ข่าวต่างประเทศ – transportjournal newspaper https://www.trjournalnews.com เว็บไซต์ข่าวสารด้านโลจิสติกส์ Thu, 30 Jul 2020 10:37:06 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.5.1 ‘สีจิ้นผิง’ ชวนสร้างแพลตฟอร์ม AIIB ใหม่ เพื่อประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติ https://www.trjournalnews.com/20818 Thu, 30 Jul 2020 10:37:06 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=20818 “สีจิ้นผิง” เรียกร้องให้ผลักดัน “ธนาค […]]]>

“สีจิ้นผิง” เรียกร้องให้ผลักดัน “ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB)” สู่การเป็นแพลตฟอร์มใหม่ที่ส่งเสริมการพัฒนาสำหรับสมาชิกทั้งหมด อำนวยความสะดวกแก่การสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติ 

รายงานข่าวจากสำนักข่าวซินหัว ระบุว่า สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เปิดเผยในพิธีเปิดการประชุมประจำปีครั้งที่ 5 ของธนาคารเพื่อการพัฒนาแบบพหุภาคี ที่จัดขึ้นทางออนไลน์ โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องพยายามผลักดัน ‘เอไอไอบี’ ให้กลายเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคีรูปแบบใหม่ที่ส่งเสริมการพัฒนาทั่วโลก เป็นแพลตฟอร์มการพัฒนารูปแบบใหม่ที่ผันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เป็นสถาบันประสิทธิภาพสูงสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศลักษณะใหม่ และความร่วมมือพหุภาภีในกระบวนทัศน์ใหม่

ทั้งนี้ เอไอไอบีได้รับการเสนอให้ก่อตั้งขึ้นช่วงปลายปี 2013 ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2016 โดยจากสมาชิกผู้ก่อตั้งที่มี 57 รายกลายมาเป็น 102 รายในปัจจุบัน ซึ่งครอบคลุม 6 ทวีป ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และโอเชียเนีย เอไอไอบีทยอยสร้างความสำเร็จใหม่ๆ เรื่อยมาและได้มอบเงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานให้กแก่บรรดาสมาชิกแล้วเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.28 แสนล้านบาท)

“ความคิดริเริ่มดังกล่าวได้รับการออกแบบมาเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมต่อในเอเชียและกระชับความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อการพัฒนาร่วมกัน” สีจิ้นผิง กล่าว

ทิศทางใหม่

“ด้วยจำนวนมิตรสหายและหุ้นส่วนดีที่มีมากขึ้น อันนำมาสู่ความร่วมมือที่มีคุณภาพสูงขึ้น เอไอไอบีจึงได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคีอย่างมืออาชีพ มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส” สีจิ้นผิง กล่าว

นอกจากนี้ สีจิ้นผิง ยังเน้นถึงประเด็นการรับมือกับโรคโควิด-19 ของทั่วโลกว่าทำให้เห็นถึงความรุ่งโรจน์และความเสื่อมโทรมของมนุษยชาติอย่างชัดเจนในประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่ง “การสนับสนุนซึ่งกันและกันและความร่วมมืออย่างแน่นแฟ้นนั้นเป็นทางรอดเดียวเหนือวิกฤตทั้งปวงของมวลมนุษย์

ขณะเดียวกัน ยังเรียกร้องให้นานาประเทศดำเนินการกำกับดูแลระดับโลกอย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น ส่งเสริมสถาบันพหุภาคีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และกระชับความร่วมมือระดับภูมิภาคให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในยุคโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ

“เอไอไอบีควรมุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการการพัฒนาของสมาชิกทั้งหมดและจัดสรรการลงทุนที่มีคุณภาพสูง ต้นทุนต่ำ และยั่งยืนยิ่งขึ้น สำหรับโครงสร้างพื้นฐานทั้งแบบดั้งเดิมและแบบใหม่ โดยสิ่งนี้จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในเอเชียและในภูมิภาคอื่นๆ” สีจิ้นผิง กล่าว

สีจิ้นผิง กล่าวต่ออีกว่า เรียกร้องให้เอไอไอบีปรับปรุงปรัชญาการพัฒนา รูปแบบธุรกิจ และการกำกับดูแลสถาบันอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งจัดหาผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อการพัฒนาที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย เพื่อช่วยยกระดับการเชื่อมต่อ ส่งเสริมการพัฒนาสีเขียว และกระตุ้นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้มีการดำเนินงานเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการพัฒนาธนาคารเอไอไอบีสู่การเป็นสถาบันที่มีประสิทธิภาพสูงและรูปแบบใหม่สำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศจะมีมาตรฐานและคุณภาพสูง ทั้งยังแนะนำให้เอไอไอบีรักษาการเปิดกว้างและความครอบคลุมต่อไป เพื่อสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ของความร่วมมือพหุภาคี

ด้าน หลิวคุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของจีน กล่าวว่า สีจิ้นผิงตั้งความหวังกับธนาคารเอไอไอบีไว้สูง และให้คำแนะนำที่เป็นรูปธรรมสำหรับการพัฒนา โดยคำแนะนำเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงแนวคิดและความรับผิดชอบของจีน ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของธนาคารฯ ทั้งยังให้ทิศทางสำหรับการพัฒนาในอนาคตของธนาคาร ซึ่งจีนเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของธนาคารฯ โดยถือครองหุ้นราว 30%

“จีนจะทำงานร่วมกับสมาชิกคนอื่นๆ เพื่อส่งเสริมเอไอไอบีให้เป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคีที่มีประสิทธิภาพสูงในศตวรรษที่ 21 และมีส่วนร่วมมากขึ้นในการกำกับดูแลเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ ยังได้ต้อนรับสมาชิกรายที่ 103 ระหว่างการประชุมประจำปีด้วย” หลิว กล่าว

ขณะที่ สวีซิ่วจวิน นักวิจัยจากสถาบันสังคมศาสตร์แห่งจีน (CASS) กล่าวว่า การจัดการประชุมประจำปีของเอไอไอบีมีความจำเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้ เนื่องจากจะช่วยระดมความพยายามจากนานาชาติในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งเสริมการพัฒนาร่วมกันในภูมิภาค และเปิดช่องให้แรงขับเคลื่อนใหม่ๆ ต่อเศรษฐกิจโลก

ยึดมั่นพหุภาคีนิยม

“จีนสนับสนุนและปฏิบัติตามแนวคิดพหุภาคีเสมอมา ทั้งยังแสวงหาการพัฒนาส่วนที่เหลือของโลกด้วยจิตวิญญาณแห่งการเปิดกว้างและความร่วมมือที่ให้ประโยชน์แก่ทุกฝ่าย จีนจะยังคงทำงานร่วมกับสมาชิกรายอื่นๆ ต่อไปเพื่อสนับสนุนและสร้างความสำเร็จแก่เอไอไอบี และมีส่วนร่วมมากขึ้นในการรับมือกับความเสี่ยงและความท้าทายระดับโลก รวมถึงแสวงหาการพัฒนาร่วมกัน” สีจิ้นผิง กล่าว

สีจิ้นผิง ยังพูดถึงการตอบสนองอย่างรวดเร็วของธนาคารฯ ในการจัดตั้งศูนย์กู้วิกฤตโควิด-19 เพื่อสนับสนุนสมาชิกในการยับยั้งไวรัสและฟื้นฟูเศรษฐกิจของพวกเขาเมื่อเผชิญกับโรคระบาดโควิด-19 และเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของพลังแห่งการกระทำของเอไอไอบี

สวีซิ่วจวิน กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคีที่มีประสิทธิภาพ เอไอไอบีได้จัดสรรความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งแก่บรรดาสมาชิกในการแก้ไขวิกฤตการระบาดใหญ่และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

“สถาบันนี้ได้เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับกลไกพหุภาคีและเพิ่มความเชื่อมั่นแก่ประชาคมระหว่างประเทศในเรื่องพหุภาคี” สวีซิ่วจวิน กล่าว

“ข้อเท็จจริงล้วนพิสูจน์ให้เห็นว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากการเลือกของจีนเท่านั้น แต่ยังเกิดจากฉันทามติของประชาคมระหว่างประเทศที่มุ่งสนับสนุนและปฏิบัติตามแนวคิดพหุภาคีด้วย” หลิว กล่าว

]]>
แคร์รี แลม’ ให้คำมั่นฟื้นระเบียบสู่ฮ่องกง ยืนหยัดแถวหน้าการเงินนานาชาติ https://www.trjournalnews.com/20513 Fri, 17 Jul 2020 02:58:43 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=20513 รายงานจากสำนักข่าวซินหัว ระบุว่า แคร์รี แลม ผู้บริหารสู […]]]>

รายงานจากสำนักข่าวซินหัว ระบุว่า แคร์รี แลม ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกงของจีน เผยถึงความมุ่งมั่นที่จะใช้ความเป็นศูนย์กลางทางการเงินผนึกจุดแข็งของฮ่องกงและพยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำให้ฮ่องกงฟื้นตัวอีกครั้ง หลังผ่านช่วงเวลาแห่งความรุนแรงและความไม่สงบในรอบปีที่ผ่านมา

“ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดยังไม่ผ่านพ้น โดยปีที่ผ่านมาได้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าสังคมฮ่องกงต้องการความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและเร่งด่วนในหลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ซึ่งเป้าหมายในงานของฉันอีก 2 ปีข้างหน้า คือการคืนความสงบเรียบร้อยและรับรองสิทธิขั้นพื้นฐาน” แลม กล่าว

 

การรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย

กฎหมายใหม่ซึ่งผ่านการรับรองโดยสภานิติบัญญัติสูงสุดของจีนและประกาศใช้ในฮ่องกงเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. มีความสำคัญต่อการปกป้องความมั่นคงของชาติในฮ่องกง และนำสันติภาพและความเป็นระเบียบกลับคืนมา ซึ่งแลมเห็นว่าการออกกฎหมายฉบับนี้ “มีความจำเป็นและเหมาะสมแก่เวลา” ทั้งนี้ ฮ่องกงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางสังคมมาอย่างยาวนานตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2019 โดยเกิดการประท้วงและการชุมนุมกว่า 1,400 ครั้ง และเลยเถิดไปสู่การกระทำที่ผิดกฎหมายและรุนแรง

“หลายคนบอกว่าฮ่องกงไม่ใช่สถานที่ที่พวกเขารู้จักอีกต่อไปแล้ว” แลม ชี้ว่า ผลกระทบที่เกิดกับฮ่องกงนั้นมากมายมหาศาลและยาวนาน เธอในฐานะผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงเผชิญกับความท้าทายที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตการทำงานเพื่อสาธารณชนตลอด 40 ปี เมื่อมีการออกกฎหมาย รัฐบาลฮ่องกงก็มีภาระหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และผู้ใดก็ตามที่ฝ่าฝืนกฎหมายต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ในส่วนของหลักนิติธรรมถูกเหยียบย่ำท่ามกลางความไม่สงบทางสังคมในช่วงปีที่ผ่านมา นักการศึกษาบางคนถึงกับสั่งสอนว่าคนผู้หนึ่งสามารถฝ่าฝืนกฎหมายได้เพื่อให้ได้ความยุติธรรมที่ตนเองกำหนด มีคนหนุ่มสาวจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มารวมตัวประท้วงบนถนน ก่ออาชญากรรมรุนแรง จนกระทั่งถูกจับกุมและถูกดำเนินคดี

แลม กล่าวว่า สถานการณ์ที่วุ่นวายเหล่านี้จำต้องกลับคืนสู่ภาวะปกติ พร้อมให้คำมั่นว่าจะกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงการปกป้องความมั่นคงของชาติและปฏิบัติตามกฎหมาย รวมถึงอธิบายให้สาธารณชนทราบถึงความสำคัญของความมั่นคงของชาติให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ไม่จำเป็นต้องกังวล

แลม ให้ความเห็นตรงกันข้ามต่อข้อกล่าวหาที่ว่า กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติขัดแย้งกับหลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” โดยชี้ว่ากฎหมายฉบับนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลกลางเคารพในความเป็น “หนึ่งประเทศ สองระบบ” และให้ความไว้วางใจต่อฮ่องกง

กฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศรวมถึงประชาชนกว่า 1.4 พันล้าน แต่สิทธิในการกำกับดูแลส่วนใหญ่ถูกมอบให้แก่ฮ่องกง แลมยกตัวอย่างว่า “ในทางตรงกันข้าม สหรัฐฯ จะมอบอำนาจในการจัดการเรื่องความมั่นคงแห่งชาติให้กับรัฐหรือเมืองต่างๆ หรือไม่ เป็นไปไม่ได้เลย”

“เราได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลกลางให้แบกรับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่นี้ เราจึงต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ากฎหมายถูกนำมาใช้อย่างเห็นผล”

ตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางสังคมเมื่อปีที่แล้ว ประเทศตะวันตกก็เข้ามาแทรกแซงกิจการในฮ่องกงมากขึ้น สหรัฐอเมริกาได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อฮ่องกงอย่างโจ่งแจ้ง โดยลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายที่ชื่อว่า “กฎหมายปกครองตนเองของฮ่องกง” เมื่อวันที่ 1 ก.ค.

แลมประณามรัฐบาลและรัฐสภาสหรัฐฯ ที่ละเมิดบรรทัดฐานพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันว่าเธอไม่ได้กังวลกับการคว่ำบาตรแต่อย่างใด

สถานะของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางทางการเงินระดับโลกไม่ได้มาจากการแต่งตั้งของสหรัฐฯ และ “การคว่ำบาตรทางการเงินจะไม่เพียงแต่จะทำร้ายฮ่องกงเท่านั้น แต่บริษัทในสหรัฐฯ เองก็เจ็บตัวไปด้วย” แลมกล่าว

สหรัฐฯ ได้รับเงินเกินดุลเกือบ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในแต่ละปีจากการค้าขายสินค้ากับฮ่องกง และสถาบันการเงินของสหรัฐฯ ก็ดำเนินธุรกรรมส่วนใหญ่ในตลาดทุนของฮ่องกงด้วย ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังพยายามใช้มาตรการคว่ำบาตรสั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนในฮ่องกง แต่กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติจะผนวกรวมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและธุรกิจเข้าไว้ด้วยกัน

“เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งนักลงทุนต่างประเทศและชาวฮ่องกงจะพบว่าไม่มีอะไรจำเป็นต้องกังวลเลย” แลม กล่าว

ข้อดียังคงอยู่

ความวุ่นวายทางสังคมที่ยืดเยื้อ รวมถึงการติดเชื้อโรคโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้น เป็นผลกระทบสองต่อที่ทำให้จีดีพีของฮ่องกงลดลงร้อยละ 8.9 จากปีก่อนในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ และอัตราการว่างงานในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมก็ถีบตัวขึ้นถึงร้อยละ 5.9 อย่างไรก็ตาม แลมยังคงมองโลกในแง่ดีต่อแนวโน้มของฮ่องกงและเชื่อว่าข้อดีของฮ่องกงไม่ถูกกระทบกระเทือน

“เราอยู่ในกรอบของ ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ และก็อยู่ในระบบตุลาการอิสระและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ” แลมกล่าว “กลยุทธ์ของรัฐบาลฮ่องกงคือการรักษาความได้เปรียบที่เราเคยมี และรอโอกาสอันดีที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจอีกครั้ง”

ตั้งแต่เขตเศรษฐกิจกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า ไปจนถึงโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง และความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียน “สิ่งเหล่านี้จะนำโอกาสมากมายมาให้แก่ผู้ประกอบการและธุรกิจในฮ่องกง ในฐานะศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ” แลมกล่าว

แลมหวังว่าฮ่องกงจะขยายความร่วมมือกับเมืองอื่นๆ ในเขตเศรษฐกิจ ด้านการเป็นผู้ประกอบการรุ่นเยาว์และนวัตกรรม เพื่อที่จะใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของตนอย่างเต็มที่ และเผยว่า “มหาวิทยาลัยในฮ่องกงอย่างน้อย 3 ถึง 4 แห่งวางแผนที่จะสร้างวิทยาเขตใหม่ในเขตเศรษฐกิจกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า”

ทั้งนี้ ฮ่องกงทำหน้าที่เป็นฐานสำคัญสำหรับกิจกรรมระดมทุนของธุรกิจจากแผ่นดินใหญ่ และเป็นช่องทางการชำระเงินด้วยสกุลเงินหยวนในธุรกรรมระหว่างประเทศ ทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพระดับสูงด้านการอนุญาโตตุลาการ การศึกษา และการรักษาพยาบาล

 

อุปสรรคทางการเมือง

ในขณะที่ก้าวถึงโอกาสต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศ ฮ่องกงก็จำเป็นต้องแก้ไขปัญหาที่ฝังรากลึกอยู่ในตัวเองเช่นกัน นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในปี 2017 แลมทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาคอขวดในการพัฒนาของฮ่องกงและสร้างพลังขึ้นใหม่ นโยบายล่าสุดของเธอที่เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ให้ความสำคัญกับเรื่องที่อยู่อาศัย การจัดหาที่ดิน การปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน และการพัฒนาเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม การขัดขวางการผ่านญัตติของฝ่ายค้านได้หันเหแนวทางสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ประชาชนมาเป็นประเด็นการเมือง

แลม กล่าวว่า ข้อเสนอการพัฒนาของรัฐบาลหลายฝ่ายอันรวมถึงโครงการบุกเบิกที่ดิน ถูกขัดขวางมาโดยตลอด “ฉันหวังว่าประชาชนจะมองเห็นชัดเจนว่าใครกันแน่ที่ขัดขวางการพัฒนาของฮ่องกง”

แลมยังคงมองไปข้างหน้า และเผยว่ายังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เธอปรารถนาจะประสบผลสำเร็จ “สร้างบ้านที่อยู่อาศัยมากขึ้น พัฒนาพื้นที่มากขึ้น ปรับปรุงการสื่อสารและการศึกษา ส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม… ฉันหวังว่าจะผลักดันทุกๆ ด้านนี้ให้ก้าวไปข้างหน้าได้”

]]>
‘สภานิติบัญญัติจีน’ สตาร์ทพิจารณา ‘ร่างประมวลกฎหมายแพ่ง’ https://www.trjournalnews.com/19176 Mon, 25 May 2020 08:01:20 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=19176 “สมาชิกสภานิติบัญญัติจีน” เริ่มพิจารณา R […]]]>

“สมาชิกสภานิติบัญญัติจีน” เริ่มพิจารณา “ร่างกฎหมายแพ่ง” ในการประชุมประจำปีของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเริ่มต้นขึ้น เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา

หวังเฉิน รองประธานคณะกรรมการถาวรสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน เป็นผู้อธิบายร่างประมวลกฎหมายแพ่งต่อที่ประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ชุดที่ 13 ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-28 พ.ค. 2563 ทั้งนี้ นอกจากบทบัญญัติทั่วไปและบทบัญญัติเพิ่มเติมแล้ว ร่างกฎหมายที่ประกอบด้วย 1,260 มาตราดังกล่าว จะประกอบด้วย 6 ส่วน ได้แก่ ทรัพย์สิน สัญญา สิทธิในสถานะบุคคล การสมรสและครอบครัว มรดก และความรับผิดทางละเมิด

หวัง เปิดเผยว่า การรวบรวมกฎหมายแพ่งคือองค์ประกอบสำคัญของแผนงานดำเนินงานพัฒนาหลักนิติธรรมของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งมีสีจิ้นผิงเป็นแกนกลาง โดยการรวบรวมกฎหมายแพ่งมีความสำคัญอย่างลึกซึ้งต่อการพัฒนาระบบการกำกับดูแลบนพื้นฐานของหลักกฎหมาย ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูง และเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน

นอกจากนี้ ยังเป็นการกลั่นกรองระบบกฎหมายขั้นพื้นฐานของจีน ตลอดจนหลักปฏิบัติในกลุ่มกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งนี้ เมื่อมีมติรับร่างแล้ว กฎหมายฉบับนี้จะเป็นประมวลกฎหมายฉบับแรกของสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งยังเป็นหมุดหมายสำคัญของการจัดทำประมวลกฎหมายของจีนอีกด้วย

สำหรับประมวลกฎหมายแพ่งดังกล่าวนั้น คาดว่าจะผ่านการรับรองทางกฎหมายในรูปแบบของระบบกฎหมายแพ่งที่สมบูรณ์ เพื่อให้จีนบรรลุเป้าหมายแห่งศตวรรษ 2 ประการ (Two Centenary Goals) และมุ่งหน้าสู่ฝั่งฝันของการฟื้นฟูชาติจีน (Chinese Dream of national rejuvenation) ซึ่งมติในการรวบรวมกฎหมายแพ่งดังกล่าวถูกประกาศเมื่อเดือนตุลาคม 2014 ณ ที่ประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการพรรคฯ และเริ่มขั้นตอนทางกฎหมายในเดือนมิถุนายน 2016

ขณะเดียวกัน บทบัญญัติทั่วไปของกฎหมายแพ่งผ่านมติรับร่างเมื่อปี 2017 ส่วนบทบัญญัติอีก 6 ส่วน ได้รับการตรวจสอบในการประชุมของคณะกรรมการถาวรฯ หลายครั้งต่างช่วงเวลากัน จนได้ร่างประมวลกฎหมายแพ่งฉบับสมบูรณ์เมื่อเดือนธันวาคม 2019 โดยคณะกรรมการถาวรฯ มีมติเมื่อเดือนธันวาคม 2019 ให้จัดการเสนอร่างประมวลกฎหมายแพ่งต่อที่ประชุมประจำปีของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน ในปี 2020 เพื่อนำร่างกฎหมายเข้าสู่กระบวนการพิจารณา

]]>
ผลสำรวจเผย ‘ชาวจีน’ โหยหาการท่องเที่ยว หลัง ‘โควิด-19’ เริ่มคลี่คลาย เน้นท่องเที่ยวในประเทศ 90% https://www.trjournalnews.com/17249 Thu, 26 Mar 2020 06:58:20 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=17249 “ซินหัว” เผยผลสำรวจ “ชาวจีน” ใน […]]]>

“ซินหัว” เผยผลสำรวจ “ชาวจีน” ในกว่า 100 เมือง พบ 16% ยังต้องการเที่ยวในช่วง พ.ค. นี้ หลังโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย เน้นเที่ยวในประเทศ 90% โดยเฉพาะ “ยูนนาน”

รายงานข่าวจากสำนักข่าวซินหัว ระบุว่า จากผลการสำรวจของผู้ตอบแบบสอบถามชาวจีนเกือบ 15,000 คน จากกว่า 100 เมืองในจีน พบว่า 16% ต้องการเดินทางท่องเที่ยวในช่วง พ.ค. 2563 ซึ่งเป็นเดือนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปีนี้ ขณะที่ มิ.ย., ก.ค. และ ส.ค. ครองสัดส่วน 15% ตามลำดับ

นอกจากนี้ กว่า 90% ของผู้ตอบแบบสอบถามเลือกสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศ โดยมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ไห่หนาน และนครเซี่ยงไฮ้ ครองตำแหน่งจุดหมายปลายทางยอดนิยม 3 อันดับแรก ขณะเดียวกัน แม้จะอยู่ในช่วงไวรัสโควิด-19 ระบาด แต่ผู้เข้าร่วมการสำรวจ 40% ยังคงติดตามข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการเดินทางและส่วนลดต่างๆ

ทั้งนี้ รายงาน ระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 60% วางแผนใช้จ่ายเงินมากกว่า 10,000 หยวน (ประมาณ 46,000 บาท) ขณะผู้เข้าร่วมการสำรวจ 44% วางแผนใช้จ่ายเงินมากถึง 10% ของรายได้ของครอบครัวในการเดินทาง ส่วนอีก 30% จะใช้จ่ายมากถึง 20%

]]>
‘ซินหัว’ เปิด 3 ข้อเท็จจริง ‘ต้นกำเนิด’ โรคติดเชื้อไวรัส ‘โควิด-19’ https://www.trjournalnews.com/16563 Mon, 09 Mar 2020 14:28:08 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=16563 “สำนักข่าวซินหัว” รายงาน 3 ข้อเท็จจริงต้นกำเนิดเชื้อไวร […]]]>

“สำนักข่าวซินหัว” รายงาน 3 ข้อเท็จจริงต้นกำเนิดเชื้อไวรัส “โควิด-19” เผยเกิดจาก “ธรรมชาติ-ไม่จำเป็นต้องอยู่ในจีน-ศูนย์กลางไม่ใช่ที่เดียวกัน”

รายงานข่าวจากสำนักข่าวซินหัว ระบุว่า ท่ามกลางการสืบสวนหาต้นกำเนิดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งก่อให้เกิดโรคติดเชื้อไวรัส “โควิด-19” ในปัจจุบัน เกิดข่าวลือและการให้ข้อมูลเท็จมากมายจนกลายเป็นกระแสร้อน ทั้งนี้ สำนักข่าวซินหัวจึงรวบรวมข้อเท็จจริง 3 ประการ ดังนี้

*** โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มีต้นกำเนิดจากธรรมชาติ ***

วารสารการแพทย์ชื่อดังระดับโลกอย่างเดอะ แลนเซต (The Lancet) ได้เผยแพร่แถลงการณ์ออนไลน์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งปฏิเสธคำกล่าวอ้างว่าโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ได้มีต้นกำเนิดตามธรรมชาติ และประณามทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับ “อาวุธชีวภาพ”

แถลงการณ์ดังกล่าว ระบุว่า คณะนักวิทยาศาสตร์จากหลายประเทศได้วิเคราะห์พันธุกรรมของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่และสรุปอย่างเด็ดขาดว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์นี้มีต้นกำเนิดในสัตว์ป่า เหมือนกับจุลชีพก่อโรคเกิดใหม่จำนวนมากอื่นๆ

ด้านกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ 27 คน กล่าวว่า สำหรับกระแสข่าวลือและการให้ข้อมูลแบบผิดพลาดเกี่ยวกับต้นกำเนิดของโรคระบาดนี้กำลังคุกคามการแบ่งปันข้อมูลที่รวดเร็ว เปิดกว้าง และโปร่งใสในปัจจุบัน

ที่มาของภาพ : สำนักข่าวซินหัว

*** ต้นกำเนิดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังไม่ปรากฏ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในจีน ***

ขณะที่ จงหนานซาน ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบทางเดินหายใจชื่อดังของจีน กล่าวว่า โรคระบาดปรากฏขึ้นครั้งแรกในจีน แต่ไม่จำเป็นต้องมีต้นกำเนิดจากจีน

องค์การอนามัยโลก (WHO) บ่งชี้ชัดเจนหลายครั้งว่าการใช้โควิด-19 (COVID-19) เป็นชื่อเรียกโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เพื่อป้องกันการใช้ชื่อเรียกอื่นๆ ที่อาจเป็นการตีตราหรือทำลายชื่อเสียง เช่น การเรียกตามตำแหน่งทางภูมิศาสตร์อย่างไวรัสอู่ฮั่น

การแถลงข่าวประจำวันขององค์การฯ เมื่อไม่นานนี้ ระบุว่าการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นประเด็นปัญหาระดับโลก และพันธกิจในการเสาะแสวงหาแหล่งที่มาของไวรัสสายพันธุ์นี้ยังคงดำเนินต่อไป

ที่มาของภาพ : สำนักข่าวซินหัว

*** ศูนย์กลางการระบาด-ต้นกำเนิดไวรัส อาจไม่ใช่ที่เดียวกัน ***

หนังสือการระบาดทั่วของไข้หวัดสเปน : 1918 (Spanish Flu Pandemic: 1918) ของเกลวิน เจส์ ระบุว่าโรคไข้หวัดใหญ่สเปน 1918 ที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกราว 50-100 ล้านคน ถูกเรียกชื่อนี้เนื่องจากเกมการเมืองในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

ทั้งนี้ สเปนที่วางตัวเป็นกลางในช่วงสงครามดังกล่าวรายงานการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่เกิดใหม่อย่างเปิดเผย ซึ่งตรงข้ามกับบรรดาประเทศกระหายสงครามที่พยายามปกปิด เพราะต้องการรักษาขวัญกำลังใจของเหล่าทหาร

ขณะที่โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอช1เอ็น1 (H1N1) หรือไข้หวัดหมู ซึ่งแพร่ระบาดระหว่างต้นปี 2009 จนถึงปลายปี 2010 เป็นที่รู้จักในวงกว้างจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันผลมากมายในสหรัฐอเมริกา

ทว่าบทความ “From where did the 2009 ‘swine-origin’ influenza A virus (H1N1) emerge?” ซึ่งเผยแพร่ผ่านวารสารไวรัสวิทยา (Virology Journal) ปี 2009 ระบุว่าการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการแกะรอยข้อมูลพบว่าเชื้อไวรัสก่อโรคไข้หวัดหมูเริ่มต้นมาจากมนุษย์ในเม็กซิโก

]]>
‘นานาชาติ’ เชื่อมั่น! ‘หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง-แผนแม่บทอาเซียน’ สร้างความรุ่งเรืองแก่ภูมิภาค https://www.trjournalnews.com/12922 Mon, 04 Nov 2019 08:15:53 +0000 https://www.trjournalnews.com/?p=12922 จีน-อาเซียน ออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการเชื่อมโยงแผนริเริ […]]]>

จีน-อาเซียน ออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการเชื่อมโยงแผนริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง กับแผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน” ณ ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ครั้งที่ 22 (10+1) กรุงเทพมหานคร

สำนักข่าวซินหัว ระบุว่า แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่าอาเซียนและจีนจะทำงานร่วมกันในด้านการเงิน การค้าและการลงทุน เทคโนโลยีใหม่ การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน การออกแบบนโยบาย และอื่นๆ เพื่อการเชื่อมโยงครบทุกมิติ  การเชื่อมโยงแผนริเริ่มฯ และแผนแม่บทฯ เข้าด้วยกันจะช่วยส่งเสริมการเชื่อมโยงระดับภูมิภาค สันติภาพและเสถียรภาพ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาที่ยั่งยืน

แผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน 2025 (MPAC 2025) ซึ่งได้รับการรับรองจากที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 28-29 ณ กรุงเวียงจันทน์ เมืองหลวงของลาว ในเดือนกันยายน 2016 มีจุดมุ่งหมายเพิ่มพูนความสามารถทางการแข่งขันของอาเซียนด้วยการส่งเสริมการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน นวัตกรรมดิจิทัล การขนส่ง การนำเข้าและการส่งออก รวมถึงการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน

ขณะเดียวกัน เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2018 มีการเผยแพร่ “วิสัยทัศน์ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อาเซียน-จีน 2030” อย่างเป็นทางการ โดยสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้ลงนามเอกสารความร่วมมือ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” กับจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอาเซียนมานานติดต่อกัน 8 ปี ขณะที่อาเซียนเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 3 ของจีนมานานติดต่อกัน 6 ปี และยังตั้งอยู่ในจุดที่เส้นทางบกและทางทะเลของแผนริเริ่ม”หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง”มาบรรจบกัน จึงมีฐานะเป็นพันธมิตรรายสำคัญของแผนริเริ่มฯ

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนและอาเซียนประสบความสำเร็จในการสร้างสรรค์แผนริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” โดยเกิดการเชื่อมโยงเชิงกลยุทธ์ของแผนริเริ่มฯ กับนานาประเทศในอาเซียน และมีการจัดตั้งกลไกการหารือระหว่างรัฐบาลในหลายระดับ

“ตัวอย่างเช่น ทางรถไฟจีน-ลาว ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในปัจจุบัน ที่กำลังจะพลิกโฉมลาวจากดินแดนที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ให้กลายเป็น ประเทศที่สามารถเชื่อมโยงกับนานาประเทศผ่านทางบก ขณะที่ในมาเลเซีย จีนได้ลงทุนภาคการผลิตของมาเลเซีย จำนวน 400 โครงการ และโรงงานประกอบรถไฟแห่งแรกของมาเลเซียก็เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนจากบริษัทก่อสร้างเส้นทางรถไฟจีน (CRCC) ของจีน นอกจากนี้ การก่อสร้างทางด่วนตัดตรงจากพนมเปญไปยังสีหนุวิลล์ในกัมพูชา ความยาว 190 กิโลเมตร ก็มีความคืบหน้าในเชิงบวก”

สำหรับไทย รัฐบาลทั้งสองประเทศพยายามผลักดันโครงการรถไฟไทย-จีนอย่างเต็มที่ ส่งเสริมการเชื่อมโยงเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (GBA) ของจีนกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทย รวมถึงผลักดันความร่วมมือพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไทย-จีนในจังหวัดระยอง เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิต

ด้านการเงินการลงทุน ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB) ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มประเทศอาเซียน ในการประกันการจัดหาเงินทุน ขณะที่การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างจีน-อาเซียนก็มีการพัฒนา อาเซียนได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของจีน โดยในปี 2018 ชาวอาเซียนและชาวจีนเดินทางไปมาระหว่างกันสูงถึง 57 ล้านครั้ง เที่ยวบินต่อสัปดาห์ระหว่างจีนและประเทศในกลุ่มอาเซียนอยู่ที่เกือบ 4,000 เที่ยว

ทั้งนี้ มีผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า แถลงการณ์ร่วมแสดงให้เห็นว่าอาเซียนกระตือรือร้นในการเชื่อมต่อกับความคิดริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ของจีน และประเทศสมาชิกอาเซียนได้ละทิ้งแนวทาง”การต่อสู้เพียงลำพัง” ในประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่มุ่งมั่นสร้างประชาคมที่มีโชคชะตาร่วมกันของจีนกับอาเซียน ด้วยการเชื่อมโยงแผนแม่บทความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียนเข้ากับแผนริเริ่มฯ ของจีน

ฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวว่า จีนเป็นคู่เจรจาสำคัญของอาเซียน การเติบโตอย่างรวดเร็วของการค้าระหว่างจีน-อาเซียน มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ การเชื่อมต่อเครือข่าย และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในภูมิภาคแห่งนี้

พลเอก ลูฮุท บินซาร์ ปันด์จัยตัน (Luhut Binsar Pandjaitan) รัฐมนตรีกระทรวงประสานงานด้านกิจการทางทะเลสาธารณรัฐอินโดนีเซีย กล่าวว่าแผนริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง จะช่วยลดช่องว่างความแตกต่างด้านโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมกระบวนการบูรณาการของอาเซียนต่อไป

โจวฟางอิ๋น ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยกลยุทธ์รอบด้านแห่งสถาบันยุทธศาสตร์นานาชาติกว่างตง (กวางตุ้ง) กล่าวว่า ภูมิภาคอาเซียนยังคงมีความเหลื่อมล้ำอยู่มาก เนื่องจากหลายประเทศยังอยู่ในช่วงการพัฒนาทางอุตสาหกรรมช่วงต้น จึงมีความต้องการเงินทุน เทคโนโลยี และสาธารณูปโภคต่างๆ อย่างเร่งด่วน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่กลุ่มประเทศอาเซียนสนับสนุนแผนริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง

เย่ไห่หลิน นักวิจัยด้านปัญหาระหว่างประเทศของสถาบันสังคมศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนกล่าวว่า ในฐานะที่อาเซียนเป็นกลุ่มประเทศที่เข้าร่วมแผนริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง จึงเป็นต้นแบบของความร่วมมือระหว่างองค์กรระหว่างประเทศกับจีน ทำให้ความร่วมมือในแผนริเริ่มฯ มีพลวัตใหม่ๆ จาก ความร่วมมือพหุภาคีในระดับภูมิภาค ซึ่งจะทำให้การเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาคราบรื่นและรุดหน้ายิ่งขึ้น

กวี จงกิจถาวร ผู้เชี่ยวชาญด้านอาเซียนของไทยเชื่อว่า ภายใต้แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความสำเร็จของการประชุมครั้งนี้ จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของอาเซียนที่ประสานกันเป็นหนึ่งเดียว และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของโลก

 

]]>
‘หลี่เค่อเฉียง’ ร่วมประชุมผู้นำอาเซียน-จีน ครั้งที่ 22 ชี้ ‘หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง’ พร้อมประสานยุทธศาสตร์อาเซียน https://www.trjournalnews.com/12919 Mon, 04 Nov 2019 07:59:03 +0000 https://www.trjournalnews.com/?p=12919 “หลี่เค่อเฉียง” ร่วมประชุมผู้นำอาเซียน-จีน ครั้งที่ 22 […]]]>

“หลี่เค่อเฉียง” ร่วมประชุมผู้นำอาเซียน-จีน ครั้งที่ 22 ชี้ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” พร้อมประสานยุทธศาสตร์อาเซียน

รายงานข่าวจากสำนักข่าวซินหัว ระบุว่า หลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ร่วมการประชุมผู้นำ-จีนอาเซียน (10+1) ครั้งที่ 22 ณ กรุงเทพมหานคร ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย, โรดริโก ดูแตร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์, สมเด็จพระราชาธิบดี ฮัสซานัล โบลเกียห์ สุลต่านแห่งบรูไน, โจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย, มหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย, เหงียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรีเวียดนาม, ออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐของเมียนมา, ลีเซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ม ทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรีลาว โดยหลี่เค่อเฉียงและพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นประธานร่วมในการประชุม

หลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เปิดเผยว่า นับตั้งแต่จีนและอาเซียนมีความสัมพันธ์ฉันคู่เจรจา ได้นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองต่อทั้งจีน อาเซียน และทั่วทั้งภูมิภาค โดยจีนสนับสนุนอาเซียนในฐานะศูนย์กลางอันเป็นหัวใจสำคัญของความร่วมมือเอเชียตะวันออกมาโดยตลอด

ด้าน สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวว่า เราต้องร่วมมือกันสร้างประชาคมจีน-อาเซียนที่มีอนาคตร่วมกัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จีนและอาเซียนเคารพซึ่งกันและกัน ยึดหลักความเท่าเทียม แก้ปัญหาข้อพิพาทผ่านการพูดคุยหารือ และร่วมกันธำรงรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค

“เรายึดมั่นในวิถีแห่งการพัฒนาร่วมกัน ผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีน-อาเซียน ส่งเสริมความเข้าใจที่ดีระหว่างวัฒนธรรมและระหว่างประชาชน โดยปีที่ผ่านมา ชาวจีนและชาวอาเซียนเดินทางไปมาระหว่างกันมากถึง 57 ล้านครั้ง”

หลี่เค่อเฉียง ระบุว่า แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในปัจจุบัน ได้สร้างความความท้าทายใหม่ๆ ให้กับนานาประเทศ จีนและกลุ่มประเทศอาเซียนจึงควรร่วมกันปกป้องระบบพหุภาคีและการค้าเสรี ทำงานร่วมกันเพื่อรับมือกับความเสี่ยง ยึดมั่นในหลักการของการได้ประโยชน์ร่วม ยกระดับการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) วางรากฐานให้กับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออก บรรลุพิธีสารเพื่อเแก้ไขความตกลงภายใต้กรอบความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ส่งเสริมการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน เสริมสร้างความไว้วางใจเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกัน และรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค

สำหรับ “แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้” (COC) คือการยกระดับ “ปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้” (DOC) ซึ่งมีกรอบระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี จีนหวังว่าแต่ละฝ่ายจะเคารพหลักการแต่ละประการของปฏิญญาฯ ขจัดอุปสรรคกีดขวางและก้าวไปข้างหน้า ผลักดันการหารือตามกำหนดเวลา เพื่อบรรลุการทบทวนรอบที่ 2 ในปี 2020

นอกจากส่งเสริมมิตรภาพและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมแล้ว ความร่วมมือด้านสาธารณสุข การศึกษา และการท่องเที่ยวก็เป็นสิ่งที่จีนให้ความสำคัญ โดยใน 3 ปีข้างหน้า จีนยินดีฝึกอบรมผู้ดูแลด้านสุขภาพและช่างเทคนิคมืออาชีพของอาเซียนจำนวน 1,000 คน และสนับสนุนทุนการศึกษาจีน-อาเซียน เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีในหมู่ประชาชน

หลี่เค่อเฉียง กล่าวต่ออีกว่า จีนยึดมั่นในเส้นทางแห่งการพัฒนาอย่างสันติ และยุทธศาสตร์การเปิดกว้าง เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน และยินดีที่จะเชื่อมโยงความคิดริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” เข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาของทั้งประชาคมอาเซียนโดยรวม และยุทธศาสตร์ของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน เดินหน้าสร้างเส้นทางการขนส่งตามแนวพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจ ยกระดับความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ผลักดันการเจริญเติบโตในอาเซียนตะวันออก ส่งเสริมความร่วมมือด้านนวัตกรรมเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลขนาดใหญ่ และความปลอดภัยของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ปกป้องระบบนิเวศทางทะเล อุตสาหกรรมทางทะเล พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีการอนุรักษ์น้ำ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เหล่าผู้นำของกลุ่มประเทศอาเซียนต่างแสดงความยินดีกับจีน ในวาระครบรอบ 70 ปีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน และเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับจีนนั้น เป็นความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรที่มีพลวัตมากที่สุดในบรรดาคู่เจรจาของอาเซียน รวมถึงขอบคุณจีนที่สนับสนุนบทบาทของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางของความร่วมมือในภูมิภาค ตลอดจนแสดงความยินดีที่จะร่วมรังสรรค์แผนริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” กับจีน ขยายความเชื่อมโยงและการลงทุนระหว่างกัน ส่งเสริมการร่วมมือทางนวัตกรรม อีคอมเมิร์ซ เมืองอัจฉริยะ เศรษฐกิจสีน้ำเงิน เพื่อบรรลุเป้าหมายยอดการค้า 1 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ

อนึ่ง ที่ประชุมได้ประกาศการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อการดำเนินการตามแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองระหว่างจีน-อาเซียน (2021-2025) ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับแผนริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง”  เมืองอัจฉริยะ และการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านสื่อสารมวลชน นอกจากนี้ยังประกาศให้ปี 2020 เป็นปีแห่งการร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างจีน-อาเซียนอีกด้วย

]]>
ภัยคุกคาม ‘ประชาธิปไตย’ และ ‘เสรีภาพ’ ของฮ่องกง https://www.trjournalnews.com/12038 Fri, 11 Oct 2019 05:59:36 +0000 https://www.trjournalnews.com/?p=12038 รายงานข่าวจากสำนักข่าวซินหัว ได้จัดทำบทความ โดยระบุว่า […]]]>

รายงานข่าวจากสำนักข่าวซินหัว ได้จัดทำบทความ โดยระบุว่า ณ ห้วงยามนี้ม่านหมอกความมืดมนกำลังแผ่กระจายทั่วฮ่องกง มวลชน “ชุดดำ” ชูสโลแกนที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง กลุ่มอันธพาลปิดบังใบหน้าด้วยหน้ากากและกางร่มดำอำพรางการใช้ความรุนแรง โดยทั้งหมดอ้างความชอบธรรมจากคำว่า “ประชาธิปไตย” และ “เสรีภาพ”

โดยบรรยากาศแห่งความมืดมนสร้างความหดหู่แก่คนท้องถิ่น ซึ่งหวาดกลัวจะแสดงความคิดเห็นหรือกระทำการเคลื่อนไหว แม้พานพบเหตุการณ์ความรุนแรงจากฝีมือผู้ก่อการจลาจล ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามที่แท้จริงต่อประชาธิปไตยและเสรีภาพของฮ่องกง ดินแดนอันสุขสงบและมั่งคั่งทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเมื่อค่ำคืนวันอาทิตย์ (6 ต.ค.) กลุ่มผู้ก่อการจลาจลชุดดำบุกทำลายทรัพย์สินสาธารณะของสถานีรถไฟใต้ดิน ส่งผลให้เครือข่ายขนส่งมวลชนหลักของฮ่องกงต้องระงับการให้บริการ และยังทำลายร้านค้าที่พวกเขามองว่าเจ้าของเป็น “คนรักชาติ” ลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้อื่น ทั้งนี้ พฤติกรรม “ตกลงกันเป็นการส่วนตัว” ซึ่งเป็นเพียงคำพูดสวยหรูบดบังพฤติกรรม “ตั้งศาลเตี้ย” ทำร้ายคนที่ไม่เห็นด้วยหรือแค่มีมุมมองทางการเมืองแตกต่างของผู้ก่อการจลาจล พุ่งทะยานถึงขีดสุดครั้งใหม่ในคืนวันอาทิตย์หลังจากพวกเขารุมทำร้ายร่างกายประชาชนอย่างน้อย 3 คน

ขณะเดียวกัน หญิงคนหนึ่งถูกชายสวมหน้ากากหลายคนรุมทำร้ายร่างกายหลังเธอบันทึกภาพกลุ่มผู้ก่อการจลาจลทำลายตู้เอทีเอ็ม โดยคลิปวิดีโอจากสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นทีวีบี (TVB) เผยให้เห็นกลุ่มชายชุดดำตะโกนด่าทอ ผลักไส และยิงแสงเลเซอร์ใส่หน้าหญิงสาวที่มีเลือดไหลออกจากปากและลำคอ ซึ่งสังคมบนอินเทอร์เน็ตก็มิอาจหลีกหนีความมืดมนจนกลายเป็น “ดินแดนออนไลน์ที่อนธการ” ตัวอย่างเช่น โทบี กู (Toby Gu) วล็อกเกอร์ (vlogger) ชาวแคนาดาที่โพสต์คลิปวิดีโอกลุ่มอันธพาลทำร้ายคนที่เดินผ่านมาบนเว็บไซต์ยูทูบ ได้รับข้อความข่มขู่เอาชีวิต

ทั้งนี่้ โทบี กู ชาวต่างชาติที่ติดตามข่าวเกี่ยวกับฮ่องกงอย่างใกล้ชิด ตัดสินใจเดินทางเยือนฮ่องกงด้วยความคิดว่าจะได้พบ “ผู้ประท้วงรักสันติ” และ “ตำรวจโหดเหี้ยม” แต่ความจริงกลับตาลปัตร เพราะภาพที่เขาเห็นคือผู้ประท้วงที่โหดร้ายป่าเถื่อนและตำรวจที่พยายามอดทนอดกลั้นแทน โดยคลิปวิดีโอความยาวราว 5 นาทีของโทบี กู บันทึกเหตุการณ์กลุ่มผู้ก่อการจลาจลรุมเตะต่อยชายคนหนึ่งที่ถูกต้อนเข้ามุมสถานีรถไฟใต้ดินอย่างไม่ยั้งมือยั้งเท้าจนเลือดตกยางออก โดยสาเหตุมาจากชายคนดังกล่าวกวาดใบปลิวที่ผู้ประท้วงติดไว้บนกำแพงสถานีรถไฟใต้ดินเท่านั้นเอง อย่างไรก็ดี ปฏิกิริยาจากกลุ่มผู้ประท้วงต่อคลิปวิดีโออันน่าสะเทือนขวัญของโทบี กู กลับกลายเป็นความโมโหโกรธาอย่างรุนแรง โดยพวกเขาไล่ตามแสดงความคิดเห็นและส่งข้อความอาฆาตมาดร้าย บางส่วนถึงกับเขียนข่มขู่อย่างน่าเกรงกลัวว่า “มีมีดพร้อมลงมือแล้ว”

หากถามถึง “เสรีภาพในการพูด” คำตอบคือ “ใช่! สำหรับคนที่คิดเหมือน” และ “ไม่! สำหรับคนที่คิดต่าง” โดยผู้ประท้วงหัวรุนแรงได้วาดภาพกราฟฟิติ ติดโปสเตอร์และใบปลิวตามอาคารสาธารณะและหน้าร้านค้า ขณะบางส่วนชักจูงเด็กๆ โดดเรียน รวมถึงชูป้ายใส่ร้าย ก่นด่า และดูถูกดูแคลน สำหรับฮ่องกงทุกวันนี้ แค่การออกมาทำความสะอาดเช็ดล้างภาพกราฟฟิติและกำจัดโปสเตอร์ที่แปะอยู่ผิดที่ผิดทางยังต้องใช้ความกล้าหาญอันมากโข เพราะกลุ่มผู้ก่อการจลาจลขู่ว่าใครก็ตามบังอาจมาเคลื่อนย้าย “กำแพงเลนนอน” (Lennon Wall) ของพวกเขาจะต้องเจอดี

“อย่างน้อยที่สุดคือเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น แต่ทำไม่ได้เพราะไม่มีคำว่า ‘อดทนอดกลั้น’ บัญญัติอยู่ในพจนานุกรมของพวกเขา”

สำหรับ สีสันของเสื้อผ้ายังกลายเป็นเรื่องที่ต้องระแวดระวัง เพราะอาจสะท้อนมุมมองทางการเมืองออกมาโดยที่ผู้สวมใส่ไม่ทันรู้ตัว ยามผู้ก่อการจลาจลชุดดำกลุ่มใหญ่แห่ยึดท้องถนน ผู้คนที่สวมเสื้อผ้าสีอื่นอาจเจอเรื่องยุ่งยาก โดยเฉพาะคนสวมเสื้อสีขาวที่ตรงข้ามกับสีดำ หรือสีฟ้าที่เป็นสีเสื้อตำรวจฮ่องกง ซึงคนจำนวนมากบนเกาะฮ่องกงถูกบีบบังคับให้อยู่ในความเงียบงัน เพราะคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นจะถูกรุมทำร้าย เด็กๆ ต้องเข้าร่วมการชุมนุมที่ผิดกฎหมายเพราะถูกถูกเพื่อนและครูหัวรุนแรงกดดัน ลูกชายลูกสาวของเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกกลั่นแกล้งด้วยการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวบนโลกออนไลน์

อย่างไรก็ตาม ไม่เคยได้ยินเรื่องราวทำนองนี้? ประสบการณ์จากโทบี กู อธิบายว่าขณะบันทึกภาพอันธพาลรุมทำร้ายประชาชน พร้อมกับกล้องอื่นๆ ข้างกันอีกนับสิบตัว เขาพบว่าสื่อตะวันตกและท้องถิ่นบางส่วนกลับเพิกเฉยเหตุการณ์ตรงหน้า เพราะพวกเขาต้องการนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียวเท่านั้น ทั้งนี้ หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่จะช่วยให้เสรีภาพและประชาธิปไตยเบ่งบานคือ “การเป็นอิสระจากความกลัว” แต่กลุ่มผู้ก่อการจลาจลได้ฉกฉวยสิ่งนี้ไปจากชาวฮ่องกงคนอื่นๆ เสียแล้ว ซึ่งเป็นการกระทำที่สำแดงภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยและเสรีภาพของฮ่องกงอย่างแท้จริง

]]>
EUIPO ผนึก SEA จัดงาน “IP Key SEA IP Enforcement Week” อัพเกรดการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา-บังคับใช้ กม. https://www.trjournalnews.com/11185 Wed, 18 Sep 2019 06:40:18 +0000 https://www.trjournalnews.com/?p=11185 EUIPO ร่วมกับ SEA จัดงาน “IP Key SEA IP Enforcement Wee […]]]>

EUIPO ร่วมกับ SEA จัดงาน “IP Key SEA IP Enforcement Week” ผนึกกำลังยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

งาน IP Key SEA IP Enforcement Week จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของสหภาพยุโรปและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือผู้กำหนดนโยบายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ถือประโยชน์ในทรัพย์สินทางปัญญา และธุรกิจที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ จากรายงานการค้าโลกเกี่ยวกับสินค้าปลอมและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งจัดทำโดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) และสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของสหภาพยุโรป หรือ European Union Intellectual Property Office (EUIPO) แสดงให้เห็นถึงปัญหาที่กำลังลุกลามในปัจจุบันว่า สินค้าปลอมและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เพิ่มขึ้นเป็น 3.3% ของมูลค่าการค้าโลก ในปี ค.ศ. 2016 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วง 3 ปีก่อนหน้านี้ที่มีอัตราเพียง 2.5% เท่านั้น

โดยงานประชุม IP Enforcement Week จะครอบคลุมเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและการบังคับใช้กฎหมายมากมาย นำเสนอโดยผู้บรรยายมากประสบการณ์จากคณะกรรมาธิการยุโรปและรัฐสมาชิกสหภาพยุโรป รวมถึงจากหน่วยงาน EUIPO Observatory ซึ่งจะมาบรรยายเรื่องการละเมิดสิทธิของทรัพย์สินทางปัญญา การปฏิบัติงานของหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมายของสหภาพยุโรป สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สถาบันการศึกษา รวมถึงผู้แทนของสหภาพยุโรปและองค์กรธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

นายติอาโก เกียเรอิโร หัวหน้าโครงการ ไอพี คีย์ เซาท์อีสต์เอเชีย

 

นายติอาโก เกียเรอิโร หัวหน้าโครงการ ไอพี คีย์ เซาท์อีสต์เอเชีย เปิดเผยว่า แผนงานของ ไอพี คีย์ เซาท์อีสต์เอเชีย ส่งเสริมการยกระดับการคุ้มครองสิทธิของทรัพย์สินทางปัญญาและการบังคับใช้กฎหมายของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค โดยแผนงานนี้มีการประสานความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจระดับสากล เพื่อช่วยให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความท้าทายเฉพาะด้านที่กำลังเกิดขึ้นในเรื่องสิทธิของทรัพย์สินทางปัญญา และในขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและผู้พัฒนานวัตกรรมจากสหภาพยุโรปสามารถเข้าถึงตลาดในภูมิภาคได้ ดังนั้นงาน IP Enforcement Week จึงมุ่งเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิของทรัพย์สินทางปัญญาในหมู่ผู้ถือประโยชน์ในภูมิภาค และเน้นย้ำถึงความสำคัญของมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นพันธะหน้าที่อันสำคัญยิ่งสำหรับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีแนวโน้มสูงต่อการเพิ่มจำนวนสินค้าปลอมที่รวดเร็ว

ในส่วนของการอุบัติขึ้นของการละเมิดสิทธิของทรัพย์สินทางปัญญาได้รับแรงเสริมจากเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมาก ซึ่งทำให้การผลิตซ้ำสินค้าใช้ต้นทุนต่ำ มีคุณภาพสูงและทำได้ในปริมาณมาก และก่อให้เกิดวงจรสินค้าปลอมได้รวดเร็วกว่าในอดีต โดยมีการประเมินว่าสหภาพยุโรปเกิดความสูญเสียต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในแต่ละปีราว 8 พันล้านยูโร สืบเนื่องจากการปลอมแปลงและการละเมิดลิขสิทธิ์

อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุดังกล่าว โครงสร้างพื้นฐานเพื่อการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนด้านนวัตกรรม และหลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิของทรัพย์สินทางปัญญาในระดับธุรกิจ ซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม

ทั้งนี้ หนึ่งในปัญหาหลักของการบังคับใช้กฎหมายเรื่องสิทธิของทรัพย์สินทางปัญญา เกิดจากการขาดความตระหนักรู้ถึงมูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงการขาดมาตรการบังคับใช้กฎหมายและการแก้ไขความเสียหายที่จำเป็น ดังนั้น งาน IP Enforcement Week จึงมุ่งเสริมสร้างความเข้าใจในเรื่องสิทธิของทรัพย์สินทางปัญญาและความสำคัญของมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นพันธะหน้าที่อันสำคัญยิ่งสำหรับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีแนวโน้มสูงต่อการเพิ่มจำนวนสินค้าปลอมที่รวดเร็ว

สำหรับงาน 2019 IP Enforcement Week จัดขึ้นภายใต้แผนงานของไอพี คีย์ เซาท์อีสต์เอเชีย (IP Key SEA)  และได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป โดยไอพี คีย์ เซาท์อีสต์เอเชีย ให้ความสำคัญในการสนับสนุนการยกระดับการคุ้มครองสิทธิของทรัพย์สินทางปัญญาและการบังคับใช้กฎหมายมากมายของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ซึ่งแผนงานนี้มีการร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจระกับสากลเพื่อช่วยให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความท้าทายเฉพาะด้านที่กำลังเกิดขึ้นในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงตลาดของธุรกิจและผู้พัฒนานวัตกรรมในสหภาพยุโรป

]]>
หัวเว่ย เข้าร่วมโครงการหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของ IATA https://www.trjournalnews.com/399 Thu, 06 Sep 2018 16:06:46 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=399 ในงาน Passenger Terminal EXPO 2018 ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประ […]]]>

ในงาน Passenger Terminal EXPO 2018 ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน บริษัทหัวเว่ย (Huawei) ได้ประกาศเข้าร่วมโครงการหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) โดยหัวเว่ยจะใช้นวัตกรรม ICT อันทันสมัยและความเชี่ยวชาญในการช่วยพัฒนาท่าอากาศยานและสายการบินในอนาคต เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้โดยสารและเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่งทางอากาศ

การพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของประเทศถือเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญถึงความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และทางเทคนิค อุตสาหกรรมการบินจะเจริญรุ่งเรืองได้จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากสายการบิน สนามบิน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุตสาหกรรม นอกจากนั้นยังขึ้นอยู่กับการพัฒนากระบวนการและมาตรฐานของอุตสาหกรรมทั่วโลก รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาปรับใช้ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพลิกโฉมอุตสาหกรรม สำหรับการเข้าร่วมเป็นสมาชิกโครงการหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของ IATA ถือเป็นโอกาสอันดีที่หัวเว่ยจะได้สานต่อพันธกิจในการพัฒนาอุตสาหกรรมการบิน ทั้งนี้ IATA เป็นองค์กรการค้าของสายการบินทั่วโลก ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนเมษายนปี 1945 ในเมืองฮาวานา ประเทศคิวบา โดยเป็นตัวแทนของสายการบินราว 280 แห่งจาก 120 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมการจราจรทางอากาศ 83% ของทั้งหมด ทางองค์กรให้การสนับสนุนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย ทั้งยังกำหนดนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาในอุตสาหกรรมการบินด้วย

การพัฒนานวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้งส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ โซลูชั่น และบริการด้าน ICT ของหัวเว่ย ถูกนำไปใช้โดยสนามบิน สายการบิน และหน่วยงานควบคุมจราจรทางอากาศมากกว่า 50 ราย ในจำนวนนี้มีสนามบินระดับโลกมากกว่า 15 แห่งที่มีผู้โดยสารมากกว่า 30 ล้านคนต่อปี สำหรับโครงการหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของ IATA นั้น หัวเว่ยจะนำนวัตกรรม ICT ใหม่ล่าสุดมาปรับใช้ เพื่อกระตุ้นการพลิกโฉมอุตสาหกรรมการบินสู่ยุคดิจิทัล พร้อมช่วยลูกค้าสร้างสนามบินอัจฉริยะและสายการบินอัจฉริยะที่ไม่หยุดนิ่ง มีประสิทธิภาพ มีการร่วมมือ มีนวัตกรรมที่ทันสมัย และพร้อมก้าวเข้าสู่ยุคอัจฉริยะ เพื่อตอบสนองความต้องการของสนามบิน สายการบิน และผู้โดยสาร ทั้งในด้านความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และบริการที่ปรับให้เข้ากับลูกค้าแต่ละคน

มาร์ค ฮับเบิล รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดและบริการเชิงพาณิชย์ของ IATA กล่าวว่า โครงการหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของ IATA เปิดกว้างสำหรับทุกบริษัทที่สามารถเพิ่มมูลค่าและทำประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมการขนส่งทางอากาศทั้งทางตรงและทางอ้อม ผ่านการนำเสนอบริการ ผลิตภัณฑ์ และโซลูชั่นต่างๆ เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่หัวเว่ยได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวที่กำลังเติบโตของเรา

นายหยวน ซีหลิน ประธาน Transportation Sector ของ Huawei Enterprise BG กล่าวว่า หัวเว่ยรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เข้าร่วมโครงการหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของ IATA เนื่องจาก IATA เป็นแพลตฟอร์มอันล้ำค่าที่เปิดโอกาสให้สมาชิกได้ร่วมมือกับผู้นำรายอื่นๆในอุตสาหกรรมการบิน พร้อมเปิดโอกาสให้สายการบินได้รับประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ล้ำสมัยและความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความปลอดภัยมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และคุ้มค่ายิ่งขึ้น วิสัยทัศน์ของหัวเว่ยคือการส่งมอบเทคโนโลยีดิจิทัลให้แก่ทุกคน ทุกบ้าน และทุกองค์กร เพื่อสร้างโลกแห่งการเชื่อมต่ออย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่สนามบินและสายการบินทั่วโลกกำลังพัฒนาไปสู่สนามบินอัจฉริยะและสายการบินอัจฉริยะ หัวเว่ยก็มุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรที่ดีที่สุดในการพลิกโฉมอุตสาหกรรมการบินสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการนำเสนอโซลูชั่น ICT ครบวงจร เพื่อช่วยลูกค้าปรับปรุงบริการและสร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับผู้โดยสาร เมื่อร่วมแรงร่วมใจกัน เราจะสามารถแก้ปัญหาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของอุตสาหกรรมการบินได้”

ในงาน Passenger Terminal EXPO 2018 หัวเว่ยได้ยกทัพโซลูชั่น ICT ครบวงจรมาจัดแสดง ซึ่งครอบคลุมระบบไฮบริดคลาวด์สำหรับการบิน และเครือข่าย agile network สำหรับสนามบิน รวมถึงโซลูชั่นจัดการประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสนามบินด้วยตัวช่วยด้านการมองเห็น นอกจากนี้ หัวเว่ยยังร่วมมือกับท่าอากาศยานและสายการบินชั้นนำของโลกในการพัฒนาต้นแบบของระบบคลาวด์ด้านการบิน การยกระดับประสบการณ์ของผู้โดยสาร และโซลูชั่นตัวช่วยด้านการมองเห็น ขณะเดียวกัน หัวเว่ยยังประสบความสำเร็จในการใช้โซลูชั่นคลาวด์, Internet of Things (IoT), บิ๊กดาต้า รวมถึงเครือข่ายการสื่อสารสำหรับลูกค้าด้านการบินทั่วโลก โดยได้รับการสนับสนุนจากทีมงานและพันธมิตรในกว่า 170 ประเทศและดินแดนทั่วโลก ปัจจุบัน บริษัทที่ติดอันดับ Fortune Global 500 มากถึง 197 แห่ง และบริษัท Top 100 ของโลกจำนวน 45 แห่ง ต่างไว้วางใจเลือกหัวเว่ยเป็นพันธมิตรด้านการพลิกโฉมธุรกิจสู่ระบบดิจิทัล

หัวเว่ยจัดกิจกรรมภายในงาน Passenger Terminal EXPO 2018 ที่บูธ Stand 1810 ใน Stockholmsmassan Hall A ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://e.huawei.com/topic/2018passenger-terminal/

]]>