ข่าวการศึกษา – transportjournal newspaper https://www.trjournalnews.com เว็บไซต์ข่าวสารด้านโลจิสติกส์ Thu, 09 Jul 2020 07:38:18 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.4.2 ‘มรภ.ราชนครินทร์’ ผนึกภาคธุรกิจ-ปูพรมเตรียมพร้อม ‘บุคลากร-ดิจิทัล-อาหาร-ท่องเที่ยว’ รับการขยายตัวตลาด EEC หนุนความต้องการแรงงาน 4.75 แสนตำแหน่ง https://www.trjournalnews.com/20273 Thu, 09 Jul 2020 07:38:18 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=20273 “มรภ.ราชนครินทร์” ผนึก “ไมเนอร์ อินเต […]]]>

“มรภ.ราชนครินทร์” ผนึก “ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล-ไอเอสเอส คอนซัลติ้งก์” MOU โครงการสนับสนุนและส่งเสริมทักษะบุคคลากรรองรับการเติบโตในพื้นที่ EEC เสริมทัพการพัฒนาทักษะความรู้-ศักยภาพในการพัฒนาผลิตบุคลากร ตอบโจทย์พื้นที่ EEC รองรับ 4.75 แสนตำแหน่งงาน พร้อมแนะแรงงานเตรียมความพร้อมพัฒนา-เพิ่มเติมทักษะหลังผ่านวิกฤติโควิด-19 มั่นใจอุตสาหกรรมหลักจะเติบโตอย่างรวดเร็ว

รศ.ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ในฐานะผู้บริหารโครการสนับสนุนและส่งเสริมทักษะที่พึงประสงค์ในการทำงานรองรับการเติบโตในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เปิดเผยว่า การลงนามความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจโรงแรมกับกลุ่มธุรกิจดิจิทัล ในโครงการดังกล่าวนั้น เพื่อเสริมทัพการพัฒนาทักษะความรู้และศักยภาพในการพัฒนาผลิตบุคลากรตอบโจทย์และตรงต่อความต่อภาคธุรกิจ ทั้งนี้จะเป็นการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมภาคบริการที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย New S curve ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ เพื่อพัฒนาศักยภาพบัณฑิตที่จะก้าวไปสู่บุคลากรในแต่ละสายอาชีพที่อัดแน่นด้วยคุณภาพเทียบมาตรฐานสากล ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นสำหรับแรงงานในการพัฒนาด้านสำนักงานดิจิทัลและด้านอาหารและการโรงแรม (ดิจิทัล)

ด้าน ผศ.ดร.พรพิมล วิริยะกุล ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ในฐานะผู้ดำเนินการโครงการฯ กล่าวว่า การดำเนินการโครงการพัฒนาผลิตบุคลากรตอบโจทย์และตรงต่อความต่อภาคธุรกิจ โดยโครงการดังกล่าวได้ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของสถานประกอบการ และมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้ สมรรถนะ และทักษะ โดยเน้นการปฏิบัติการจากสถานการณ์จริงในสถานประกอบการกลุ่มธุรกิจโรงแรมและกลุ่มธุรกิจดิจิทัล สำหรับกลุ่มธุรกิจโรงแรมได้มีการนำสมรรถนะของกำลังแรงงานในกลุ่มธุรกิจโรงแรมที่เป็นทักษะในธุรกิจอนาคต โดยสามารถให้กำลังแรงงานที่เข้าร่วมอบรมดังกล่าวได้มีมุมมอง และมีแนวคิดในการปรับตัวสู่ธุรกิจทั้งด้านคุณภาพ ด้านประสิทธิภาพ และความเป็นนานาชาติ เพื่อให้นำสิ่งที่ได้จากการ Reskill-Upskill- New skill courses มาพัฒนากับสถานประกอบการที่กำลังสร้างฐานการผลิตในระดับนานาชาติ

“โครงการฯ นี้มีความมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้ สมรรถนะ และทักษะ รวมทั้งการปฏิบัติการจากสถานการณ์จริงในสถานประกอบการกลุ่มธุรกิจโรงแรมและกลุ่มธุรกิจดิจิทัล สำหรับกลุ่มธุรกิจโรงแรมได้มีการนำสมรรถนะของกำลังแรงงานในกลุ่มธุรกิจโรงแรมที่เป็นทักษะในธุรกิจอนาคต โดยสามารถให้กำลังแรงงานที่เข้าร่วมอบรมดังกล่าวได้มีมุมมอง และมีแนวคิดในการปรับตัวสู่ธุรกิจทั้งด้านคุณภาพ ด้านประสิทธิภาพ และความเป็นนานาชาติ เพื่อให้นำสิ่งที่ได้จากการ Reskill-Upskill- New skill courses มาพัฒนากับสถานประกอบการที่กำลังสร้างฐานการผลิตในระดับนานาชาติ” รศ.ดร.ดวงพร ภู่ผะกา กล่าว

ขณะที่ อาจารย์ธรรมรัตน์ สิมะโรจนา ผู้อำนวยการส่งเสริมวิชาการ ผู้ดำเนินการโครงการฯ กล่าวว่า หลักสูตรการพัฒนาทักษะความรู้และศักยภาพในการพัฒนาผลิตบุคลากรด้านดิจิทัล มหาวิทยาลัย ได้เตรียมความพร้อมและระดมศักยภาพของบุคลากรพัฒนาความร่วมมือกับสถานประกอบการในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้านธุรกิจดิจิทัล เพื่อมุ่งเน้นการสร้างแพลตฟอร์มการพัฒนาบุคลากรและมาตรฐานระดับสากล และยังได้จัดตั้งศูนย์ทดสอบสมรรถนะด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อประเมินสมรรถนะดิจิทัลให้กับบุคลากรในภาครัฐและเอกชน รวมทั้งการให้คำปรึกษาในการพัฒนาดังกล่าวสู่การยกระดับให้กำลังแรงงานยุคการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคตะวันออก

อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะส่งผลกระทบไปทุกภาคอุตสาหกรรม แต่ประเทศไทยสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นปัจจัยสร้างความเชื่อมั่นและสร้างโอกาสด้านการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะใน EEC โดยคาดการณ์ว่าจะขยายตัวและเติบโตมากหลังจากวิกฤต จากผลสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ(EEC) 3 จังหวัด ระบุว่ามีตำแหน่งงานที่ต้องการกำลังคนถึง 475,000 ตำแหน่ง ในฐานะสถาบันการศึกษาที่มีบทบาทด้านการพัฒนาและสร้างบุคลากรเห็นว่าหัวใจสำคัญ คือ ต้องพัฒนาและเพิ่มเติมทักษะอยู่เสมอ เพื่อเตรียมความพร้อมและรองรับการเติบโตหลักฟื้นสู่ภาวะปกติ

ทั้งนี้ มหาลัยได้ทำการพัฒนาทักษะทางด้านการอาหารและโรงแรมเพื่อยกระดับเข้าสู่มาตรฐานสากลกับโรงแรมในเครือระดับโลกตามแนวนโยบายของ EEC ในการ MOU ครั้งนี้เพื่อร่วมมือกันพัฒนาบัณฑิตให้เป็นบัณฑิตเป็นมืออาชีพ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพใน EEC รวมทั้งสามารถทำงานในโรงแรมแบบ New normal food safety และ green hotel เพื่อรักษา สิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากโรงแรมในเครือไมเนอร์ ทีมีโรงแรมทั่วโลก 502 แห่ง ได้แก่ โรงแรม Avani resort พัทยา สนับสนุนสถานที่และบุคลากรของโรงแรมเป็นผู้ฝึกอบรมทั้งทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ส่วนทางด้านดิจิทัล เป็นการปูพื้นฐานให้เข้าใจการทำงานเข้าสู่ระบบดิจิทัลในทุกภาคส่วนขององค์การ ซึ่งจะเน้นในการบริหารทางด้านทรัพยากรมนุษย์แบบดิจิทัล การเงินแลการบัญชีดิจิทัล และการใช้ดิจิทัลในโรงงานอุตสาหกรรมโดยใช้วิทยากรจากบริษัท ระดับโลก ทางด้านดิจิทัล ซึ่งได้เชิญวิทยากรจากบริษัทฝึกอบรมในเครือของ SAP ได้แก่บริษัท ISS consulting มาเป็นผู้ฝึกอบรมในโครงการ

สำหรับกลุ่มเป้าหมายในการเข้าร่วมอบรมในโครงการฯ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. แรงงานในภาคธุรกิจที่ต้องการพัฒนาบุคลากรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก จำนวน 4 หลักสูตร ๆ ละจำนวน 360 คน ครอบคลุมในพื้นที่ 3 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 1,440 คน กลุ่มที่ 2. เครือข่ายความร่วมมือร่วมกับกระทรวงแรงงานและสถานประกอบการชั้นนำ ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์เล็งเห็นว่า “การพัฒนาในครั้งนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาแนวใหม่ที่ตอบสนองสถานประกอบการที่เป็นฝ่ายผลิตให้มีกำลังแรงงานที่มีสมรรถนะเป็น “viral transformer” ที่สามารถกระจายความเข้มแข็งด้านศักยภาพและพร้อมผนึกกำลังที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในโลกอนาคตได้

นายศุภดิษฐ์ มณีรัตน์จรัสศรี ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มหาชน และโรงแรม อวานี พัทยา รีสอร์ท กล่าวว่า ในฐานะองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจอาหารและโรงแรมระดับโลก เล็งเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาทักษะความรู้ ศักยภาพของบุคลากรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตโควิท-19 ในพื้นที่จังหวัด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ให้พัฒนาการบริการให้เข้าสู่มาตรฐานระดับโลก และมีการจัดการแบบ new normal hygiene และ food save

ด้านนายวิศิษฐ์ วิระยากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเอสเอส คอนซัลติ้งก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในฐานะบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการเทคโนโลยีและการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางธุรกิจ มีความยินดีในการเข้าร่วมเป็นหนึ่งในโครงการฯ นี้ เนื่องจากจะได้นำองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ ทักษะให้กับบุคลากร เพื่อนำไปต่อยอดในสายงานและธุรกิจที่กำลังจะเติบโตโดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

]]>
IBM ร่วมมือ วิศวะมหิดล นำเทคโนโลยี HPC และ AI หนุนวิจัย-พัฒนาอุตสาหกรรมและกำลังคนในยุคนิวนอร์มอล https://www.trjournalnews.com/20001 Mon, 29 Jun 2020 03:00:19 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=20001 ไอบีเอ็ม ผนึกความร่วมมือคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมห […]]]>

ไอบีเอ็ม ผนึกความร่วมมือคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการนำเทคโนโลยีการประมวลผลสมรรถนะสูง (HPC) และ AI Vision ของไอบีเอ็ม มาใช้สนับสนุนงานวิจัยและการพัฒนาทักษะที่สำคัญต่างๆ ในประเทศไทย ซึ่งความร่วมมือนี้สอดคล้องตามแผนยุทธศาสตร์ของประเทศในการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และการเร่งขับเคลื่อนไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต S-Curve และ New S-Curve ตลอดจนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

นางสิริกร บุญเสริมสุวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจดิจิทัลเซลและคอมเมอร์เชียล บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือนี้นับว่าเป็นก้าวย่างสำคัญสำหรับไอบีเอ็มและมหาวิทยาลัยมหิดลในการขับเคลื่อนการพัฒนาไปสู่สังคมดิจิทัลและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ โดยไอบีเอ็มได้สนับสนุนฮาร์ดแวร์ IBM Power Systems ซึ่งเป็นเทคโนโลยี HPC ของไอบีเอ็ม และซอฟต์แวร์ IBM Visual Insights   ทั้งนี้ดิสรัปชันอันเป็นผลมาจากสถานการณ์โควิด-19 ได้กระตุ้นให้ธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆของไทย ต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาทักษะที่สำคัญให้แก่บุคลากรเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน สถานการณ์การแพร่ระบาดได้ส่งผลกระทบต่อพวกเราทุกคน และองค์กรที่สามารถปรับตัวและฟื้นตัวได้เร็วที่สุดเท่านั้นที่จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีก้าวล้ำและความร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรด้านวิชาการ จะช่วยให้เราสามารถสร้างทักษะที่จะเป็นที่ต้องการในอนาคต เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และช่วยให้เราเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในยุคนิวนอร์มัล”

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากวิสัยทัศน์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มุ่งสู่การก้าวเป็น วิศวกรรมศาสตร์ระดับโลก และในปี 2563 ยังมีแผนพัฒนาการศึกษา New Normal Engineering และดำเนินงานวิจัยพัฒนาระดับโลกมารองรับวิถีใหม่ สร้างเสริมการพัฒนาศักยภาพกำลังคนของประเทศให้สามารถเพิ่มผลิตภาพในองค์กรและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์โลกในอนาคตได้ ทั้งนี้ COVID-19 ดิสรัพชั่น เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของดิจิทัลเทคโนโลยีเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งในการก้าวสู่ Industry 4.0 และเศรษฐกิจดิจิทัลนั้น การพัฒนากำลังคนในภาคอุตสาหกรรมทั้งการ Reskill – Upskill เพื่อพัฒนาทักษะความสามารถของคนไทยและการประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อพัฒนาทักษะเดิมด้วยองค์ความรู้ใหม่ที่จำเป็นให้รองรับกับงานใหม่หรืองานในอนาคตมากขึ้น ส่วน จะช่วยเสริมสร้างทักษะใหม่ที่สอดคล้องกับธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ กล้าแสดงออก ทักษะทางด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงการทำงานกับข้อมูลมหาศาลหรือ Big Data เป็นต้น

ดังนั้นเพื่อตอบรับงานวิจัยในวิถีใหม่นิวนอร์มอล  คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จะขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงรุก 3 ด้าน ได้แก่ 1. งานวิจัยอุตสาหกรรมทางการแพทย์ เสริมสร้างประเทศไทยเป็น Health & Wellness Hub ที่ก้าวหน้ายั่งยืน โดยมุ่งเน้นการนำปัญญาประดิษฐ์ AI Vision มาเพื่อเสริมศักยภาพให้งานวิจัย อาทิเช่น การวิเคราะห์ภาพถ่ายทางการแพทย์ (Medical Imaging) เวชสารสนเทศ (Medical Informatics) เป็นต้น โดยจะร่วมมือกับโรงพยาบาลในเครือของมหาวิทยาลัยมหิดล 2. การพัฒนาด้านการศึกษา ซึ่งจะมุ่งเน้นทำหลักสูตร Reskill / Upskill เพื่อพัฒนากำลังคนในภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย และเตรียมความพร้อมบุคลากรรองรับ Digital Transformation ของภาคอุตสาหกรรมไทยในยุค New Normal คาดว่าจะเริ่มความร่วมมือกับนิคมอุตสาหกรรมในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) และอื่นๆ ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ 3. งานวิจัยพัฒนาความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยนำแพลตฟอร์ม AI มาสร้างโมเดล Machine Learning และ Deep Learning เพื่อการวิเคราะห์และติดตามตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักร รวมถึงการตรวจจับชิ้นส่วนที่มีตำหนิในโรงงานผลิต

จากข้อมูลการศึกษาวิจัยโดยสถาบันการศึกษาคุณค่าทางธุรกิจของไอบีเอ็ม (IBV) พบว่าในอีกสองปีข้างหน้า บุคลากรมากถึง 120 ล้านคนในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก 12 ประเทศ อาจจำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนทักษะใหม่ๆ และพัฒนาทักษะเดิมเพิ่มเติม อันเป็นผลมาจากการเข้ามามีบทบาทของ AI และ Automation อัจฉริยะ นอกจากนี้ มีซีอีโอของบริษัทต่างๆ ที่อยู่ในการสำรวจเพียงร้อยละ 41 เท่านั้นที่ระบุว่าบริษัทของตนมีบุคลากร ทักษะ และทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงานตามกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัท โดยการศึกษาวิจัยที่ได้มีการเก็บข้อมูลจากผู้บริหารทั่วโลกกว่า 5,670 คนใน 48 ประเทศ ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการปัญหาด้านความต้องการแรงงานในทุกระดับชั้นขององค์กร

ในฐานะองค์กรด้านเทคโนโลยีระดับโลก ทางไอบีเอ็มมองว่าตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่การบริการแบบ Value-Added มากขึ้น และการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดลในครั้งนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ในระยะยาวของไอบีเอ็ม ในแง่การช่วยสร้างทักษะที่จำเป็นเพื่อรองรับการนำเทคโนโลยีล่าสุดเข้ามาใช้ในการปฏิบัติงานจริงในประเทศไทย

]]>
“ตูน บอดี้สแลม” มอบ 1 ล้านบาทให้ กสศ. เติมเต็มมื้ออาหาร https://www.trjournalnews.com/19129 Fri, 22 May 2020 01:26:51 +0000 http://www.trjournalnews.com/?p=19129 “ตูน บอดี้สแลม” มอบ 1 ล้านบาทให้ กสศ. เติมเ […]]]>

“ตูน บอดี้สแลม” มอบ 1 ล้านบาทให้ กสศ. เติมเต็มมื้ออาหารอีก 15 วันที่ยังขาดให้เด็กยากจนช่วงเลื่อนเปิดเทอม พร้อมให้กำลังใจ ‘ครู’ คือฮีโร่ที่ช่วยเหลือเด็กในยามวิกฤต

‘อาทิวราห์ คงมาลัย’ หรือ ตูน บอดี้สแลม พร้อมด้วย ‘ทีมก้าวคนละก้าว’ บริจาคเงินจำนวน 1 ล้านบาท เข้าโครงการ “สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม คนละมือเพื่อมื้อน้อง” ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. เนื่องในวันคล้ายวันเกิด 30 พ.ค. เพื่อส่งมอบให้เด็กนักเรียนยากจนพิเศษ ในช่วงที่การเปิดเทอมต้องเลื่อนออกไป โดยมี ‘ดร.ไกรยส ภัทราวาท’ รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นผู้รับมอบ

‘ตูน บอดี้สแลม’ สะท้อนความคิดเห็นถึงผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่ประสบภาวะขาดแคลนอาหารในช่วงปิดเทอมยาวนาน พร้อมให้กำลังใจ ‘ครู’ คือฮีโร่ที่ช่วยเหลือเด็กยากจนพิเศษ

“ครู คือบุคคลสำคัญ ถือเป็นที่พึ่งให้เด็ก ๆ ในช่วงภาวะวิกฤต ครูคือฮีโร่ที่ช่วยประคับประคองชีวิต เด็กยากจนพิเศษกลุ่มนี้ในช่วงเปิดเทอม ครูจะเป็นกลุ่มเสี่ยงไม่ต่างจากหมอ พยาบาล เพราะเขาต้องอยู่ใกล้ชิดกับเด็กแบบเลี่ยงไม่ได้ จึงอยากให้พลังใจ แรงบันดาลใจ แก่คนกลุ่มนี้ครับ”

ระหว่างการสนทนา ‘ตูน บอดี้สแลม’ ยังบอกกับ ‘กสศ.’ อีกว่า การรักษาพยาบาลเป็นเรื่องสำคัญในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 เช่นเดียวกับการดูแลเด็กนักเรียนที่ประสบภาวะขาดแคลนอาหารไม่ให้ออกจากระบบการศึกษาก็เป็นเรื่องสำคัญ ขณะที่ ‘ดร.ไกรยส ภัทราวาท’ รองผู้จัดการ กสศ. บอกว่า เรื่องการสร้างและซ่อมเป็นของคู่กัน ถ้าการสร้างนั้นมีการวางระบบให้ดี เด็กก็ไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา

โครงการ “สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม คนละมือเพื่อมื้อน้อง” เป็นโครงการที่ กสศ. จัดขึ้นเพื่อเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเติมเต็มมื้ออาหารให้กับ ‘เด็กยากจนพิเศษ’ ที่กำลังขาดแคลนอาหารจากการปิดเทอมที่ยาวนานเท่าที่เคยมีมา โดยเลื่อนไปถึง 46 วัน ก่อนหน้านี้ กสศ. ได้อนุมัติงบฯ ช่วยเหลือเด็กยากจนพิเศษจำนวน 753,997 คน คนละ 600 บาท เป็นค่าอาหารกลางวันเบื้องต้น 30 วัน วันละ 20 บาท ยึดจากวันเปิดเรียนวันแรกตามกำหนดเดิม 18 พ.ค.-18 มิ.ย.2563 แต่ยังขาดงบประมาณเพื่อขยายการดูแลอีก 15 วันก่อนเปิดภาคเรียนจริง

ล่าสุด ณ วันที่ 21 พ.ค. 2563 มียอดบริจาค 1,813,592.00 บาท ช่วยเหลือนักเรียนได้ 6,045 คน คิดเป็นมื้ออาหาร 90,679 มื้อ (มื้อละ 20 บาท) ติดตามความคืบหน้าได้ที่ https://www.eef.or.th/donate-covid/ และร่วมสมทบทุนได้ที่ https://www.eef.or.th/donate หรือ ธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี กสศ.มาตรา 6(6) – เงินบริจาค เลขที่บัญชี 1720300216 สามารถนำหลักฐานการบริจาคไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

]]>
‘ม.หัวเฉียว’ จับมือ ‘ม.ปักกิ่ง’ เดินหน้าหลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน สานสัมพันธ์ 2 ประเทศให้ยั่งยืน https://www.trjournalnews.com/14925 Tue, 28 Jan 2020 02:50:28 +0000 https://www.trjournalnews.com/?p=14925 ม.หัวเฉียว จับมือ ม.ปักกิ่ง เดินหน้าหลักสูตรวิทยาการผู้ […]]]>

ม.หัวเฉียว จับมือ ม.ปักกิ่ง เดินหน้าหลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน มุ่งเน้น “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” สานสัมพันธ์ 2 ประเทศให้ยั่งยืน

หากพิจารณาจากเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน เราคงปฏิเสธไม่ได้ ว่า “จีน” คือมหาอำนาจ ที่จะผงาดและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว หากจะทำธุรกิจหรือค้าขายร่วมกัน ก็จำเป็นต้องเรียนรู้ขนบ วัฒนธรรม ตลอดจนเข้าใจยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศจีน ยิ่งเราเรียนรู้ได้อย่างถ่องแท้เท่าใด ก็จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การทำธุรกิจกับประเทศจีนเป็นไปอย่างราบรื่นมากเท่านั้น จึงเห็นได้ว่าในปัจจุบันเริ่มมีสถาบันและองค์กรต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับการจัดหลักสูตรเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมและการพัฒนาของประเทศจีนมากขึ้น

มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติก็เป็นอีกหนึ่งสถาบันที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ด้วยที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งขึ้นโดย “มูลนิธิฮั้วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง” ซึ่งได้รับเงินบริจาคสนับสนุนการสร้างจากชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย มหาวิทยาลัยจึงมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้มแข็งด้านจีนศึกษา และทำนุบำรุงสืบสานศิลปะวัฒนธรรม และเป็นการสานสัมพันธ์ไทย-จีนให้แน่นแฟ้นและยั่งยืน

จึงก่อเกิดเป็น หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน เพื่อพัฒนาผู้นำยุคใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ เข้าใจวัฒนธรรม และเศรษฐกิจของประเทศจีน ส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-จีน อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ กับมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ด้วยการสนับสนุนจากสำนักกิจการชาวจีนโพ้นทะเล สำนักนายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐประชาชนจีน

หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน มีเป้าหมายสำคัญ 3 ส่วนคือ

  • เข้าใจ : เข้าใจในอดีต ปัจจุบัน และมองเห็นอนาคตของจีน ทั้งด้านเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก สังคม วัฒนธรรม ความมั่นคง ตลอดจนสร้างความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในประเด็นความสัมพันธ์ไทย-จีน ให้กับผู้บริหารระดับสูงภาคธุรกิจ ผู้บริหารภาครัฐ ผู้บริหารองค์กรอิสระ ผู้บริหารองค์กรทางสังคม ผู้บริหารสถาบันการศึกษา 
  • เข้าถึง : คือการเข้าถึงศูนย์กลางบริหารประเทศของจีน นั่นคือมหานครปักกิ่ง ได้เรียนรู้และเข้าถึงประเทศจีนในหลากมิติอย่างลึกซึ้ง ณ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ผ่านการบรรยาย โดยศาสตราจารย์ชั้นนำของประเทศจีน
  • พัฒนา : สร้างความสัมพันธ์อย่างยั่งยืนของสองประเทศ ผ่านเครือข่ายคนไทยเชื้อสายจีนรุ่นใหม่ องค์กรระหว่างประเทศไทย-จีน สถาบันการศึกษา องค์กรธุรกิจ องค์กรทางสังคมชั้นนำ นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
อรัญ เอี่ยมสุรีย์ ประธานหลักสูตรฯ

อรัญ เอี่ยมสุรีย์ ประธานหลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน เปิดเผยว่า หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน ปีนี้เป็นรุ่นที่ 3 ก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งปลุกปั้นหลักสูตรรุ่นแรก เพียงเพราะอยากจะเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ทำให้คนไทยเชื้อสายจีนหรือคนที่สนใจเรื่องจีนรู้จักจีนดีขึ้น จึงได้เปิดหลักสูตรนี้ขึ้นมา แรกเริ่มเดิมทีมีเพียงพรรคพวกเพื่อนฝูงที่ชักชวนกันมาเรียน แต่ด้วยเนื้อหาหลักสูตรที่จัดไว้มีความน่าสนใจ และได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่รู้มาก่อน จึงเกิดความสนใจจริงจัง ยิ่งได้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งด้วยแล้ว จึงกลายเป็นพูดถึงกันปากต่อปาก ส่งผลให้เมื่อมีเปิดหลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีนรุ่น 2 จึงมีคนสมัครเข้ามาเรียนกว่า 200 คน จนต้องคัดเหลือ 104 คน มาปีนี้เองก็เช่นกัน หลักสูตรของเราได้รับความสนใจ โดยมีผู้สมัครเข้ามากว่า 300 คน จึงต้องคัดเลือกให้เหลือเพียง 118 คน

“วันนี้หลักสูตรที่เราเปิดอยู่ในกลุ่มคนที่เป็นผู้นำในองค์กร แต่จริงแล้วหลักสูตรนี้เหมาะกับทุกคน เพราะว่าวันนี้ ในวันที่จีนก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจเบอร์สองของโลก เราหนีไม่พ้นที่จะต้องเรียนรู้เรื่องจีนให้ถ่องแท้ ผมเชื่อว่าสิ่งที่คนมาเรียนหลักสูตรนี้จะได้ไปคือการเข้าใจวัฒนธรรมของประเทศจีนมากขึ้น เพราะแม้แต่คนเชื้อสายจีนเหมือนกัน แต่วิธีคิดก็ไม่เหมือนกัน นี่คือสิ่งที่เราต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน รู้จักเขารู้จักเรา จึงจะเกิดประโยชน์แบบ Win-Win ทั้ง 2 ฝ่าย”

ผศ.พรรณราย แสงวิเชียร ผอ.หลักสูตรฯ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรรณราย แสงวิเชียร ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน เปิดเผยว่า อยากให้หลักสูตรเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น เพราะเป็นหลักสูตรที่เป็นประโยชน์สำหรับเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน ซึ่งนอกจากสถาบันฯ จะพยายามจัดหลักสูตรให้น่าสนใจแล้ว ยังมีการเชิญวิทยาการที่มีความรู้เรื่องประเทศจีนในอันดับต้นๆ ของเมืองไทยมาสอนหลากหลายท่าน ที่สำคัญมีการนำผู้เรียนไปเรียนถึงมหาวิทยาลัยปักกิ่งด้วย ซึ่งนอกจากหลักสูตรวิทยาการไทย-จีนที่เราเปิดอยู่เป็นรุ่น 3 นี้แล้ว สถาบันฯ ยังเตรียมเปิดหลักสูตรผู้นำไทย-จีนรุ่นใหม่ อายุไม่เกิน 40 ปี รุ่น 2 ซึ่งน่าจะเปิดกลางปีนี้ และเตรียมเปิดหลักสูตรผู้นำไทย-จีนยุคดิจิทัล ซึ่งจะเป็นการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชินหัวและมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง

ทั้งนี้ ก็เพื่อสร้างผู้นำยุคใหม่ไทย-จีน ที่มีวิสัยทัศน์ มีความรู้ด้านวัฒนธรรม ปรัชญาการทำธุรกิจและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของจีน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและประสานความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่อสานความสัมพันธ์ไทย-จีนที่ยั่งยืน

]]>
กสศ. เปิดตัวโครงการ “ล้านพลังคนไทย  มอบโอกาสทางการศึกษาเป็นของขวัญ” https://www.trjournalnews.com/13833 Thu, 12 Dec 2019 10:26:40 +0000 https://www.trjournalnews.com/?p=13833 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เตรียมแถลงข่าว […]]]>

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เตรียมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “ล้านพลังคนไทย  มอบโอกาสทางการศึกษาเป็นของขวัญ”  เพื่อระดมพลังการมีส่วนร่วมจากคนไทยทุกภาคส่วนในเดือนเทศกาลแห่งการให้ และเนื่องในโอกาสปีใหม่เช่นนี้  มาร่วมกันช่วยน้องๆที่มีความฝัน และมีศักยภาพอย่างเต็มเปี่ยม  ให้มีอนาคตดีขึ้น และไม่หลุดออกจากระบบการศึกษาแม้แต่คนเดียวในปี 2563 นี้

โดยการรณรงค์ครั้งนี้ ได้รับเสียงตอบรับจากกลุ่มศิลปินดาราที่จะมาร่วมงานแถลงข่าวกันจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นคู่รักและคู่พ่อลูกคนดัง แบรนด์แอมบาสเดอร์พิเศษของโครงการ“ป๊อก ภัสสรกรณ์  มาร์กี้ ราศรี จิราธิวัฒน์ ” และ “หนึ่ง จักรวาล และน้องมินมิน” ลูกสาวคนเก่ง   นอกจากนี้ยังมีมินิคอนเสิร์ตเปิดหมวก “มอบโอกาสเป็นของขวัญ” จากกลุ่มศิลปินนักร้องชื่อดังคับคั่งอย่างสาว “ลุลา กันยารัตน์”  4 หนุ่ม Season Five (ซีซันไฟฟ์)   มาเรียม บีไฟว์ (B5)  รุจ เดอะสตาร์

สำหรับแฟนคลับของเหล่าศิลปินดาราทั้งหลายที่สนใจ เตรียมตัวให้พร้อมมาร่วมกันส่งมอบโอกาสทางการศึกษาเป็นของขวัญให้กับเด็กๆทั่วประเทศ ได้ทั้งบุญและยังได้กระทบไหล่กับศิลปินดาราที่ชื่นชอบอย่างใกล้ชิดเป็นกันเอง ภายใต้อากาศที่กำลังเย็นสบายแบบนี้  ทั้งนี้ภายในงานยังมีการจัดประมูลสิ่งของดาราและขายเสื้อโปโลสุดเก๋ เพื่อส่งมอบโอกาสให้กับน้องๆอีกด้วย แล้วมาพบกันตั้งแต่ เวลา 16.00 – 19.00 น. วันศุกร์ที่ 13  ธันวาคม  2562 ณ ลานหน้า LIDO CONNECT

]]>
‘เด่นหล้า’ เปิดตัว ‘DLPS’ โรงเรียนระดับประถม 3 ภาษา ตอบโจทย์การศึกษา จ่อประเดิมสตาร์ทเปิด ป.1-4 ปีการศึกษา 63 https://www.trjournalnews.com/13551 Wed, 27 Nov 2019 03:24:14 +0000 https://www.trjournalnews.com/?p=13551 “เด่นหล้า” เปิดตัว “DLPS” โรงเรียนระดับประถม 3 ภาษา มาต […]]]>

“เด่นหล้า” เปิดตัว “DLPS” โรงเรียนระดับประถม 3 ภาษา มาตรฐานนานาชาติ หวังตอบโจทย์การศึกษา พร้อมชูจุดเด่น ภาษา-วิทย์-คณิต ปูพรมปั้นบุคลากรไทย จ่อประเดิมสตาร์ทเปิด ป.1-4 ปีการศึกษา 63 ก่อนขยาย ป.5-6 ต่อไป

ดร.เต็มยศ ปาลเดชพงศ์ กรรมการบริหารโรงเรียนเด่นหล้า ฝ่ายประถม 3 ภาษา (Denla Primary School : DLPS) เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ที่เครือเด่นหล้าบริหารโรงเรียนด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเทเพื่อยกระดับคุณภาพเด็กไทยให้มีความแข็งแกร่งทางการศึกษา เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เก่ง ดี มีทักษะชีวิต และมีศักยภาพทัดเทียมนานาประเทศ จากโรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า (เพชรเกษม) โรงเรียนเด่นหล้าพระราม 5 และโรงเรียนนานาชาติ Denla British School ถือเป็นทีมคุณภาพในการผลิตนักเรียนให้สามารถสอบเข้าเรียนต่อยังโรงเรียนประถมศึกษาระดับต้นๆ ของเมืองไทย โดยมีนักเรียนที่เรียนจบจากเครือโรงเรียนเด่นหล้ามาแล้วถึง 30,000 คน หรือในแต่ละปี มีนักเรียนจบการศึกษาจากโรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า 600-700 คน/ปี

ทั้งนี้ ล่าสุด เปิดหลักสูตร DLPS ในระดับชั้น ป.1-ป.4 ในปีการศึกษา 2563 และเตรียมเปิดรับสมัครระดับชั้น ป.5-ป.6 ในปีการศึกษาต่อๆ ไป เพื่อตอบโจทย์ด้านการเรียนการสอนของนักเรียนจากโรงเรียนอนุบาลเด่นหล้าเดิม รวมถึงกระบวนการเรียนในด้านต่างๆ อย่างครอบคลุม โดยตั้งเป้าหมายมีนักเรียน 25 คนต่อห้องเรียน หรือ 75-100 คนต่อรุ่น ในส่วนของค่าใช้จ่ายนั้น แบ่งเป็น ระดับชั้น ป.1-ป.2 ราคา 179,000 บาท/เทอม, ระดับชั้น ป.3-ป.4 ราคา 185,000 บาท/เทอม และ ป.5-ป.6 ราคา 190,000 บาท/เทอม

สำหรับ DLPS เป็นหลักสูตรไฮบริดดึงความเป็นเลิศและจุดแข็งของหลักสูตรอเมริกาและอังกฤษมารวมกัน พร้อมทั้งจัดการเรียนการสอนเทียบเท่ามาตรฐานในหลักสูตรนานาชาติ มีความเข้มข้นด้านคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ ภาษา และเทคโนโลยี เน้นการลงมือปฏิบัติ การค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตนเอง ควบคู่กับการเรียนเชิงทฤษฎี เพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนไม่เพียงสามารถเข้าใจในสิ่งที่เรียน แต่มีองค์ความรู้ความเข้าใจลึกซึ้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้ในอนาคต พร้อมทั้งได้มีการจัดเตรียมวิชา AI and Innovation เพื่อนักเรียนได้เรียนรู้พื้นฐานการ Coding, Programming ด้วย


“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้ปกครองถามมาตลอดว่าทำไมโรงเรียนอนุบาลเด่นหล้าถึงไม่เปิดโรงเรียนประถม เพราะมีความเชื่อมั่นว่าเด่นหล้าจะปลูกฝังความเป็นเลิศทางการศึกษาให้เด็กๆ และสามารถสอบเข้าโรงเรียนมัธยมชั้นนำของประเทศได้เหมือนอย่างที่เคยปั้นเด็กๆ ให้สามารถสอบเข้าโรงเรียนประถมชั้นนำของประเทศได้ ในปี 2563 นี้ เรามีความพร้อมอย่างเต็มเปี่ยมในการเปิดตัวโรงเรียนเด่นหล้าประถม 3 ภาษา หลักสูตร English Programme ด้วยมาตรฐานเทียบเท่ากับโรงเรียนนานาชาติ โดยมีจุดเด่นที่แตกต่างในการมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพให้เป็นเลิศในทุกด้าน ภายใต้วิสัยทัศน์ EXCELLENCE FOR AL” ดร.เต็มยศ กล่าว

ดร.เต็มยศ กล่าวต่ออีกว่า การเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชนในปัจจุบันนั้น ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ โดยเฉพาะในเรื่องของภาษา และด้านวิทยาศาสตร์ รวมถึงคณิตศาสตร์ ที่ถือเป็นกระบวนการเรียนที่สำคัญในยุคปัจจุบัน เพื่อตอบสนองตามสถานการณ์ของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งยังสอดรับกับการพัฒนาบุคลากรของไทยในอนาคต ผนวกกับในบริเวณพื้นที่กรุงเทพมหานคร (ฝั่งธนบุรี) และจังหวัดนนทบุรี ที่ยังมีโรงเรียนนานาชาติจำนวนน้อย จึงเป็นเหตุผลที่เปิดหลักสูตร DLPS ขึ้น โดยมุ่งเน้นด้วยจุดเด่น 3 ประการ ได้แก่ คณะผู้บริหารที่มีประสบการณ์, หลักสูตร English Programme แบบไฮบริดดึงความเป็นเลิศที่สุดของหลักสูตรอเมริกาและอังกฤษมารวมกัน, เน้นความแข็งแกร่งด้าน AI บูรณาการการสอนแบบ STEM และมุ่งสร้างเสริมทักษะที่จำเป็นในอนาคต 21st Century Skills

]]>
คณะบัญชี ม.ศรีปทุม ผนึกกำลัง 4 สมาคมด้านการบัญชีและวิทยาลัยอาชีวศึกษา 19 แห่ง ร่วม MOU ผลิตนักบัญชีคุณภาพ ตอบโจทย์วิชาชีพการบัญชี https://www.trjournalnews.com/13386 Sun, 17 Nov 2019 08:03:54 +0000 https://www.trjournalnews.com/?p=13386 คณะบัญชี ม.ศรีปทุม ผนึกกำลัง 4 สมาคมด้านการบัญชีระดับปร […]]]>

คณะบัญชี ม.ศรีปทุม ผนึกกำลัง 4 สมาคมด้านการบัญชีระดับประเทศ และ 19 วิทยาลัยอาชีวศึกษา MOU เดินหน้าพัฒนางานด้านวิชาการ วิจัย และพัฒนาศักยภาพทรัพยากรบุคคล ในการผลิตนักบัญชีดิจิทัลคุณภาพ 4.0 สู่ตลาดงานภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ คณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างคณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม ร่วมกับ สมาคมสำนักงานบัญชีและกฏหมาย สมาคมสำนักงานบัญชีไทย สมาคมผู้สอบบัญชีภาษีอากรแห่งประเทศไทย สมาคมสำนักงานบัญชีคุณภาพ และวิทยาลัยอาชีวศึกษา 19 แห่ง โดยมี ผศ.ดร.วิรัช เลิศไพฑูรย์พันธ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม พร้อมด้วย ผศ.ดร.ฐิตาภรณ์ สินจรูญศักดิ์ คณบดีคณะบัญชี ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ร่วมกับผู้แทนจาก 4 สมาคมฯ และ 19 วิทยาลัยอาชีวศึกษา ณ ห้องบอร์ดรูม ชั้น 14 อาคาร 11 มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม.(บางเขน)

ผศ.ดร.ฐิตาภรณ์ สินจรูญศักดิ์ คณบดีคณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยว่า ด้วยเจตนารมณ์ของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยศรีปทุม กับ สมาคมสำนักงานบัญชีและกฎหมาย  สมาคมสำนักงานบัญชีไทย สมาคมผู้สอบบัญชีภาษีอากรแห่งประเทศไทย สมาคมสำนักงานบัญชีคุณภาพ และวิทยาลัยอาชีวศึกษา 19 แห่ง อาทิ วิทยาลัยเทคโนโลยีทักษิณาบริหารธุรกิจ วิทยาลัยการอาชีพเกาะคา วิทยาลัยเทคโนโลยีบริหารธุรกิจสมุทรปราการ วิทยาลัยเทคโนโลยีอุดมศึกษาพณิชยการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี วิทยาลัยอาชีวศึกษาศาสนบริหารธุรกิจ วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง วิทยาลัยนวัตกรรมวิชาชีพ มหาวิทยาลัยเทคโนดลยีราชมงคลอีสาน วิทยาลัยเทคโนโลยีกิตติบริหารธุรกิจ วิทยาลัยอาชีวสึกษาฉะเชิงเทรา วิทยาลัยเทคโนโลยีไทยบริหารธุรกิจ วิทยาลัยเทคนิคพัทยา วิทยาลัยการอาชีพกาญจนาภิเษกหนองจอก วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาคร และวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตรดิตถ์

ในการส่งเสริมกิจกรรมทางวิชาการ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล จึงเห็นชอบร่วมกันในการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการผลิตบัณฑิต เพื่อตอบสนองความต้องการในวิชาชีพบัญชี และสนับสนุนด้านวิชาการ การวิจัยในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ตลอดจนร่วมส่งเสริมความร่วมมือในการจัดกิจกรรมต่างๆร่วมกันและสนับสนุนซึ่งกันและกัน

#SPU #SRIPATUM #มหาวิทยาลัยศรีปทุม #บัณฑิตพันธุ์ใหม่ #เรียนกับตัวจริงประสบการณ์จริง #คณะบัญชีSPU #บัญชีศรีปทุมจบแล้วมีงานทำ 100%

]]>
ม.ศรีปทุม จัดพิธีประดับบ่าเลื่อนชั้นปีและป้ายชื่อ นศ.การบินและคมนาคม สร้างความภาคภูมิใจ https://www.trjournalnews.com/13245 Wed, 13 Nov 2019 04:16:03 +0000 https://www.trjournalnews.com/?p=13245 ม.ศรีปทุม จัดพิธีประดับบ่าเลื่อนชั้นปีและป้ายชื่อแก่นัก […]]]>

ม.ศรีปทุม จัดพิธีประดับบ่าเลื่อนชั้นปีและป้ายชื่อแก่นักศึกษาสาขาการจัดการความปลอดภัยการบิน วิทยาลัยการบินและคมนาคม เพื่อเกียรติและความภาคภูมิใจในวิชาชีพและสถาบัน วิทยาลัยการบินและคมนาคม มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดพิธีประดับบ่าเลื่อนชั้นปีและป้ายชื่อแก่นักศึกษา สาขาการจัดการความปลอดภัยการบิน เพื่อให้นักศึกษาเกิดความภาคภูมิใจในเครื่องแบบการบินและสถาบัน อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคณาจารย์และนักศึกษา โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ณรงค์ อยู่ถนอม รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นประธานในพิธีฯ ณ ห้องบัวหลวงแกรนด์รูม  ชั้น 5 อาคาร ดร.สุข พุคยาภรณ์  มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม.(บางเขน)

 

พล.อ.อ.พิธพร กลิ่นเฟื่อง คณบดีวิทยาลัยการบินและคมนาคม มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า การจัดพิธีอันทรงเกียรติ “พิธีประดับบ่าเลื่อนชั้นปีและป้ายชื่อนักศึกษา” ให้แก่นักศึกษาสาขาการจัดการความปลอดภัยการบิน วิทยาลัยการบินและคมนาคม มหาวิทยาลัยศรีปทุม ประจำปี 2562 เพื่อให้นักศึกษาเกิดความภาคภูมิใจในเครื่องแบบและสถาบัน อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างคณาจารย์และนักศึกษาลูกSPUทุกคน และจะได้ถือปฎิบัติเป็นประเพณีของนักศึกษาวิทยาลัยการบินและคมนาคมให้เป็นเกียรติและศักดิ์ศรีสืบต่อไป

โดยในพิธีดังกล่าว ได้รับเกียรติจาก ดร.โสภิต ภาโนมัย รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม พร้อมด้วย พล.อ.อ.พิธพร กลิ่นเฟื่อง คณบดีวิทยาลัยการบินและคมนาคม รวมถึง น.อ.ดร.วุฒิภัทร จันทร์สาร ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการและหัวหน้าสาขาการจัดการความปลอดภัยการบิน มหาวิทยาลัยศรีปทุม ให้เกียรติขึ้นประดับบ่าเลื่อนชั้นปีและป้ายชื่อให้แก่นักศึกษาสาขาการจัดการความปลอดภัยการบิน วิทยาลัยการบินและคมนาคม มหาวิทยาลัยศรีปทุมทุกคนอีกด้วย

#มหาวิทยาลัยศรีปทุม #SRIPATUM #SPU #เรียนกับตัวจริงประสบการณ์จริง #บัณฑิตพันธุ์ใหม่ #วิทยาลัยการบินและคมนาคม #พิธีประดับบ่าเลื่อนชั้นปีและป้ายชื่อแก่นักศึกษา

]]>
iGET จับมือ ม.ดังเซี่ยงไฮ้-อัสสัมชัญศรีราชา จัดโปรแกรมปูพื้นด้านจีนธุรกิจให้นักเรียน ม.ปลาย 1 ปีการศึกษา https://www.trjournalnews.com/13035 Fri, 08 Nov 2019 06:14:56 +0000 https://www.trjournalnews.com/?p=13035 iGET จับมือ ม.ดังเซี่ยงไฮ้ ECNU-รร.อัสสัมชัญศรีราชา วาง […]]]>

iGET จับมือ ม.ดังเซี่ยงไฮ้ ECNU-รร.อัสสัมชัญศรีราชา วางโปรแกรมปรับพื้นฐานสำหรับนักเรียน ม.ปลายที่มุ่งเรียนในสายธุรกิจก่อนเข้าชั้นปี 1 มหาวิทยาลัยจีน สนองนโยบายเร่งปฏิรูปหลักสูตรการศึกษา ปั้นแรงงานคุณภาพรองรับผู้ประกอบการใน EEC เพราะปัจจุบันบุคลากรที่มีทักษะภาษาจีนดีและมีความรู้ทางสายจีนธุรกิจนั้นเป็นที่ต้องการมากขึ้นในทุกปี

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 iGET นำมหาวิทยาลัย East China Normal University (ECNU) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในเครือข่าย เข้าพบผู้บริหารโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชาเพื่อสานต่อความร่วมมือซึ่งได้มีการลงนามร่วมกัน 3 ฝ่าย เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดย อาจารย์ เจสซี่ จาง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ Global Education Center เปิดเผยว่า ในแต่ละปีมีนักเรียนชาวไทยเดินทางไปศึกษาต่อที่ ECNU เพิ่มขึ้นซึ่งพบว่านักเรียนไทยเริ่มให้ความสนใจเลือกเรียนสายธุรกิจ แต่เด็กไทยจะมีจุดอ่อนในวิชาการคำนวณพื้นฐาน ขณะเดียวกันนักเรียนไทยจำนวนมากมีผลสอบภาษาจีน HSK ในระดับสูงแล้ว แต่ยังขาดวงคำศัพท์ด้านวิชาที่ใช้ในบทเรียน ทำให้เกิดความยากลำบากในการปรับตัวด้านการเรียนช่วงแรก

ทั้งนี้ ECNU จึงได้จัดโปรแกรม iPREP 1 ปีการศึกษาสำหรับนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา ซึ่งจะมีการจัดการเรียนการสอนที่ ​ECNU เซี่ยงไฮ้ เพื่อปูวิชาพื้นฐานภาษาจีนสำหรับการเรียน ป.ตรี และ วิชาการคำนวณ ซึ่งจะช่วยเตรียมความพร้อมให้นักเรียนไทยก่อนเข้าเรียนในระดับ ป.ตรี ในสายธุรกิจอย่างราบรื่น ทั้งนี้โปรแกรมดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการ ในปีการศึกษา 2563

]]>
ACCESSTRADE จับมือ จุฬาฯ โชว์ผลสำเร็จ โครงการ CU SMART ENTREPRENEUR ปั้นนิสิตสู่ผู้ประกอบการหน้าใหม่ https://www.trjournalnews.com/12649 Mon, 28 Oct 2019 10:15:35 +0000 https://www.trjournalnews.com/?p=12649 ACCESSTRADE โดย บริษัท อินเตอร์สเปซ (ประเทศไทย) จำกัด ร […]]]>

ACCESSTRADE โดย บริษัท อินเตอร์สเปซ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมนิสิตเก่าหอพักนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โชว์ผลสำเร็จโครงการพัฒนาธุรกิจต้นแบบสู่การเป็นมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสังคมไทย CU SMART ENTREPRENEUR เน้นหลักสูตรด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ต่อยอดสร้างรายได้ผ่านสื่อออนไลน์ เกิดเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ในอนาคต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธ ทรัพย์สุข ผู้ช่วยอธิการบดี งานด้านการพัฒนานิสิต และนิสิตเก่าสัมพันธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมโลกกำลังเปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัล เทคโนโลยีออนไลน์เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งในแง่ของผู้ประกอบการธุรกิจ และผู้บริโภค สถาบันการศึกษาเอง ก็ย่อมต้องมีการปรับตัวเช่นกัน เพื่อให้สามารถผลิตบุคลากรให้รองรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกับ สมาคมนิสิตเก่าหอพักนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ACCESSTRADE (แอ็กเซสเทรด) โดย บริษัท อินเตอร์สเปซ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการระบบการตลาดออนไลน์ หรือระบบแอฟฟิลิเอตที่ใหญ่ที่สุดและเป็นที่แรกในประเทศไทย จัดทำโครงการพัฒนาธุรกิจต้นแบบสู่การเป็นมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสังคมไทย CU SMART ENTREPRENEUR เพื่อให้นิสิตที่มีความฝันอยากเป็นผู้ประกอบการ ได้ตามล่าความฝันของตัวเอง โดยมีหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวกับดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง เพื่อให้นิสิตมีความรู้ความเข้าใจในการทำตลาดออนไลน์ อีกทั้งยังมีรุ่นพี่ศิษย์เก่าที่มีประสบการณ์ในทางธุรกิจมาให้คำแนะนำและให้คำปรึกษา

โดยหวังว่าโครงการนี้ นิสิตที่เข้ารับการอบรม สามารถลองผิดลองถูกด้วยตนเอง หรือหากล้มลงก็ล้มเสียตั้งแต่ยังเป็นนิสิต ซึ่งคงไม่บาดเจ็บมากนัก หากเปรียบเทียบกับการออกไปล้มลุกคลุกคลานด้วยตนเองหลังจบการศึกษาไปแล้ว และสำหรับโครงการนี้เราอาศัยศักยภาพของรุ่นพี่ศิษย์เก่า ที่มีประสบการณ์ในทางธุรกิจมาประกบเพื่อให้คำปรึกษากับน้องนิสิต ซึ่งมีนิสิตให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการกว่า 100 คน และสร้างผลงานที่สามารถนำไปต่อยอดได้ในอนาคต ทั้งนี้หลังจากเสร็จสิ้นโครงการในเฟสแรก อาจมีการหารือกับผู้บริหารเพื่อดำเนินโครงการเฟสสองต่อ โดยเปิดโอกาสให้นิสิตในสาขาอื่นที่สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการนี้ จะช่วยพัฒนาศักยภาพของนิสิตให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ทางด้านเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital economy) รวมถึงการสร้างบัณฑิตไปรับใช้สังคมทางด้านความคิดหรือวางแผนธุรกิจให้กับสังคมไทย (Social Enterprise)

ด้านนายภัทรวุฒิ กุลจันทร์ ผู้บริหารระดับสูงสุด บริษัท อินเตอร์สเปซ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากข้อมูลของสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ระบุว่า ภายในปี 2562 นี้ คาดว่าจะมีการใช้เม็ดเงินสำหรับโฆษณาสินค้าและบริการรวมจำนวนกว่า 20,163 ล้านบาท โดยแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ได้รับความนิยมสูงสุดยังคงเป็น Facebook และ YouTube ที่ครองสัดส่วนเม็ดเงิน 49% โดย Facebook มาเป็นอันดับ 1 มีสัดส่วน 29% คิดเป็นเงิน 5,762 ล้านบาท เติบโตจากปี 2561 ราว 17% ส่วน YouTube มาเป็นอันดับ 2 มีสัดส่วน 20% คิดเป็นเงิน 4,120 ล้านบาท เติบโตก้าวกระโดดถึง 41% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูง และแซงหน้าทีวีดิจิทัลแล้ว ทั้งนี้ ในจำนวนเม็ดเงินโฆษณา ส่วนหนึ่ง มีการนำระบบแอฟฟิลิเอต (Affiliate Marketing) หรือ ระบบการตลาดออนไลน์ โดยการเป็นตัวแทน นำสินค้าของร้านค้าต่างๆ ในระบบมาขาย บนเว็บไซต์หรือบล็อก เมื่อมีลูกค้าซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์นั้น ตัวแทนก็จะได้ค่า Commission (คอมมิสชั่น) จากการขายสินค้านั้นๆ ข้อดีของการทำ Affiliate คือ ไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องสต๊อกสินค้า ไม่ต้องยุ่งยากเรื่องการจัดส่งสินค้า เพียงแค่ให้ลูกค้าซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ ก็จะได้ค่าคอมมิสชั่นจากการขายสินค้านั้นแล้ว ซึ่งในมุมของร้านค้าหรือเจ้าของสินค้าเอง ที่ผ่านมามีการสร้าง Branding เพื่อให้ยอดขายกลับมา แต่ Affiliate Marketing คือ Return on Investment (ROI) ที่ช่วยให้ร้านค้าต่าง ๆ ในระบบของ ACCESSTRADE (แอ็กเซสเทรด) เกิดยอดขายจริง ทาง ACCESSTRADE (แอ็กเซสเทรด) เล็งเห็นความสำคัญตรงจุดนี้ จึงได้ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สมาคมนิสิตเก่าหอพักนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโครงการพัฒนาธุรกิจต้นแบบสู่การเป็นมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสังคมไทย (CU SMART ENTREPRENEUR) ขึ้น

โดยมีนิสิตและศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมกว่า 100 คน และได้นำเอาหลักสูตรด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง เข้าไปในเนื้อหาการเรียน เช่น การเขียนคอนเทนต์, การสร้าง blog, website รวมถึงเทคนิคต่างๆ ตั้งแต่พื้นฐานจนสามารถสร้างรายได้ได้จริงจากการเรียน ควบคู่กับการทำ Affiliate Marketing โดยมีนิสิตที่สามารถนำความรู้จากการเข้าร่วมโครงการมาพัฒนา ต่อยอด จนสามารถสร้างเพจที่มีความน่าสนใจ สามารถสร้างรายได้ระหว่างเรียน และสามารถต่อยอดในอนาคตได้ อาทิ เพจ อ่านเถอะมันดี, babebiE_gallary, เชมมี่รีวิว, พาไปเที่ยว และ Unicorn บอกโปร เป็นต้น ซึ่งหลังจากจบการเรียนในโครงการฯ ทาง ACCESSTRADE (แอ็กเซสเทรด) ได้มีการติดตามผล พบว่านิสิตสามารถสร้างรายได้ได้จริง เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท ต่อเดือน

“จากเพจทั้ง 5 เพจนี้ จะเป็น Role Model หรือบุคคลต้นแบบที่จะทำให้เกิดการสร้างรายได้ และ ต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ในอนาคต ซึ่งจะเห็นว่า Digital Marketing ได้เข้ามาสร้างโอกาสให้กับทุกคน อีกทั้งยังสอดคล้องกับพันธกิจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ต้องการทำให้สังคมไทย ก้าวไปได้ในยุคดิจิทัล” นายภัทรวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

]]>