกฎหมายเรื่องการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มงวดประกาศใช้ชัดเจน ดังนั้นถ้าบล็อกเชนสามารถรักษาชั้นความลับของผู้ป่วยได้จริงก็จะเกิดประสิทธิภาพในการใช้งานระบบนี้ ให้บุคลากรทางการแพทย์มีความมั่นใจมากขึ้น จึงตัดสินใจนำโครงการดังกล่าวมาแก้ไขปัญหาข้อจำกัดเหล่านี้ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์สุดท้ายต่อผู้ป่วยนั่นเอง

โดยเป็นการมองการณ์ไว้ล่วงหน้า ซึ่งศักยภาพของเทคโนโลยีบล็อกเชนถือว่ามีประสิทธิภาพมากเหมาะสำหรับเอามาใช้เพื่อวงการแพทย์ โดยเลือกนำเอามาใช้งานผ่าน Thai Cleft Link Program ของ “ศูนย์แก้ไขความพิการบริเวณใบหน้า และศีรษะ” มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่จะเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ เฟสแรกทดสอบระบบโดยแยกออกมาจากระบบกลางของโรงพยาบาล หากไม่มีปัญหาในการทดสอบระบบลิ้งค์จะเร่งนำเสนอผู้บริหารของโรงพยาบาลเพื่อนำข้อมูลลิ้งค์กับระบบส่วนกลางของโรงพยาบาลโดยเร็วต่อไป พร้อมกับขยายสู่โรงพยาบาลเครือข่ายทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน

ทางด้านข้อเป็นห่วงว่าจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยและการวินิจฉัยโรคของแพทย์ได้อย่างไรนั้น ผศ.นพ.กฤษณ์ กล่าวว่า จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล ผู้ป่วยโรคอื่นๆ จะได้อานิสงส์ตามไปด้วย ประการสำคัญจะประหยัดเวลาและต้นทุนในการสร้างโปรแกรมเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างแต่ละโรงพยาบาล

“หากบล็อกเชนสามารถปลดล็อคข้อจำกัดในการส่งผ่านข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลได้จะเป็นการพลิกโฉมต่อการพัฒนาเทคโนโลยีให้บริการด้านการแพทย์กับโรงพยาบาลต่างๆ ของไทย แต่ปัจจุบันยังปรากฎว่าไม่มีการยินยอมให้ส่งข้อมูลผ่านต่อกัน หากบล็อกเชนสามารถทำได้ก็จะเป็นการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ประการหนึ่งนั้นพบว่าระบบนี้มีผู้นำไปใช้เกี่ยวกับด้านการเงินมาแล้วพบว่าประสบความสำเร็จด้วยดี”

ขณะที่ ดร.ปิยะนุช ธูปถมพงศ์ หัวหน้าโครงการ “การศึกษาเครื่องมือและกระบวนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ การสนับสนุนภายใต้แผนงานการพัฒนาภูมิภาคและจังหวัด 4.0 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.)” กล่าวว่า เป็นการจัดทำวิจัยต้นแบบเทคโนโลยีบล็อกเชนไปทดลองใช้งานกับโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เน้นเพื่อการจัดเก็บและบริการข้อมูลเกี่ยวกับเวชระเบียนของผู้ป่วยที่มาทำการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า บล็อกเชน จะมีประสิทธิภาพการจัดเก็บข้อมูลที่มีมาตรฐาน แต่หากสามารถลิ้งค์ข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลร่วมกันได้จะเกิดผลดีต่อหลายด้านทั้งต่อผู้ป่วย และการวินิจฉัยโรคเพื่อประสิทธิภาพการรักษาของแพทย์

“ช่วงที่ผ่านมาผู้ป่วยหรือญาติจะต้องถือข้อมูลไปให้แพทย์วินิจฉัยอาการ จึงเกิดความล่าช้าไม่ทันการณ์ ระบบบล็อกเชนจึงเป็นทางเลือกใหม่ในภาคปฏิบัติโดยเป็นความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบต้นแบบด้วยการใช้บล็อกเชนเพื่อการแพทย์ ระหว่างมช.กับ สกสว. ซึ่งหลังจากพัฒนาได้เต็มประสิทธิภาพ ใช้งานได้ดีแล้วจะขยายผลต่อให้สมาคมความพิการปากแหว่ง เพดานโหว่ ใบหน้าและศีรษะ แห่งประเทศไทย นำไปใช้เชื่อมต่อโรงพยาบาลทั่วประเทศ ส่วนในภาคปฏิบัติหากทำเรื่องขออนุมัติผ่านระบบจะดำเนินการลิ้งค์ข้อมูลผู้ป่วยรายนั้นๆให้ถึงมือหมอได้ทันที หากผู้ป่วยรายใดไม่อนุมัติคนอื่นๆ ก็จะไม่สามารถเห็นข้อมูลของผู้ป่วยรายนั้นได้ ซึ่งหลายประเทศมีใช้งานกันแล้ว แต่ในเมืองไทยยังไม่มีการใช้ระบบนี้ในโรงพยาบาล จึงถือเป็นการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้บริหารจัดการข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง”

ทั้งนี้ ในการสำรวจข้อมูลจากผู้ใช้เป้าหมายในเมืองไทย ซึ่งประกอบด้วย Startup และผู้บริหารด้านไอทีที่มีอำนาจตัดสินใจในหน่วยงาน องค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่ในเครือข่ายของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล พบว่าผู้ใช้เป้าหมายมีความรู้เบื้องต้นในเรื่องความสามารถของ Blockchain และทราบถึงแนวทางการนำเอามาใช้งาน หากแต่ยังไม่มีความมั่นใจในการนำมาใช้งานจริง ตลอดจนราคาของการพัฒนาระบบมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญ ดังนั้นเพื่อให้เกิดการพัฒนาการใช้งานด้านเทคโนโลยี Blockchain ในประเทศไทย จึงต้องสร้างการรับรู้ และต้องการทดลองใช้งานเพื่อให้เกิดความเข้าใจ และนำไปสู่การนำเทคโนโลยี Blockchain มาพัฒนาเป็นระบบเพื่อใช้งานได้จริงโดยเร็วต่อไป

]]>
‘หัวเหวย’ ส่งระบบ AI วินิจฉัยโรค ช่วย ‘แอฟริกาใต้’ ฝ่าวิกฤติ ‘โควิด-19 https://www.trjournalnews.com/18262 Mon, 20 Apr 2020 14:42:23 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=18262 “ซินหัว” เผย “หัวเหวย” (Huawei) บริจาคระบบคลาวด์-AI ให้ […]]]>

“ซินหัว” เผย “หัวเหวย” (Huawei) บริจาคระบบคลาวด์-AI ให้ “ประเทศแอฟริกาใต้” เพื่อการวินิจฉัยโรคจำนวน 4 ระบบ พร้อมระบบตรวจจับความร้อน 4 ระบบ หวังช่วยต่อสู้กับการแพร่ระบาด “โควิด-19”

ซเวลี เมไคซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของแอฟริกาใต้ เปิดเผยว่าระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นวิธีการสำคัญในการวินิจฉัย และจะช่วยเหล่าบุคลากรทางการแพทย์ให้วินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อได้อย่างประสบความสำเร็จ

“เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เป็นอีกอาวุธสำคัญในคลังแสงที่ใช้เพื่อต่อสู้กับไวรัสร้ายของเรา นอกจากนี้ ขอขอบคุณหัวเหวยที่แบ่งปันนวัตกรรมให้เรา เราหวังว่าจะได้ศึกษาความสามารถของระบบเหล่านี้ เนื่องจากเรามุ่งยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกในบริการด้านสาธารณสุขของเรา ด้วยเทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ” เมไคซ์ กล่าวขณะรับเงินบริจาคจากสำนักงานใหญ่ของหัวเหวยในเมืองโจฮันเนสเบิร์ก เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2563 ที่ผ่านมา

สำหรับระบบคลาวด์ปัญญาประดิษฐ์ (AI Cloud) ใช้ประโยชน์จาก ‘หัวเหวย คลาวด์’ (Huawei Cloud) ซึ่งถูกสร้างขึ้นในแอฟริกาใต้ จะช่วยให้วินิจฉัยโรคโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ด้วยการวิเคราะห์ผลซีทีสแกน (CT scan) ปอดของผู้ป่วย ขณะที่ ระบบคลาวด์ปัญญาประดิษฐ์นี้ถูกนำไปปรับใช้งานได้อย่างดีในหลายประเทศ เช่น อังกฤษ เม็กซิโก ไทย และจีน นอกจากนั้น หัวเหวยยังบริจาคระบบตรวจจับความร้อนอีก 4 ระบบ ซึ่งสามารถตรวจสอบอุณหภูมิร่างกายในพื้นที่ที่มีผู้คนหนาแน่นสูง ซึ่งเป็นวิธีเบื้องต้นที่สำคัญในการตรวจหาผู้ติดเชื้อ

ด้าน สปอว์น ฟ่าน ประธานกรรมการบริหารของหัวเหวยประจำแอฟริกา กล่าวว่า การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกๆ จะช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส และทำให้อัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อคงที่ การลดระยะเวลาตรวจหาเชื้อจากหลักชั่วโมงมาเป็นนาที ด้วยความแม่นยำถึงร้อยละ 98 ถือเป็นเครื่องมืออันทรงพลังสำหรับการรักษา เฝ้าระวัง และจัดการกับโรคระบาดนี้

“วิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่สำหรับมนุษยชาติในยุคโลกาภิวัฒน์ การระบาดใหญ่ที่เราเผชิญอยู่ในทุกวันนี้ไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่ง เราต้องร่วมมือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในตอนนี้เราไม่สามารถเอาชนะไวรัสร้ายนี้ได้จนกว่าจะทำลายกำแพงด้านทรัพยากร และแบ่งปันความรู้และบทเรียนที่ได้รับมาจากความเจ็บปวด เพื่อจับมือก้าวผ่านความยากลำบากนี้ไปด้วยกัน” ฟ่าน กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2563 ที่ผ่านมา นาเลดี แพนเดอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ได้กล่าวขอบคุณหัวเหวย บริษัทอื่นๆ จากประเทศจีน และรัฐบาลจีน สำหรับการบริจาคและความช่วยเหลือที่มีให้แอฟริกาใต้ในการต่อสู้กับโรคโควิด-19

]]>
‘ดีไฮจีนิค’ ชูเครื่อง ‘Anti-Virus Disinfection’ ระบบ Fogging ปล่อยควันฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาออแกนิครายแรกไทย พร้อมยันเชื้อไวรัสไม่ฟุ้งกระจาย https://www.trjournalnews.com/18219 Fri, 17 Apr 2020 08:52:08 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=18219 “ดีไฮจีนิค” ตอกย้ำนวัตกรรมสุดล้ำ ชูเครื่อง […]]]>

“ดีไฮจีนิค” ตอกย้ำนวัตกรรมสุดล้ำ ชูเครื่อง “Anti-Virus Disinfection” ระบบ Fogging ปล่อยควันฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาออแกนิครายแรกไทย พร้อมโชว์ผลการวิจัยรองรับจาก “Lab Potema” ระดับโลก ยืนยันไม่ฟุ้งกระจาย-ลูกค้ามั่นใจกระแสตอบรับดีเกินคาด

นายภาคิน สุดประเสริฐ รองประธาน บริษัท ดีไฮจีนิค ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า “ดีไฮจีนิค” มีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีระดับสูง นำเข้าจากประเทศเยอรมัน คุณภาพที่ได้รับการยอมรับในอันดับ 1 ของโลก ซึ่งแบรนด์ดีไฮจีนิคดำเนินประกอบธุรกิจ ก้าวสู่ปีที่ 12 มีความเชี่ยวชาญด้านกำจัดไรฝุ่นและบริการฉีดพ่นควันฆ่าเชื้อไวรัสด้วยน้ำยาออแกนิคอันดับ 1 ในประเทศไทย โดยมีจุดเด่นด้านความปลอดภัยที่มีต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม   

สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในปัจจุบันนั้น ทำให้ลูกค้าสนใจบริการที่มีความปลอดภัยสูง ซึ่งเครื่อง Anti-Virus Disinfection เป็นระบบ Fogging การปล่อยควัน โดยจะไม่ทำให้เกิดการกระจายของเชื้อไวรัส แตกต่างจากการใช้เครื่องพ่นด้วยระบบละอองน้ำ

นอกจากนี้เครื่อง Anti-Virus Disinfection จึงตอบโจทย์ด้วยคุณสมบัติการใช้ Organic oil สกัดจากพืชธรรมชาติ รวมถึงระบบปล่อยควันฆ่าเชื้อไวรัสรุนแรงหลายประเภท อาทิ SARS H1N1 โควิด-19 เพื่อเป็นการกำจัด ควบคุม และป้องกัน จนพ้นวิกฤติการแพร่กระจายของเชื้อฯ ในพื้นที่ที่มีระดับการแพร่กระจายของโควิด-19 ที่รุนแรง เช่น ประเทศจีน ประเทศเกาหลีใต้ เป็นต้น

ทั้งนี้ แบรนด์ดีไฮจีนิค ได้มีการค้นพบวิจัยจนได้รับการรับรองจาก Lab Potema ในประเทศเยอรมัน โดยคุณคุณสมบัติของน้ำยาออแกนิค จึงเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในประเทศไทย เฉพาะของแบรนด์ดีไฮจีนิคเท่านั้น โดยแบรนด์จึงกล้าการันตีรับประกันทุกขั้นตอนรวมไปถึงน้ำยาออแกนิค ที่มีความปลอดภัยไร้สารเคมีอย่างแท้จริง สามารถปกป้องและดูแลสุขภาพในระยะเวลายาวกว่า 2-3 เดือน

สำหรับเครื่อง Anti-Virus Disinfection มีความโดดเด่นสามารถกำจัดและเคลือบป้องกันพื้นผิวจากไวรัสโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ลูกค้าได้เล็งเห็นความสำคัญของการปกป้องที่มีประสิทธิภาพต่อชีวิตและสุขภาพ ทั้งนี้ แบรนด์ดีไฮจีนิคจึงได้รับความไว้วางใจตอบรับดีอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มลูกค้าหลากหลาย เช่น โรงภาพยนตร์โรงพยาบาลหลายแห่งร้านอาหารอาคารตึกสำนักงานชั้นนำ รวมไปถึงลูกค้าบ้านพักอาศัย คอนโดมิเนียม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สามารถสอบถามด้านบริการต่างๆ ผ่านสังคมออนไลน์  LINE : dh-thailand  IG : @dhthailand และ www.dh-thailand.com เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 10.00-19.00 น.

]]>
‘อีเอสอาร์ไอ’ เสนอซอฟต์แวร์ ‘ArcGIS’ พร้อมใช้ ฟรี 6 เดือน หนุนรัฐ-เอกชน ติดตาม ‘โควิด-19’ เรียลไทม์ https://www.trjournalnews.com/17957 Sat, 11 Apr 2020 13:00:51 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=17957 “อีเอสอาร์ไอ” สนับสนุนซอฟต์แวร์ “ArcGIS” พร้อมเปิดให้ผู […]]]>

“อีเอสอาร์ไอ” สนับสนุนซอฟต์แวร์ “ArcGIS” พร้อมเปิดให้ผู้ใช้งานเข้าใช้ COVID-19 GIS Hub ฟรี 6 เดือน หนุนหน่วยงานรัฐ-เอกชน รับมือสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 นำเทคโนโลยี GIS มาใช้ให้เกิดประโยชน์-ติดตามแบบเรียลไทม์

นางสาวธนพร ฐิติสวัสดิ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ในกลุ่มบริษัท ซีดีจี เปิดเผยว่า ตั้งแต่ได้มีการประกาศเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาหรือโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยี ArcGIS เข้าสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุข จัดทำระบบติดตามสถานการณ์ไวรัสแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยี GIS มาใช้ให้เกิดประโยชน์ สนับสนุนการทำงานของภาครัฐให้เกิดความรวดเร็ว แม่นยำ รวมถึงช่วยในการเป็นสื่อกลางในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชนผ่านสื่อต่างๆ เพื่อเตรียมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในอนาคต

“การนำซอฟต์แวร์ ArcGIS เข้ามาประยุกต์ใช้ในการติดตามสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 เป็นการสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน โดยระบบจะแสดงผลข้อมูลในรูปแบบ interactive dashboard ที่ใช้งานง่าย ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่และประชาชนในการเข้าถึงข้อมูล ซึ่ง dashboard จะแสดงข้อมูลเป็นภาษาไทย อัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ และเข้าดูได้ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถแสดงข้อมูลสถิติและตำแหน่งในประเทศไทย ประกอบด้วยจำนวนผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การสอบสวน จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อ จำนวนผู้หายเป็นปกติ และจำนวนผู้ที่อาการดีขึ้นและออกจากโรงพยาบาลแล้ว รวมถึงข้อมูลผู้ป่วยติดเชื้อจากทั่วโลก” นางสาวธนพร กล่าว

นางสาวธนพร กล่าวต่ออีกว่า บริษัทฯ ยังได้สนับสนุนลูกค้าทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ในการนำซอฟต์แวร์ ArcGIS ไปพัฒนาเป็นโซลูชันสำหรับฝ่าวิกฤต COVID-19 ครั้งนี้ โดยสามารถเข้าใช้งาน ArcGIS Online สำหรับการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมทั้ง ArcGIS Hub (Basic level) สำหรับการจัดการข้อมูลของหน่วยงาน เป็นระยะเวลา 6 เดือนฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งสามารถลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ COVID-19 ArcGIS Online and Hub ได้ทันที

ขณะเดียวกัน นอกจากให้การสนับสนุนซอฟต์แวร์ บริษัทฯ ยังพร้อมบริการให้คำปรึกษากับผู้ใช้งานซอฟต์แวร์ ArcGIS ในการสร้างแอปพลิเคชันแผนที่ สำหรับใช้ภายในองค์กร เพื่อช่วยบริหารจัดการ รับมือกับสถานการณ์การระบาดที่เกิดขึ้น เช่น การติดตามสุขภาพพนักงาน การเก็บข้อมูลอุณหภูมิของพนักงานที่เฝ้าระวังเป็นรายวัน รายละเอียดหรือสถานะของพนักงานที่ถูกเฝ้าระวังพร้อมตำแหน่งปัจจุบัน โดยผู้ใช้งานที่มี ArcGIS Online สามารถเข้าถึง COVID-19 GIS Hub ที่รวบรวมเทมแพลตตัวอย่างสำหรับการสร้างแผนที่ในรูปแบบต่างๆ พร้อมทั้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากกลุ่มผู้ใช้งาน ArcGIS ทั่วโลก ซึ่งล่าสุดมีหน่วยงานภาครัฐระดับจังหวัด หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ  บริษัทเอกชน และมหาวิทยาลัยให้ความสนใจลงทะเบียนใช้งาน COVID-19 GIS Hub เป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม อีเอสอาร์ไอ เชื่อว่าเทคโนโลยี ArcGIS และเครื่องมือที่บริษัทฯได้พัฒนาขึ้นในครั้งนี้ จะเป็นหนึ่งในตัวช่วยที่จะช่วยเฝ้าระวัง เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ จากจุดเล็กๆ ในส่วนที่แต่ละหน่วยงานจะทำได้อย่างดีที่สุด โดยเริ่มตั้งแต่สังคมใกล้ตัว ภายในบริษัทหรือองค์กร ที่ประชาชนคนไทยทุกคนต้องช่วยกันดูแล เพื่อให้ประเทศไทยผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน สำหรับผู้ใช้งาน ArcGIS ขอรับการสนับสนุน COVID-19 ArcGIS Online and Hub เป็นระยะเวลา 6 เดือนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ที่ https://www.esrith.com/covid19/

]]>