“หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ” เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนอีกแห่งที่หนึ่งที่เปิดการเรียนการสอนด้านโลจิสติกส์ โดยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของโลจิสติกส์ที่เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมหาวิทยาลัยหัวเฉียวฯ ได้เปิดหลักสูตรโลจิสติกส์ในระดับปริญญาตรี ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คือ เรียนรู้จริง ปฏิบัติได้จริง และได้ปรับเปลี่ยนหลักสูตรให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน (Logistics and Supply Chain Management) สังกัดอยู่ในคณะบริหารธุรกิจ (Faculty of Business Administration) หลักสูตร 4 ปี ค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรประมาณ 2 แสนบาทต้นๆ โดยนักศึกษาที่นี้มีการเรียนในห้องเรียน และสหกิจศึกษา ควบคู่กันไปผู้ช่วยศาสตรจารย์ ดร.ชุติระ ระบอบ หัวหน้าสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เปิดเผยว่า ตั้งแต่มีการเปิดสาขาโลจิสติกส์ ในระดับปริญญาตรีประมาณ 6 ปีที่ผ่านมา พบว่าผู้เรียนยังให้ความสนใจเรียนอย่างต่อเนื่อง เหตุผลสำคัญเพราะรัฐบาลได้สนับสนุนด้านโลจิสติกส์ ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการผลิต ล้วนแต่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมด้านโลจิสติกส์เป็นอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าเทรนด์กำลังมา นักศึกษาก็เลือกเรียนตามเทรนส์ เพราะมั่นใจว่าเมื่อเรียนจบไปแล้วมีงานทำอย่างแน่นอน

สำหรับมหาวิทยาลัยหัวเฉียวฯ จะเน้นความเข้มแข็งเฉพาะด้าน เช่น ด้านการแพทย์ พยาบาล หลักสูตรเหล่านี้ถือว่าโดดเด่นเป็นที่ยอมรับ ส่วนสาขาโลจิสติกส์การที่เรามีความถนัดเกี่ยวกับประเทศจีนและมีเครือข่าย ประกอบกับธุรกิจปัจจุบันในไทยเกี่ยวกับจีนด้วย เราจึงเน้นโลจิสติกส์ที่เกี่ยวกับการค้าขายกับจีน เช่น มีการอบรมภาษาจีนให้กับนักศึกษาโลจิสติกส์ มีการส่งไปฝึกงานที่จีนเพื่อให้มีความคุ้นชิน และเข้าใจด้านภาษามากขึ้น สามารถสื่อสารได้ ถ้านักศึกษาที่รู้ภาษาจีนถือว่าได้เปรียบ ทั้งโอกาสที่จะทำงานในบริษัทดีๆ และอัตราเงินดือนจะสูงกว่าปกติ
ในอนาคตธุรกิจจีนจะมีบทบาทต่อโลจิสติกส์ของไทยมากขึ้น เช่น การขยายสาขาอีคอมเมิร์ชในไทย การเปิดถือบริษัทเอ็กซ์เพรสในไทย เรื่องเหล่านี้ถือว่าเป็นโอกาสในการทำงานกับบริษัทเหล่านั้น ของคนที่เรียนด้านโลจิสติกส์

“ดังนั้นสิ่งที่มหาวิทยาลัยหัวเฉียวฯ เน้นย้ำกับบัณฑิตที่จบออกไป คือ ความเป็นเด็กหัวเฉียวฯรุ่นใหม่ ที่มีคุณภาพ สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ง่ายและมีเงินเดือนดี
ยกตัวอย่างนักศึกษาบางคนยังเรียนไม่จบ แต่บริษัทจองตัวเข้าไปทำงาน อัตราเงินเดือน 2 หมื่นบาทขึ้นไป เด็กเหล่านี้ มีความสามารถและใฝ่รู้ มีความมุ่งมั่นมาก ที่สำคัญคือมีความรู้ด้านภาษาจีน” ผู้ช่วยศาสตรจารย์ ดร.ชุติระ กล่าว

สำหรับนักศึกษาที่นี้ ไม่ได้เน้นแค่การเรียนและฝึกงานเท่านั้น แต่ยังมีงานประจำปี เพื่อเป็นการสร้างคอนเน็คชั่นระหว่างหน่วยงานภายนอกกับมหาวิทยาลัย ในกิจกรรม
โลจิสติกส์แฟร์ เป็นกิจกรรมที่นักศึกษาทำเองทั้งหมด ซึ่งรูปแบบของงานจะเป็นการ จัดนิทรรศการด้านโลจิสติกส์ การจัดตลาดนัดแรงงาน โดยแต่ละปีมีบริษัทต่างๆ มาร่วมจัดคูหา ประมาณ 50 บริษัท โดยเป็นการเปิดรับการสมัครงานแก่คณะอื่นด้วย ไม่เฉพาะด้านโลจิสติกส์เท่านั้น
อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มหาวิทยาลัยได้ลงนามบันทึกช่วยจำ (MOU) กับหน่วยงานต่างๆ เพื่อการเปิดหลักสูตรระยะสั้น และเชิญผู้เชี่ยวชาญมาร่วมบรรยายในชั้นเรียนด้วย มีหลายที่ต้องการให้เราเปิดสาขาเฉพาะทาง เช่น การท่าอากาศยาน ก็เสนอแนะให้เปิดสาขาเกี่ยวกับการขนส่งทางอากาศหรือคาร์โก้ เพราะเราอยู่ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิ ตอนนี้กำลังหารือเกี่ยวกับการหาบุคลากรที่มาสอน

“การเรียนทางด้านโลจิสติกส์ได้รับความนิยมอย่างสูง ภาคอุตสาหกรรมยังขาดแคลนบุคคลาการจำนวนมาก ในส่วนของภาครัฐ หน่วยงานด้านโลจิสติกส์ มีทุกกระทรวง ทุกบริษัทมีแผนกด้านโลจิสติกส์ แต่สิ่งที่บัณฑิตต้องแข่งกันคือ ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่นอีคอมเมิร์ช ด้านไอที ด้านคลังสินค้า เป็นต้น ดังนั้นสิ่งที่มหาวิทยาลัยตอกย้ำคือการสร้างคนให้ได้คุณภาพ เพื่อจบออกไปแล้วสามารถสนองตอบตลาดได้” ผู้ช่วยศาสตรจารย์ ดร.ชุติระ กล่าวและสะท้อนว่าปัจจุบันมีหลายมหาวิทยาลัย ที่เปิดหลักสูตรโลจิสติกส์ และทำให้มีการแข่งขันกันสูง ดังนั้นอยากให้ผู้เรียนมองถึงคุณภาพมากกว่าปริญญาบัตร