ข่าวคมนาคม – transportjournal newspaper https://www.trjournalnews.com เว็บไซต์ข่าวสารด้านโลจิสติกส์ Sun, 12 Jul 2020 07:09:45 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.4.2 ‘ทางหลวงฯ’ แจงปม ‘ผู้ว่า จ.พังงา’ ตำหนิการออกแบบขยายถนน ‘อ.ตะกั่วป่า-อ.ท้ายเหมือง’ ทำ ปชช. เดือดร้อน เร่งปรับปรุงให้ใกล้เคียงระดับเดิม ตามหลักวิศวกรรมความปลอดภัย https://www.trjournalnews.com/20323 Sun, 12 Jul 2020 07:09:45 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=20323 “ทางหลวงฯ” แจงปม “ผู้ว่า จ.พังงา” ตำหนิการออกแบบโครงการ […]]]>

“ทางหลวงฯ” แจงปม “ผู้ว่า จ.พังงา” ตำหนิการออกแบบโครงการขยายทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) สาย อ.ตะกั่วป่า-อ.ท้ายเหมือง หลัง ปชช. เดือดร้อน พร้อมเร่งปรับปรุงผิวทางให้ใกล้เคียงระดับเดิม ยันดำเนินการตามหลักวิศวกรรมความปลอดภัย

นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อต่างๆ กรณีผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา และคณะ ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการก่อสร้าง และตำหนิการทำงานของกรมทางหลวง หลังจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่าการออกแบบถนนไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัย เป็นเหตุทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ในการใช้ชีวิตประจำวันนั้น

ทั้งนี้ ยืนยันว่า กรมทางหลวงไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด และขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว กล่าวคือ พื้นที่บริเวณดังกล่าวอยู่ใน ระหว่างการก่อสร้างโครงการก่อสร้างขยายทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) สาย อ.ตะกั่วป่า-อ.ท้ายเหมือง ตอน บ.บางสัก-บ.เขาหลัก จังหวัดพังงา ระหว่าง กม 776+700-797+062 ระยะทาง 20 กิโลเมตร โดยจุดที่เป็นปัญหาอยู่ที่ กม. 777+300-777+600 (300 เมตร) ซึ่งได้มีการยกระดับคันทางสูงกว่าระดับถนนเดิมช่วงท้องโค้ง (sag) ประมาณ 1 เมตร เนื่องจากสภาพพื้นที่ในปัจจุบันเป็นลูกเนินขนาดเล็กต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นในการปรับค่าระดับบริเวณช่วงดังกล่าว ให้มีความต่อเนื่อง เพื่อให้มีระยะมองเห็นที่มีความปลอดภัย กับผู้ใช้ทางโดยรวม สอดรับกับการขยายถนนเป็น 4 ช่องจราจร

อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่จากสำนักสำรวจและออกแบบ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที ให้พิจารณาทบทวนรูปแบบ เน้นเรื่องความปลอดภัยทางด้านวิศวกรรม และความสะดวกของประชาชนเป็นสำคัญควบคู่กันไป โดยได้ข้อสรุปว่า กรมทางหลวงจะปรับระดับ ช่วง กม. 777+300-777+600 ที่เป็นประเด็นปัญหาร้องเรียน ให้มีระดับใกล้เคียงผิวจราจรเดิม เพื่อลดผลกระทบกับพื้นที่ข้างเคียง โดยจะต้องเป็นไปตามหลักทางด้านวิศวกรรมความปลอดภัย และให้สำรวจตรวจสอบอย่างละเอียด และปรับปรุงแก้ไข ในทุกพื้นที่ตลอดทั้งโครงการ นอกจากนี้จะเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย เพิ่มไฟฟ้าส่องสว่างในจุดเสี่ยงอันตราย เพื่อความปลอดภัยในเวลากลางคืนด้วย

]]>
ดีเดย์! 11 ก.ค. 63 เปิดใช้ Skywalk เชื่อม ‘แอร์พอร์ต ลิงก์สถานีบ้านทับช้าง-สะพานลอยข้ามมอเตอร์เวย์หมายเลข 7’ https://www.trjournalnews.com/20314 Fri, 10 Jul 2020 09:52:02 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=20314 “รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์” เปิดใช้งานทางเดินลอยฟ้า เช […]]]>

รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์เปิดใช้งานทางเดินลอยฟ้า เชื่อมแอร์พอร์ตเรลลิงก์สถานีบ้านทับช้างสะพานลอยข้ามมอเตอร์เวย์ หมายเลข 7 ดีเดย์พรุ่งนี้ (11 .. 63) อำนวยความความสะดวก เพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสารในการเดินทางเข้าออกจากสถานี

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ... จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป บริษัทจะเปิดใช้งานทางเดินลอยฟ้า (Skywalk) เชื่อมแอร์พอร์ตเรลลิงก์สถานีบ้านทับช้างกับสะพานลอยข้ามทางหลวงพิเศษ หมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์) ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ดำเนินการก่อสร้าง เพื่ออำนวยความสะดวก และเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้โดยสารที่จะเดินทางเข้าออกสถานีบ้านทับช้าง

ทั้งนี้ เชื่อว่าเมื่อเปิดใช้งานแล้ว จะสามารถช่วยเพิ่มความสะดวก และความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสารในการเดินทางเข้าออกสถานีบ้านทับช้างได้เป็นอย่างดี และช่วยให้ผู้โดยสารที่เดินทางโดยรถยนต์สาธารณะจากถนนคู่ขนานมอเตอร์เวย์ หมายเลข 7 สามารถใช้ทางเดินลอยฟ้าเข้าสู่สถานีบ้านทับช้าง รวมทั้งให้ผู้โดยสารจากสถานีบ้านทับช้าง สามารถใช้ทางเดินลอยฟ้า ในการเดินออกไปเรียกรถยนต์สาธารณะบนถนนคู่ขนานมอเตอร์เวย์ หมายเลข 7 ได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น

]]>
‘ทางหลวงฯ’ สรุปจำนวนรถใช้มอเตอร์เวย์ฟรีช่วงหยุดยาว 6 วัน พบยอดผู้ใช้กว่า 4.4 ล้านคัน สูญรายได้ 159 ล้าน ด้านปริมาณจราจรสายหลัก ปชช.แห่ใช้กว่า 6 ล้านคัน https://www.trjournalnews.com/20306 Fri, 10 Jul 2020 05:10:35 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=20306 “ทางหลวงฯ” สรุปจำนวนรถใช้มอเตอร์เวย์ฟรีช่วง […]]]>

“ทางหลวงฯ” สรุปจำนวนรถใช้มอเตอร์เวย์ฟรีช่วงหยุดยาว 3-8 ก.ค. 63 พบยอดผู้ใช้กว่า 4.4 ล้านคัน “บางปะอิน–บางพลี” ปริมาณใช้มากสุด ระบุ 6 วันสูญรายได้ 159 ล้าน ด้านปริมาณจราจรสายหลัก ประชาชนแห่ใช้กว่า 6 ล้านคัน

รายงานข่าวจากกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง กรมทางหลวง (ทล.) ระบุว่า ตามที่กรมทางหลวงได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมผ่านทาง ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 กรุงเทพ-ชลบุรี–พัทยา ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 บางปะอิน–บางพลี และ พระประแดง–ต่างระดับบางขุนเทียน ระหว่างวันที่ 3–8 ก.ค. 2563 ระยะเวลา 6 วัน นั้น พบว่า ในส่วนของปริมาณการจราจรมีจำนวนรถทุกประเภทที่ใช้ทางทั้งสิ้น 4,441,925 คัน แบ่งเป็นทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 กรุงเทพ–ชลบุรี–พัทยา จำนวน 1,672,420 คัน ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 บางปะอิน–บางพลี จำนวน 2,146,761 คัน และพระประแดง–ต่างระดับบางขุนเทียน จำนวน 622,744 คัน

ทั้งนี้ ในช่วง 6 วันดังกล่าว คิดเป็นรายได้ที่สูญเสียทั้งสิ้น 159,399,219 บาท แบ่งเป็นทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 กรุงเทพ–ชลบุรี–พัทยา เป็นเงิน 76,936,683 บาท ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 บางปะอิน–บางพลี เป็นเงิน 70,873,270 บาท และพระประแดง–ต่างระดับบางขุนเทียน เป็นเงิน 11,589,266 บาท

นอกจากนี้ สำนักอำนวยความปลอดภัย ยังระบุอีกว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 3–7 ก.ค. 63 ได้มีปริมาณจราจรขาเข้าและขาออกกรุงเทพฯ บนทางหลวงสายหลักและทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) จำนวนทั้งสิ้น 6,007,706 คัน โดยแบ่งเป็นฝั่งขาเข้า จำนวน 2,935,360 คัน (ด้านทิศเหนือ จำนวน 897,413 คัน ด้านทิศตะวันตก จำนวน 864,971 คัน ด้านทิศตะวันออก จำนวน 1,173,320 คัน) ฝั่งขาออกจำนวน 3,072,346 คัน (ด้านทิศเหนือ 946,394 คัน ด้านทิศตะวันตก จำนวน 902,453 คัน ด้านทิศตะวันออก จำนวน 1,223,499 คัน)

]]>
‘คมนาคม’ รีวิวแผนของบฯ ปี 65 ใหม่ จัดลำดับความสำคัญ-ความจำเป็นโครงการฯ ชูบทเรียนสถานการณ์โควิด-19 ด้าน ‘การบินไทย’ ขอพิจารณาหนี้-คงสิทธิ์ตามอายุสัญญา https://www.trjournalnews.com/20258 Wed, 08 Jul 2020 10:25:00 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=20258 “คมนาคม” รีวิวแผนของบฯ ปี 65 ใหม่ จัดลำดับความสำคัญ-ควา […]]]>

“คมนาคม” รีวิวแผนของบฯ ปี 65 ใหม่ จัดลำดับความสำคัญ-ความจำเป็นโครงการฯ ชูบทเรียนสถานการณ์โควิด-19 มุ่งเน้นด้านสาธารณสุข สร้างเศรษฐกิจพื้นฐาน พ่วงกระจายเม็ดเงินสู่ชุมชน ด้าน “ชัยวัฒน์” เผย “การบินไทย” ขอพิจารณาหนี้-คงสิทธิ์ตามอายุสัญญา สั่งหน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งหารือข้อ กม. ลั่น! ต้องเข้าไปช่วยในฐานะสายการบินแห่งชาติ-คลังยังถือหุ้นใหญ่ พร้อมเท่าเทียมสายการบินอื่น

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น กระทรวงคมนาคมจึงมีแผนทบทวนการขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ครอบคลุมทั้งทางบก ทางน้ำ ทางราง และทางอากาศ ที่จะต้องกลั่นกรองแผนการดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ความคุ้มค่า จัดลำดับความสำคัญ และความเหมาะสมในการใช้งบประมาณมากที่สุด โดยนำบทเรียนจากการแพร่ระบาดดังกล่าว มุ่งเน้นการดำเนินการด้านสาธารณสุข รวมถึงระบบเศรษฐกิจพื้นฐานของประชาชน ก่อให้เกิดการจ้างงาน และการกระจายเม็ดเงินไปสู่ชุมชน อาทิ การนำยางพารามาใช้ในภารกิจของกระทรวงคมนาคม, การพัฒนาลงทุนก่อสร้างอาคารส่วนต่อขยายด้านทิศเหนือ (North Expansion) ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูลส่งให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่ได้ให้ความเห็นว่า บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ควรนำกรณีสถานการณ์โควิด-19 เข้ามาร่วมพิจารณาด้วย

“พวกโครงการต่างๆ ที่ทำอยู่เดิมแล้ว ทั้งในส่วนของโครงการที่เป็นงบผูกพัน โครงการในปีงบประมาณ 2563-2564 ก็เดินหน้าต่อไป ส่วนโครงการที่จะดำเนินการในช่วงปี 2565-2566 ก็จะต้องมีการนำกลับมาทบทวนใหม่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น สนามบิน ถนน เป็นต้น ซึ่งต้องมาดูความเหมาะสม และความสำคัญของโครงการ โดยโครงการไหนรอได้ ก็ต้องรอ และการดำเนินการพัฒนาจะต้องได้ประโยชน์จริง เนื่องจากกระทรวงคมนาคมเป็นกระทรวงที่ใช้เงินของรัฐ จึงจำเป็นต้องพิจาณาว่า ขณะนี้ประเทศจำเป็นต้องใช้อะไร ต้องมองเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานก่อนเพราะปัจจุบันคนไม่เดินทาง สินค้าขายได้น้อยลงจำต้องมองว่าถนนมีความจำเป็นหรือไม่ หรือจำเป็นแต่เป็นถนนสัญจรชุมชน และเอาเงินไปใส่เงินถนนสายเล็กๆ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน เพราะไม่ได้แค่ถนนแต่ได้การจ้างงานเป็นการกระจายเม็ดเงินตรงจุดด้วย ได้ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้ใช้ประโยชน์ได้ยาวนาน และสามารถต่อยอดได้เพราะเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจหมดเลยรวมถึงเงินที่จ้างงานก็ได้เข้าไปหมุนในระบบเศรษฐกิจอีกด้วย เราต้องคิดมากขึ้น หรือดูรูปแบบการลงทุน เช่น มอเตอร์เวย์ ที่จะ PPP ลดภาระภาครัฐ เป็นต้น” นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายชัยวัฒน์ ยังกล่าวต่ออีกว่า ตามที่คณะกรรมการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่มีนายนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม ไปพิจารณาการดำเนินการภายหลังจากการบินไทยได้พ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจว่าจะทำอย่างไรบ้างนั้น ในฐานะที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ในส่วนของหลักการ มองว่าการเข้าไปดูแลช่วยเหลือยังมีความจำเป็น แต่ต้องพิจารณาว่าจะเข้าไปช่วยอย่างไรได้บ้าง เนื่องจากถือเป็นสายการบินแห่งชาติ และไม่แปลกหากจะเข้าไปช่วยเหลือหรือดูแล โดยจะต้องเป็นไปตามกฎหมายที่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งในเบื้องต้นการบินไทยต้องการให้พิจารณาหนี้ ทั้งในรูปแบบการยกหนี้ และการขอลดหนี้ รวมถึงการร้องขอคงสิทธิ์ที่มีอยู่ให้ไปสิ้นสุดตามสัญญาเดิมที่กำหนดไว้ อาทิ การบินไทยเป็นคู่สัญญากับ ทอท., กรมท่าอากาศยาน (ทย.) ในการเช่าพื้นที่ ทั้งนี้ จึงได้ให้หลักการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปว่า จะต้องพิจารณาข้อกฎหมายว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ และต้องปฎิบัติอย่างเท่าเทียมกับสายการบินอื่นๆ ด้วย

]]>
‘คมนาคม’ ทบทวน (ร่าง) แผนแม่บทห้วงอากาศและการเดินอากาศแห่งชาติ ให้สอดรับสถานการณ์ ‘โควิด-19’ เตรียมชง ‘ศักดิ์สยาม’ เห็นชอบแผนฯ 20 ก.ค. นี้ https://www.trjournalnews.com/20254 Wed, 08 Jul 2020 09:20:51 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=20254 “คมนาคม” ทบทวน (ร่าง) แผนแม่บทห้วงอากาศและก […]]]>

“คมนาคม” ทบทวน (ร่าง) แผนแม่บทห้วงอากาศและการเดินอากาศแห่งชาติ ให้สอดรับสถานการณ์ “โควิด-19” หลัง เม.ย.-พ.ค. 63 การจราจรทางอากาศหาย 90% เตรียมชง “ศักดิ์สยาม” เห็นชอบแผนฯ 20 ก.ค. นี้ พร้อมพิจารณาต่อใบอนุญาต AOL 4 สายการบิน ด้าน “ปลัด คค.” เผย กพท. เร่งตรวจสอบ “นกสกู๊ต” ก่อนยกเลิกประกอบกิจการตาม กม.

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกำกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ว่า ที่ประชุมมีการพิจารณาทบทวน (ร่าง) แผนแม่บทห้วงอากาศและการเดินอากาศแห่งชาติ ซึ่งเป็นการทบทวนทุกๆ 3 ปี ทั้งนี้ เพื่อบริหารจัดการห้วงอากาศและความมั่นคงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อใช้ประโยชน์จากน่านฟ้า และวางแผนการดำเนินการว่า หากเกิดสถานการณ์ที่การจราจรทางอากาศหายไปนั้น จะดำเนินการอย่างไรในอนาคต เนื่องจากการแพร่ระบาดดังกล่าวนั้น ส่งผลให้การจราจรทางอากาศ ทั้งเส้นทางในประเทศและต่างประเทศ ในช่วง เม.ย.-พ.ค. 2563 ที่ผ่านมาหายไปกว่า 90% อย่างไรก็ตาม จะมีการนำเสนอร่างแผนแม่บทดังกล่าว ให้คณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) โดยมีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นประธานพิจารณาเห็นชอบที่จะมีการประชุมในวันที่ 20 ก.ค.นี้ ก่อนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำไปใช้ต่อไป อาทิ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.), กองทัพอากาศ (ทอ.) และสายการบินต่างๆ

นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ยังมีการรับทราบการขอต่อใบอนุญาตประกอบกิจการการค้าขายการเดินอากาศ (AOL) จำนวน 4 สายการบิน ที่จะครบกำหนดอายุในเร็วๆ นี้ พร้อมทั้งการออกใบอนุญาตใหม่ 1 สายการบิน โดยสายการบินดังกล่าวนั้น จะเป็นสายการบินไม่ประจำ หรือเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำ หรือประกอบกิจการพาณิชย์อย่างอื่น เช่น เพื่อการท่องเที่ยว เป็นต้น โดยในระหว่างนี้ กพท. จะมีการตรวจสอบความพร้อมในการขอใบอนุญาตว่า อยู่ในช่วงเวลาที่กำหนดหรือไม่ รวมถึงทุนจดทะเบียนจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ ก่อนที่จะมีการนำเสนอ กบร. ต่อไป

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า ในส่วนของแผนแม่บทการพัฒนาสนามบินนั้น ในขณะนี้อยู่ระหว่างการทบทวน และรับฟังความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กพท., กรมท่าอากาศยาน (ทย.), บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท., สายการบินต่างๆ, ผู้ประกอบการสายการบินเอกชน เป็นต้น ทั้งนี้ การทบทวนแผนแม่บทดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น ว่ายุทธศาสตร์ที่เคยกำหนดไว้ ควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่

ขณะที่ ในกรณีที่คณะกรรมการของสายการบินนกสกู๊ต ได้มีมติเลิกกิจการเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2563 ที่ผ่านมา จากสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่รุนแรง และการระบาดของโควิด-19 ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรุนแรงนั้น ล่าสุด กพท. อยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียด พร้อมทั้งพิจารณาหลักเกณฑ์อย่างละเอียด ทั้งในส่วนของหนี้สินทั้งหมด อาทิ ค่าตั๋ว ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าเช่าพื้นที่สนามบิน ก่อนที่จะมีการยกเลิกใบอนุญาต ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขและกฎหมายที่กำหนด

]]>
รฟม. อัพเดทงานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า “สีส้ม-เหลือง-ชมพู” คืบหน้าเกินครึ่งทางแล้ว https://www.trjournalnews.com/20248 Wed, 08 Jul 2020 04:42:30 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=20248 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) อัพเดทงานก่อสร […]]]>

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) อัพเดทงานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า “สีส้ม-เหลือง-ชมพู” ล่าสุด! คืบหน้าเกินครึ่งทางแล้ว

  1. โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ความก้าวหน้างานโยธา 64.21%
  2. โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ความก้าวหน้างานโยธา 60.94% ความก้าวหน้างานระบบรถไฟฟ้า 53.95% ความก้าวหน้าโดยรวม 57.90%
  3. โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วง แคราย-มีนบุรี ความก้าวหน้างานโยธา 60.31% ความก้าวหน้างานระบบรถไฟฟ้า 53.91% ความก้าวหน้าโดยรวม 57.53%

]]>
‘สุชัชวีร์’ ชมแผนฟื้นฟู ขสมก. ช่วยอัพเกรดคุณภาพชีวิตคนกรุงฯ วอนอย่าทอดทิ้งรถเมล์ไทย เร่งยกระดับให้บริการเข้าถึงทุกชนชั้นอย่างเท่าเทียม https://www.trjournalnews.com/20245 Wed, 08 Jul 2020 04:27:03 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=20245 “สุชัชวีร์” ชมแผนฟื้นฟู ขสมก. ช่วยอัพเกรดคุณภาพชีวิตคนก […]]]>

“สุชัชวีร์” ชมแผนฟื้นฟู ขสมก. ช่วยอัพเกรดคุณภาพชีวิตคนกรุงฯ เช่ารถเมล์ไฟฟ้าช่วยแก้ปัญหา PM 2.5-ค่าโดยสารราคาถูก วอนอย่าทอดทิ้งรถเมล์ไทย เร่งยกระดับให้บริการเข้าถึงทุกชนชั้น พร้อมแนะต้องให้ความสำคัญพนักงาน ขสมก. ทุกคน

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และอดีตกรรมการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยถึงแผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก. (ฉบับปรับปรุงใหม่) ว่า จากแนวทางที่กระทรวงคมนาคม และ ขสมก.ได้ดำเนินการตามแผนฟื้นฟู ขสมก.ที่ในขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณานั้น ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะเป็นการพัฒนาคุณภาพการให้บริการของ ขสมก. พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล จากการใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะอัตราค่าโดยสาร 30 บาทตลอดวันที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน

นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงในส่วนของการเช่ารถเมล์ไฟฟ้าปรับอากาศ ที่นอกจากจะอำนวยความสะดวกในการเดินทางแล้ว ยังช่วยลดปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือฝุ่นละออง PM 2.5 เนื่องจากรถที่ ขสมก.นำให้มาบริการในปัจจุบันมีสภาพเก่า ส่งผลให้ในแต่ละปีมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงมหาศาล นำไปสู่การเป็นหนี้สะสมมูลค่ากว่า 1.27 แสนล้านบาท

ขณะเดียวกันหาก ขสมก.สามารถดำเนินการได้ตามแผนฟื้นฟูนั้น ในส่วนของเส้นทางการเดินรถ จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ทับซ้อน ส่งผลให้ผู้โดยสารไม่ต้องรอรถเมล์นาน พร้อมทั้งบริหารจัดการในการให้บริการผู้โดยสารอย่างเหมาะสม เนื่องจากที่ผ่านมารถเมล์ ขสมก. มีการเดินรถในเส้นทางระยะยาวมากเกินไป ไม่สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสาร กล่าวคือ ในช่วงต้นทางและปลายทางจะมีผู้โดยสารไม่มากนัก แต่ในระยะทางกลับมีผู้โดยสารหนาแน่น

“เราต้องไม่ทิ้งรถเมล์ และรถเมล์ไม่ควรถูกทอดทิ้ง เพราะถือเป็นการเดินทางหลักใน กทม. มีสัดส่วน 33% รองลงมา คือ รถยนต์อยู่ที่ 30% และระบบรางหรือรถไฟฟ้าอยู่ที่ 5-6% เท่านั้น ดังนั้นสิ่งสำคัญ คือ จะต้องพัฒนาและยกระดับการให้บริการรถเมล์ เพื่อให้ทุกคนและทุกชนชั้นได้นั่งใช้บริการ ทุกคนต้องเข้าถึงได้ อย่าคิดว่ารถเมล์เป็นของคนจน แต่ต้องคิดว่าทุกคนนั่งได้ อาจจะนั่งรถเมล์มาต่อรถไฟฟ้าหรือระบบขนส่งอื่น ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือ จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาจราจรได้ ” ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่ ขสมก. ไม่ควรมองข้าม คือ บุคลากรหรือพนักงานของ ขสมก. ทั้งพนักงานขับรถกระเป๋ารถเมล์รวมถึงพนักงานส่วนอื่นๆที่จะต้องดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ควรมองที่ประชาชนเพียงอย่างเดียวเพื่อให้การฟื้นฟู ขสมก.ในครั้งนี้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด

]]>
‘ทางหลวงฯ’ เร่งศึกษาขยายมอเตอร์เวย์หมายเลข 7 ถึง ‘สนามบินอู่ตะเภา’ ภายในสิ้นปีนี้ พร้อมผุดจุดพักรถคร่อมมอเตอร์เวย์ โมเดลส่งตรงจากแดนกิมจิ https://www.trjournalnews.com/20221 Tue, 07 Jul 2020 01:30:10 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=20221 ทล. รับลูก “บิ๊กตู่-ศักดิ์สยาม” ลุยถกร่วม EEC ขยายมอเตอ […]]]>

ทล. รับลูก “บิ๊กตู่-ศักดิ์สยาม” ลุยถกร่วม EEC ขยายมอเตอร์เวย์หมายเลข 7 ถึงสนามบินอู่ตะเภา ระยะทาง 7 กม. คาดศึกษาแล้วเสร็จสิ้นปีนี้ พร้อมดึงโมเดล “เกาหลี” สร้างคอมมูนิตี้มอลล์คร่อมมอเตอร์เวย์บริเวณจุดพักรถ คืนพื้นที่จอดรถขาเข้า-ขาออก หวังใช้พื้นที่ให้คุ้มค่าที่สุด จ่อเชิญชวนเอกชนลงทุนภายในปีนี้

นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า ในขณะนี้กรมทางหลวงอยู่ระหว่างการศึกษาการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 7 สายกรุงเทพฯ–ชลบุรี–พัทยา ส่วนต่อขยายช่วงพัทยา–มาบตาพุดให้ไปถึงสนามบินอู่ตะเภา โดยมีระยะทางอีกประมาณ 7 กิโลเมตร (กม.) เพื่อรองรับผู้โดยสารที่จะใช้บริการได้เพิ่มเป็น 60 ล้านคนต่อปีในอนาคต รวมทั้งเติมเต็มโครงข่าย EEC ด้วย ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2563 โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และสอดรับกับนโยบายเร่งด่วนของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ทั้งนี้ ในส่วนของการศึกษาเส้นทางดังกล่าวนั้น ที่ในระหว่างนี้ ได้มีการประชุมร่วมกับ EEC อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการศึกษาประมาณ 6 เดือน หรือแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2563 ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการออกแบบรายละเอียด พร้อมกำหนดแนวเส้นทางที่เหมาะสม และพิจารณารูปแบบการดำเนินการ ควบคูากับการหาแหล่งเงินที่จะนำมาดำเนินการว่า กรมทางหลวง หรือ EEC จะเป็นผู้ดำเนินการในส่วนใด โดยจะใช้เวลาอีกประมาณ 6 เดือน ก่อนที่จะมีการประกาศเชิญชวน และเปิดประมูลให้เอกชนมาดำเนินการก่อสร้างต่อไป ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 2 ปี

“โครงการก่อสร้างต่อมอเตอร์เวย์ออกไปอีก 7 กม. ถือเป็นนโยบายเร่งด่วน และเป็นหนึ่งในโครงการของ EEC ซึ่งเบื้องต้นมีแนวเส้นทางคร่าวๆ แล้ว รวมถึงวงเงินการก่อสร้าง ที่จะต้องมาพิจารณาสรุปอีกครั้ง โดยจะให้มีการเวนคืนน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชน ส่วนระยะทาง 7 กม.นี้ จะมีด่านเข้าออกหรือไม่นั้น จะต้องประชุมหารือกันต่อไป โดยที่แน่ๆ คือ มีปลายทางที่สนามบินอู่ตะเภา” นายสราวุธ กล่าว

นายสราวุธ กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ นายศักดิ์สยาม ยังได้มอบหมายให้กรมทางหลวงไปศึกษาก่อสร้างจุดพักรถ (Rest Area) ในเส้นทางส่วนต่อขยาย ช่วงพัทยา-มาบตาพุด ที่เดิมกำหนดไว้ 2 จุด ให้พัฒนาและใช้ประโยชน์ในการใช้พื้นที่ให้มากที่สุด โดยการก่อสร้างพื้นที่เชิงพาณิชย์คร่อมถนนมอเตอร์เวย์ เป็นอาคาร 2-3 ชั้นตามความเหมาะสม คล้ายคอมมูนิตี้ มอลล์ ถือเป็นการใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์จุดเดียวกันของทั้งขาเข้าและขาออด ขณะที่ พื้นที่ข้างมอเตอร์เวย์ด้านล่างนั้น จะเป็นพื้นที่รองรับการจอดรถได้จำนวนมาก เนื่องจากเส้นทางดังกล่าว เป็นเส้นทางที่สนับสนุนด้านเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว จึงเชื่อว่าจะมีผู้ใช้บริการมาก ทั้งนี้รูปแบบดังกล่าวนั้น เป็นรูปแบบที่ได้ดำเนินการแล้วในประเทศเกาหลีใต้

อย่างไรก็ตาม แนวคิดจุดพักรถรูปแบบคร่อมถนนมอเตอร์เวย์นั้น จะให้เอกชนมาร่วมลงทุน (PPP) เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นรูปแบบจ้างออกแบบควบคู่การก่อสร้าง (Design Build) ซึ่งในส่วนของการออกแบบจะออกมาอย่างไรนั้น กรมทางหลวงจะไม่ได้เป็นผู้ออกแบบ แต่จะให้แนวคิดกับเอกชนที่จะมายื่นเสนอในการประกวดราคา และจะนำมาเป็นเกณฑ์ประกอบการพิจารณาเป็นลำดับต้นๆ ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถประกาศเชิญชวนประกวดราคาได้ภายในปีนี้ ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการในขั้นตอนอื่นอื่นๆ ต่อไป

“ที่ผ่านมา จุดพักรถจะมีพื้นที่เชิงพาณิชย์อยู่ในบริเวณดังกล่าว ทำให้แบ่งพื้นที่ของการจอดรถออกไป ทำให้เกิดปัญหาที่จอดรถไม่พอ เนื่องจากมีผู้ใช้บริการเยอะ แต่การสร้างพื้นที่เชิงพาณิชย์คร่อมมอเตอร์เวย์ จะทำให้มีพื้นที่จอดรถเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การทำแบบนี้ มีข้อดีนอกจากจะใช้พื้นที่ได้อย่างมีประโยชน์สูงสุดแล้ว อีกอย่าง คือ การลงทุนคอมมูนิตี้ มอลล์จะลงทุนแค่จุดเดียว เนื่องจากฝั่งขาเข้าและขาออกมาใช้ร่วมกัน” นายสราวุธ กล่าว

]]>
เสร็จแล้ว! ถนนสาย ‘ทางรอบเกาะสมุย’ หมายเลข 4169 ระยะทาง 10.56 กม. หนุนท่องเที่ยว-กระจายความเจริญ จ.สุราษฎร์ฯ https://www.trjournalnews.com/20211 Fri, 03 Jul 2020 11:48:00 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=20211 “ทางหลวงฯ” ลุยสร้างทางหลวงหมายเลข 4169 สายท […]]]>

“ทางหลวงฯ” ลุยสร้างทางหลวงหมายเลข 4169 สายทางรอบเกาะสมุย ตอน “บ.เฉวง-บ.ใต้” ระยะทาง 10.56 กม. เสร็จแล้ว! ช่วยอำนวยความสะดวกผู้ใช้เส้นทาง ส่งเสริมการท่องเที่ยว-การคมนาคมขนส่ง พร้อมกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค จ.สุราษฏร์ธานีให้มีประสิทธิภาพ

รายงานข่าวจากกรมทางหลวง (ทล.) ระบุว่า สำนักก่อสร้างทางที่ 1 ได้ดำเนินการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4169 สาย ทางรอบเกาะสมุย ตอน บ.เฉวง-บ.ใต้ ระหว่าง กม.29+531-กม.40+100 ระยะทางยาวประมาณ 10.569 กิโลเมตร มาตรฐานทางชั้น 1 (2 ช่องจราจร) กว้างช่องจราจรละ 3.50 เมตร รวมผิวทางกว้าง 10.50 เมตร ผิวทางเป็น ASPHALTIC CONCRETE แบ่งช่องจราจรไปและกลับด้วยสีตีเส้น (YELLOW SOLIDCENTER LINE)
นอกจากนี้ ยังรวมในส่วนของงานติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างบนทางหลวง ซึ่งจุดเริ่มต้นโครงการฯ ที่ กม.29+531 อยู่ในท้องที่ บ.เฉวง ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฏร์ธานีและจุดสิ้นสุดโครงการฯ ที่ กม.40+100 อยู่บริเวณบ้านใต้ ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฏร์ธานี
สำหรับโครงการดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกปลอดภัยให้แก่ประชาชนผู้ใช้เส้นทาง ส่งเสริมการท่องเที่ยว การคมนาคมขนส่ง สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม กระจายความเจริญและการพัฒนาสู่ภูมิภาคของจังหวัดสุราษฏร์ธานีให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
]]>
‘ศักดิ์สยาม’ แจงสภาประชุมงบปี 64 ลุยอัพเกรดถนนภาคใต้ ผุดแผนแม่บท ‘มอเตอร์เวย์-รถไฟทางคู่’ 8 เส้นทาง เชื่อมด่านชายแดน https://www.trjournalnews.com/20201 Fri, 03 Jul 2020 11:11:46 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=20201 “ศักดิ์สยาม” แจงสภาประชุมงบปี 64 ลุยพัฒนาถนนภาคใต้เต็มส […]]]>

“ศักดิ์สยาม” แจงสภาประชุมงบปี 64 ลุยพัฒนาถนนภาคใต้เต็มสูบ กางโปรเจ็กต์เสนองบปีหน้าซ่อมบำรุงกว่า 1.6 หมื่นล้าน พร้อมผุดแผนแม่บท ”มอเตอร์เวย์-รถไฟทางคู่” 8 เส้นทาง เชื่อมพื้นที่เศรษฐกิจทุกภูมิภาค-ด่านชายแดน

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยในการชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 จากที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรได้มีข้อสงสัยเกี่ยวกับภารกิจของกระทรวงคมนาคม วานนี้ (2 ก.ค. 2563) ว่า ตามที่นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายว่า กระทรวงคมนาคมไม่เอาใจใส่ในการดูแลปัญหาความเดือดร้อนของประชนในพื้นที่ภาคใต้นั้น ขอชี้แจงว่า การพัฒนาโครงข่ายทางหลวงในพื้นที่ภาคใต้ จะแบ่งเป็น 2 เรื่อง คือ

1.การบำรุงรักษาทางหลวงภาคใต้ ซึ่งมี 3 เส้นทาง ทางหลวงหมาย 4 (ถนนเพชรเกษม) ทางหลวงหมายเลข 41 และทางหลวงหมายเลข 42 ซึ่งมีการตั้งงบประมาณในการบำรุงรักษาตั้งแต่ปี 2558 จำนวน 7,055.91 ล้านบาท และงบประมาณซ่อมบำรุงทางหลวงสายหลัก ภาคใต้เพิ่มขึ้นทุกปี โดยปี 2563 ตั้งงบไว้ถึง 14,059 ล้านบาท ปี 2564 ได้เพิ่มเป็น 16,808 ล้านบาท เพื่อซ่อมบำรุงผิวถนน ทางหลวงสายหลักเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกและมีความปลอดภัย ในการสัญจร ซึ่ง ทางหลวงหมาย 4 (ถนนเพชรเกษม) จากจังหวัดเพชรบุรี- สงขลา 1183 กม. งบประมาณซ่อมบำรุง ปี 2561-2564 จำนวน 2,901 ล้านบาท

นอกจากนี้ ทางหลวงหมายเลข 41 (ชุมพร-พัทลุง) งบประมาณซ่อมบำรุง ปี 2561-2564 จำนวน 974 ล้านบาท และทางหลวงหมายเลข 42 (สงขลา-นราธิวาส) ระยะทาง 262 กม. งบประมาณซ่อมบำรุง ปี 2561-2564 จำนวน 689 ล้านบาทโดยหลังการซ่อมบำรุงถนน จะมีการทดสอบสภาพ ซึ่งพบว่า มีค่าเฉลี่ยความเรียบถนนทั่วประเทศอยู่ที่ 78% แต่ถนนในภาคใต้มีค่าเฉลี่ยความเรียบสูงกว่า โดยอยู่ที่93.1% โดยทางหลวงหมายเลข 41 มีมาตรฐานความเรียบดีกว่าเกณฑ์ ที่ 89.5% ซึ่งอาจจะมีผิวทางบางช่วงที่มีสภาพไม่เรียบร้อย โดยกระทรวงคมนาคม ไม่ได้นิ่งนอนใจในการจัดสรรงบประมาณไปดูแล
ขณะที่งบประมาณการซ่อมบำรุงทางหลวงทั่วประเทศนั้น ในภาคใต้จะได้รับงบประมาณทั้งสิ้น 4,519 ล้านบาท ภาคเหนือ ได้รับ 3,555 ล้านบาท ภาคกลาง ได้รับ 6,750 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับ 4,715 ล้านบาท เป็นสิ่งยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้งประชาชนภาคใต้และไม่ได้ทอดทิ้งประชาชนในทุกภาคเช่นกัน โดยมีการบริหารงบประมาณเพื่อดูแลสภาพถนนทุกสายให้ประชาชนได้ใช้สัญจรอย่างปลอดภัย

2. การพัฒนาโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ในพื้นที่ภาคใต้ ขณะนี้ มี 2 โครงการได้แก่ มอเตอร์เวย์สาย นครปฐม-ชะอำ ระยะทาง 109 กม. ขนาด 4 ช่องจราจร วงเงิน 79,006 ล้านบาท โดยคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (คณะกรรมการ PPP) ได้เห็นชอบแล้ว สำรวจที่ดินและทรัพย์สินเวนคืนแล้ว โดยเป็นเส้นทางที่เชื่อมกับมอเตอร์เวย์ สายบางใหญ่-กาญจนบุรี โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนทบทวนการศึกษารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และมอเตอร์เวย์สาย หาดใหญ่ – ชายแดนไทย/มาเลเซีย (M84) ระยะทาง 71 กม. ขนาด 4 ช่องจราจร วงเงิน 40,620 ล้านบาท ปัจจุบันออกแบบรายละเอียดเสร็จแล้ว และรายงาน EIA ผ่าน คชก.แล้ว การศึกษา PPP เสร็จแล้ว

นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า จากปัญหาการออกแบบและก่อสร้างถนน ที่ผ่านมา เส้นทางไม่สามารถเชื่อมต่อโครงข่ายที่สมบูรณ์ซึ่ง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ให้ กระทรวงคมนาคมศึกษามอเตอร์เวย์ที่สามารถเชื่อมต่อทั่วประเทศ ภายใต้กรอบ 5 เรื่อง ได้แก่ 1. ถนนแนวตรงเพื่อให้เกิดการสัญจรสะดวก ลดอุบัติเหตุ 2. ไม่ผ่านเข้าชุมชน เพื่อไม่ซ้ำแนวถนนเดิมและมีปัญหาเวนคืน ประชาชนได้รับความเดือดร้อน 3. พัฒนาความเจริญสู่พื้นที่ใหม่ 4. สร้างชุมชนเมืองใหม่ 5. แยกการจราจรในเมือง (Local Traffic) ออกจากการเดินทางระหว่างเมือง (Through Traffic)

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมเห็นว่า การแยกศึกษามอเตอร์เวย์อย่างเดียวจะมีปัญหา เนื่องจากระบบโลจิสติกส์ทางบก มีเส้นทางรถไฟด้วย ซึ่งนโยบายต้องการใช้ระบบรางในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร รวมถึงการเชื่อมต่อการเดินทางของอาเซียนตามภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งจากการศึกษาการแก้ปัญหาแบบบูรณาการโดยการพัฒนาโครงข่ายร่วมกันระหว่างทางรถไฟกับทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง เป็นแผนแม่บท MR-MAP (มอเตอร์เวย์ –รถไฟทางคู่) รวม 8 เส้นทาง เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจทุกภูมิภาคของประเทศกับด่านชายแดน ประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับ 8 เส้นทางนั้น ได้แก่ 1. แนวเหนือ – ใต้ จำนวน 3 เส้นทาง ระยะทางรวม 2,620 กม. ได้แก่ N1 เชียงราย (ด่านแม่สาย) – สงขลา (ด่านสะเดา) ระยะทาง 1,60 กม., N 2 – หนองคาย- แหลมฉบัง ระยะทาง 490 กม., N 3 บึงกาฬ – สุรินทร์ (ด่านช่องจอม เพื่อเชื่อมประเทศกัมพูชา) ระยะทาง 470 กม. และ 2. แนวตะวันออก – ตะวันตก จำนวน 5 เส้นทาง ระยะทางรวม 2,310 กม. ได้แก่ W1 ตาก (ด่านแม่สอด) – นครพนม ระยะทาง 710 กม., W2 กาญจนบุรี (ด่านเจดีย์สามองค์) – อุบลราชธานี ระยะทาง 830 กม. ,W3 กาญจนบุรี – สระแก้ว ระยะทาง 310 กม., W4 กาญจนบุรี (ด่านบ้านพุน้ำร้อน) – ตราด ระยะทาง 220 กม. , W5 ชุมพร-ระนอง (ด่านบ้านดอน) ระยะทาง 120 กม. ,W6 ภูเก็ต – สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 190 กม.

ขณะเดียวกัน ในปี 2564 จะเป็นการศึกษาแผนแม่บท โดยใช้งบประมาณจากกองทุนมอเตอร์เวย์ ซึ่งประโยชน์จากการบูรณาการพัฒนามอเตอร์เวย์ – ทางรถไฟ 1. ลดผลกระทบต่อชุมชน 2. สร้างความคุ้มค่าในการลงทุน 3. กระจายความเจริญเข้าสู่ทุกภูมิภาค 4. ส่งเสริมการพัฒนาเมือง 5. พัฒนาเศรษฐกิจ 6. พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนนอกจากนี้ยังลดการลงทุนภาครัฐ ด้านค่าเวนคืนและลดการลงทุนโดยเปิดให้เอกชนต่างชาติเข้ามาลงทุน

]]>